Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง วัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง

วัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง

 

เอาล่ะ มาถึงนี่แล้วเรียกว่าเราชมวัดพระแก้วกันครบรอบแล้วก็ครบถ้วนแล้ว

เมื่อเดินออกจากส่วนของวัดพระแก้วแล้ว พอพ้นประตูออกมาทางด้านซ้ายมือเราจะพบ พระที่นั่งบรมพิมาน ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (รัชกาลที่ 6) สำหรับใช้เป็นที่ประทับเมื่อจบการศึกษาจากอังกฤษ

ในสมัยต่อมาทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8 ก็ได้มาประทับที่พระที่นั่งองค์นี้ในเวลาก่อนที่จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย

ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ได้โปรดฯ ให้จัดเป็นที่พักรับรองแก่พระราชอาคันตุกะระดับประมุขของประเทศหรือเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งสมเด็จพระราชินีอาลิซาเบทที่ 2 แห่งอังกฤษ ในคราวที่เสด็จฯ เยือนประเทศไทยก็ได้ประทับที่พระที่นั่งบรมพิมานแห่งนี้

 


 

ก่อนจะไปไหนกันต่อ เดินมากันเหนื่อยแล้วตรงนี้มีซุ้มขายเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นน้ำผลไม้โครงการหลวงเย็น ๆ ให้เราได้แวะดื่มเพื่อเรียกความสดชื่น สำหรับจะเดินเที่ยวชมพระบรมมหาราชวังกันต่อ สนนราคาขวดละ 20 บาท

 

 


 

 

ดื่มน้ำพอหายเหนื่อยกันแล้ว เดินมาต่อทางด้านซ้ายมือเราจะพบ หมู่พระมหามณเฑียร ซึ่งเป็นหมู่พระที่นั่งที่มีความสำคัญและน่าสนใจมาก เพราะเป็นหมู่พระที่นั่งที่สร้างขึ้นตั้งแต่ที่เริ่มการสร้างพระราชวัง และเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายรัชกาลต่อมา

 


 

แม้ปัจจุบันพระบรมมหาราชวังจะไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับ แต่ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรือการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวนั้น จะทรงประทับค้างอย่างน้อย 1 คืนในพระมหามณเฑียรนี้ ที่เรียกกันว่า พระราชพิธีเฉลิมพระมณเฑียร

ที่เรียกว่า "หมู่พระมหามณเฑียร" ก็เพราะประกอบไปด้วยพระที่นั่ง 7 องค์ด้วยกัน แต่มีที่สำคัญที่จะเล่าให้ฟังก็มีอยู่ 3 องค์คือพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย

โดยพระที่นั่งทั้ง 3 องค์นี้จะสร้างต่อเนื่องเชื่อมกัน โดยองค์ในสุดเป็น พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งเป็นเป็นที่บรรทมของพระมหากษัตริย์และที่เก็บเครื่องราชกกุธภัณฑ์ หรือถ้าจะเรียกอย่างสามัญแล้วพระที่นั่งองค์นี้ก็คือส่วนของห้องนอน

ตอนกลางจะเป็น พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นโถงยาวซึ่งเปรียบได้กับห้องนั่งเล่น สำหรับทรงใช้สำราญพระอิริยาบทกับให้ฝ่ายในได้เข้าเฝ้า นอกจากนั้นภายในพระที่นั่งองค์นี้ยังประดิษฐาน พระสยามเทวาธิราช ซึ่งเป็นเทวรูปที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างขึ้นสำหรับบูชา เนื่องจากทรงเห็นว่าสยามได้แคล้วคลาดจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มาหลายครั้งชะรอยจะมีเทวดาคอยปกปักคุ้มครองอยู่

สำหรับพระที่นั่งองค์นอกสุดคือ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นห้องรับแขก เพราะเป็นท้องพระโรงซึ่งพระมหากษัตริย์จะเสด็จออกว่าราชการที่นี่ และเป็นพระที่นั่งองค์เดียวในหมู่พระมหามณเฑียรที่เราสามารถเข้าไปชมได้ แต่ก็เปิดเฉพาะในวันราชการเท่านั้น ถ้ามาวันเสาร์อาทิตย์ก็คงจะอดชมกัน

ด้านในของพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยเนี่ย ถึงจะได้เข้าแต่ก็ไม่มีรูปมาฝากเพราะเขาห้ามถ่ายรูป แต่เล่าไว้เผื่อใครจะได้เข้าไปดู คือความที่เป็นท้องพระโรงก็จะเป็นห้องโถงโล่ง ด้านในจะมีพระราชบัลลังค์ที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จออกว่าราชการ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีอยู่สององค์ด้วยกัน  ถ้าเป็นสมัยรัชกาลที่ 1 และที่ 2 เสด็จออก พระที่นั่งบุษบกมาลา ที่เดี๋ยวนี้จะทอดอยู่ทางด้านหลัง ส่วนด้านหน้าจะเป็นพระราชบัลลังค์อีกองค์หนึ่งคือ พระแท่นเศวตฉัตร ซึ่งถ้าเราได้เห็นคงคุ้นตากันจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ขณะประทับ ณ พระแท่นเศวตฉัตรนี้ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอยู่ด้วย

ปัจจุบันพระที่นั่งองค์นี้ยังใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ อย่างพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา  พระราชพิธีสงกรานต์ ฯลฯ

ส่วนนี้ถึงจะเล่ามายาวมากแล้ว  แต่อดเล่าต่ออีกนิดไม่ได้ว่า  ถ้ามีโอกาสอยากให้ได้แวะไปชม พระที่นั่งบุษบกมาลา อีกองค์หนึ่งที่เป็นฝีมือของช่างวังหน้า  พระที่นั่งองค์นี้งามนักงามหนา  และถึงจะเป็นงานไม้แกะสลักแต่ไปจ้องดูสักพักก็เห็นเหมือนเป็นเปลวไฟกำลังเต้นระยิบเลยทีเดียว   พระที่นั่งองค์ที่ว่านี้เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  (ที่จริงก็คือวังหน้าเดิมนั่นแหละ)

 


 

ออกจากพระที่นั่งมาแล้วอย่าเพิ่งเดินตรงออกไปที่เดิมครับ ให้เลี้ยวซ้ายมาทางลานด้านข้างก่อน ตรงมุขกระสันระหว่างพระที่นั่งไพศาลทักษิณกับหอพระธาตุมณเฑียร มีช่องพระบัญชร (หน้าต่าง) เรียกว่า สีหบัญชร

ที่สีหบัญชรนี้เองที่รัชกาลที่ 1 ได้ทรงใช้สำหรับออกขุนนางว่าราชการอยู่ในช่วงปลายรัชกาล ที่พระองค์ทรงพระประชวรกับทรงพระชราภาพแล้ว แต่ยังทรงห่วงใยราชการบ้านเมืองอยู่ จึงได้ทรงย้ายมาประทับที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณซึ่งเป็นพระที่นั่งตอนกลาง และเสด็จออกขุนนางที่สีหบัญชรนี้แทน จนเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณนี้เอง

ส่วนในรัชกาลอื่น ๆ ก็อาจใช้เสด็จออกสำหรับกรณีฉุกเฉินในยามวิกาลบ้าง

 


 

พระที่นั่งองค์ที่เห็นอยู่ถัดมานั้นเรียกได้ว่าแทบไม่ต้องแนะนำกันว่าคือ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเพราะดูเหมือนใครต่อใครก็จะรู้จักพระที่นั่งองค์นี้กัน อาจเป็นเพราะมีสถาปัตยกรรมที่แปลกตา ทั้งยังตั้งอยู่ในทำเลที่ดี มีลานด้านหน้าพระที่นั่งที่ยิ่งทำให้พระที่นั่งดูโอ่อ่าสง่างาม และแน่นอนว่าใครที่ได้มีโอกาสมาชมเป็นต้องชักภาพไว้เป็นที่ระลึกคู่กับพระที่นั่งองค์นี้กันทั้งนั้น

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นอาคารแบบยุโรปสมัยสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย ส่วนหลังคาสร้างตามแบบไทยมียอดปราสาท 3 ยอด ว่ากันว่าเมื่อแรกสร้างนั้นมีขุนนางไทยเข้ามาเห็นถึงกับอุทานว่า "ฝรั่งใส่ชฏา" แต่ก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะแบบยุโรปกับไทยได้อย่างสวยงาม

โดยเฉพาะถ้าคำนึงว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่อิทธิพลฝรั่งตะวันตกที่ออกแสวงหาอาณานิคมนั้นแรงมาก ดังนั้นการพัฒนาบ้านเมืองและแบบแผนประเพณีต่าง ๆ ให้ทันสมัยขึ้น รวมไปถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมขององค์พระที่นั่งที่สร้างขึ้นใหม่นั้น ก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่สะท้อนให้ฝรั่งต่างชาติได้เห็นว่าไทยเราเป็นประเทศที่เจริญและมีอารยธรรม

หากจะทำสนธิสัญญาตกลงกันอย่างใดแล้วก็ควรทำอย่างประเทศที่เจริญแล้วทำต่อกัน ไม่ใช่จะมากดขี่ด้วยเห็นว่าเราเป็นประเทศล้าหลัง

ซึ่งตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ท่านก็เคยโปรดให้สร้างพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ไว้สำหรับจัดเก็บโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่พบในประเทศไทยซึ่งนับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของไทย เมื่อมีทูตานุทูตจากต่างประเทศเข้ามาก็มักจะโปรดนำชมพิพิธภัณฑ์นี้ สำหรับจะให้เห็นว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศเก่าแก่มีความเจริญมาช้านานแล้ว

 


 

สำหรับพระที่นั่งจักรีฯ นี้ชั้นบนสุดใช้สำหรับประดิษฐานพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 4 มาจนถึงรัชกาลที่ 8 ตลอดจนพระอัฐิของพระมเหสีและพระบรมวงศานุวงศ์อื่น ส่วนชั้นกลางเป็นท้องพระโรงและห้องสำหรับรับแขก

 


 

สำหรับชั้นล่างนี้ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องศาตราวุธต่าง ๆ ที่เราสามารถเข้าไปชมได้

 


 

มาถึงตรงนี้แล้วส่วนมากก็มักจะเลี้ยวออกประตูที่อยู่หน้าพระที่นั่งจักรีฯ กลับกันแล้ว แต่ขอบอกว่าอย่าเพิ่งกลับเพราะยังมีของดีให้ดูกันต่ออีก

เดินถัดมาจากพระที่นั่งจักรีฯ มาจะมีพระที่นั่งองค์ย่อมอีกองค์หนึ่ง เรียกว่า พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท เป็นพระที่นั่งสำหรับประทับทรงพระราชยาน หน้าบันมีรูปพระอินทร์ประทับยืนเหนือพระแท่น

พระที่นั่งองค์นี้สำหรับผู้รู้ศิลปะไทย จะกล่าวยกย่องว่ามีทรวดทรงได้ส่วนงดงามมาก ถึงกับมีการจำลองไปสร้างไว้ที่พระราชวังบางปะอินอีกองค์หนึ่งด้วย ถ้าเราไปเห็นพระที่นั่งกลางน้ำที่พระราชวังบางปะอินก็ลองเทียบดูว่าเหมือนกันหรือไม่

 


 

189-8908_IMG

เดินออกประตูมาเราจะพบพระที่นั่งที่สำคัญอีกองค์หนึ่งคือ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งใครได้มีโอกาสไปถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จย่าก็คงจะได้เคยเข้าไปในพระที่นั่งนี้กันมาแล้ว แต่ถ้าใครอยากจะเข้าไปชมคงจะต้องมาในวันธรรมดาที่จะเปิดให้เข้าชมได้

ภายในมีศิลปะวัตถุชิ้นเอกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 คือพระแท่นราชบัลลังก์ประทับมุก และพระแท่นบรรจถรณ์ประดับมุก แต่สำหรับใครที่มาในวันเสาร์อาทิตย์ก็คงได้ชมเฉพาะภายนอกแต่แค่ภายนอกก็งามนักแล้ว

พระที่นั่งองค์นี้สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แต่ไม่ใช่ปราสาทองค์แรกที่สร้างขึ้น เพราะปราสาทองค์แรกนั้นชื่อ พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 1 โดยถอดแบบมาจากพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทในพระราชวังกรุงเก่า

แต่ต่อมา พระที่นั่งอมรินทราภิเษกฯ ถูกฟ้าผ่าไฟไหม้หมดทั้งองค์ รัชกาลที่ 1 จึงได้โปรดฯ ให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ในที่เดิมแต่เปลี่ยนแบบไปเป็นทรงจตุรมุข คือที่มุขทั้ง 4 ด้านที่ยาวเท่ากันหมด ต่างจากพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทที่จะมีมุขด้านหนึ่งยาวออกไป บางคนอาจจะได้เคยเห็นว่าพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทเป็นยังไง เพราะที่เมืองโบราณมีสร้างจำลองไว้

 


 

กลับมาที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท หน้าบันเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ที่แปลกคือหางหงส์ทำเป็นนาค 3 เศียรซ้อนติดกันเป็นแผง เรียกว่า นาคเบือน

 


 

มุขด้านหน้าทางทิศเหนือมี มุขเด็จ ซึ่งประดิษฐานพระที่นั่งบุษบกมาลา สำหรับออกมหาสมาคมหรือให้ประชาชนเฝ้าฯ ซึ่งในครั้งหลังสุดนั้นรัชกาลที่ 6 เมื่อบรมราชาภิเษกได้เสด็จออกประทับที่มุขเด็จนี้ ให้เจ้าเมืองประเทศราช ทูตานุทูต ข้าราชการต่าง ๆ ได้เฝ้าฯ

 


 

เดินถัดมาจากพระที่นั่งดุสิตฯ ผ่านประตูมาแล้ว เลี้ยวขวามาจะเจอร้านเครื่องดื่มอีกที่ ใครเหนื่อยจะแวะนั่งพักดื่มน้ำดื่มท่าเข้าห้องน้ำได้ที่นี่ เห็นมีโต๊ะเก้าอี้อย่างดีไม่ต้องกลัวว่าจะแพง น้ำดื่มขวดละ 10 บาท กาแฟเย็นแก้วละ 15 บาทเท่านั้น ส่วนห้องน้ำคนละ 5 บาท แต่ไอศกรีมเจ้าหรูเห็นราคาแล้วต้องขอบาย

 


 

พักหายเหนื่อยแล้วจะได้เข้าไปดู พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว ที่อยู่ติดกันนี่ต่อ

ภายในพิพิธภัณฑ์วัดพระแก้วได้เก็บโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในวัดพระแก้ว ซึ่งอาจจะชำรุดทรุดโทรมไปและได้ทำของใหม่ขึ้นแทนแล้ว ก็รวบรวมมาเก็บไว้ในที่เดียวกันนี้

ซึ่งก็เป็นพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯ ที่ได้ทรงเป็นแม่กองในการบูรณะวัดพระแก้วเมื่อคราวฉลองกรุงเทพฯ ครบ 200 ปี ที่จะให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปได้ชื่นชมกับของศิลปะวัตถุโบราณเก่าแก่ที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้

รวมทั้งใครที่อยากรู้ว่าที่เรียกกันว่าช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าตาเป็นอย่างไรก็มาดูได้ที่นี่ด้วย

 


 

เอาล่ะทริปของเราคงจบแค่นี้ ถ้าใครจะถือโอกาสวันหยุดไหนมาชมวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง ก็สามารถมาได้ตั้งแต่ 8.00 - 16.00 น. สำหรับคนไทย และ 8.30 - 15.30 น. สำหรับชาวต่างประเทศ ส่วนที่ศาลหลักเมืองก็เปิดตั้งแต่ 05.30 - 19.30 น.

ส่วนใครที่กลัวร้อนก็แนะนำว่าให้มาตั้งแต่เช้าเลย ก่อนที่จะมีทัวร์มากันเพียบซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายรูปไปด้วย แต่ถ้าเป็นช่วงบ่ายคนจะน้อยหน่อย สะดวกแก่การถ่ายรูป แต่อุณหภูมิของอากาศก็อาจทำให้เหนื่อยอ่อนไปทีเดียว ทางที่ดีไม่ว่ามาช่วงไหนเตรียมหมวกเตรียมร่มมาหน่อยก็ดี

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.