| วังน้ำเขียว |
|
หน้า 5 จาก 6
เลยจากสวนสวยคุณต่อเข้าไป ก็จะเป็นที่แวะที่พลาดไม่ได้สำหรับคนมาวังน้ำเขียว เรียกว่าไม่มาก็เหมือนมาไม่ถึง ก็คือ สวนลุงไกร เห็นป้ายแล้ว ให้เลี้ยวรถเข้าไปที่หน้าป้ายเลย ไม่ต้องวิ่งเลยป้ายไป
ทางจะเป็นดินลูกรังเรียบ
ด้านซ้ายมือจะเป็นฟาร์มโค แต่ไหงมีม้ามาอยู่ด้วยก็ไม่รู้
เข้ามาไม่ลึก เห็นป้ายสวนลุงไกรก็เลี้ยวขวาเข้ามาเลย
ถ้าไปช่วงวันหยุด คนอาจจะเยอะต้องจอดรถก่อนแล้วเดินต่อเข้ามาที่เรือนตรงนี้
มาถึงต้องมองหาลุงไกรคนดังกันก่อน ถ้าไม่รู้ว่าเป็นคนไหนก็มาดูรูปที่ข้างฝาก่อน
นั่นไงเจอแล้ว! ลุงแกกำลังเทียบเสียงกีต้าร์ตัวเก่งอยู่
สวนลุงไกรมีชื่อเสียงกระฉ่อนในเรื่องการปลูกพืชผักปลอดสารพิษส่งขายเข้าไปตามร้านอาหารใหญ่ ๆ ในเมืองกรุง มาถึงวังน้ำเขียวทุกคนก็เลยมุ่งมาซื้อผักสด ๆ กันที่นี่
แล้วยังมีเมนูอาหารสำเร็จให้เลือกซื้อไปชิมกัน
หลายอย่างจะ wrap พลาสติกอย่างดีเพื่อคงความสดจนถึงบ้าน ได้ลองชิมแครอทที่นี่แล้ว หวานอร่อยมาก ใครอยากพิสูจน์ลองไปหยิบแครอทที่หั่นเป็นแท่ง ๆ สำหรับให้จิ้มชิมน้ำสลัดอร่อย ๆ อีกหลายสูตรมาลองก่อนได้ กระซิบว่าน้ำสลัดก็อร่อย
ระหว่างเลือกซื้อหาผักสด ๆ กลับบ้าน ลุงไกรที่อดีตแกเคยเป็นนักดนตรีอยู่เมืองนอกเมืองนามานาน ก็จะขับกล่อมบทเพลงคลอไปด้วยอย่างเมามันในอารมณ์
ออกไปเดินชมแปลงผักกันบ้างดีกว่า
แปลงผักก็จะอยู่ข้าง ๆ ตัวร้านเลย แต่ผักที่ขายอยู่ไม่ได้มาจากที่นี่แห่งเดียว ยังมาจากแปลงใกล้เคียงของชาวบ้านที่นี่อีกด้วย
ก่อนจะเติบโตเป็นผักให้เราได้กินกัน ต้องค่อย ๆ เอามาหยอดลงหลุมอย่างนี้
ซึ่งก็หลังจากที่ต้องเตรียมดินให้พร้อมก่อน
ต้นอ่อนที่เพาะเอาไว้ รอคิวลงปลูก
สวนลุงไกรนอกจากจะมีแปลงผัก กับร้านผักให้มาซื้อหาแล้ว ยังเป็นจุดถ่ายทอดเทคโลโนยีของการผลิตผักปลอดสารพิษอีกด้วย ก็คือมาฟังลุงไกรแกถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังกัน
บรรยากาศการบรรยายของลุงไกรก็เป็นกันเอง ด้วยการกอดกีต้าร์ไปบรรยายไปอย่างนี้
นอกจากที่สวนลุงไกรที่น่ามาแวะแล้ว ย่านนี้ยังมีฟาร์มเพาะเห็ดหอมอยู่หลายแห่งในย่านนี้ ที่แวะเข้าไปดูวิธีผลิตแล้วก็ซื้อหาเห็ดหอมสด ๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านกันได้
ลองแวะเข้าไปชมกัน
นี่ไงโรงเพาะเห็ด
เข้าไปชมข้างในสักนิด ถามมาได้ความว่ากว่าจะออกขายได้ต้องใช้เวลาเพาะกันนานถึง 5 เดือนทีเดียว
เล่าเพิ่มเติมไว้หน่อยว่า ถนนหนทางที่พอเลยจากทางสวนสวยคุณต่อเข้ามาทางสวนลุงไกร หรือเลยต่อเข้าไปเนี่ย สภาพถนนไม่ค่อยดีเท่าไหร่มีหลุมมีบ่อต้องค่อย ๆ วิ่งกันหน่อย แล้วอย่างที่คงเห็นจากรูปก่อน ๆ มาแล้วว่าถนนทางแยกเข้าไปที่เที่ยวหรือที่พักในย่านนี้จะเป็นถนนดินลูกรังเข้าไปแทบทั้งนั้น ถ้าใครเลือกได้เลือกเอาเป็นรถกระบะมาเที่ยวก็น่าจะขับสบายใจกว่า แต่รถเก๋งก็มาได้ เพียงแต่ก็ต้องค่อย ๆ ขับกันนิด
เข้ามาในถนนสายนี้ก็พอมีร้านอาหารอยู่บ้าง อย่างร้านนนทรี หรือ ครัวบ้านเลขที่ 5 แล้วก็มีร้านของชำของชาวบ้านพออาศัยซื้อหาข้าวของที่ขาดได้ถ้ามาพักกันแถวนี้
ถ้าวิ่งตรงตามทางสายนี้มาเรื่อย ด้านในยังมาแวะซื้อหาเห็ดกันได้ที่ วังน้ำเขียวฟาร์ม เป็นเห็ดที่พิเศษหน่อยอย่างที่ป้ายบอกว่าเป็นเห็ดเมืองหนาว ซึ่งก็คือ เห็ดโคนญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า เห็ดยานางิ กับอีกชนิดหนึ่งคือ เห็ดเออรินจิ
ตอนเข้าไปต้องลุยทางลูกรังกันนิดนึง
ที่วังน้ำเขียวฟาร์ม จะปลูกเห็ดกันเป็นอุตสาหกรรมเป็นเรื่องเป็นราวเลย ก็เลยสามารถเพาะเห็ดญี่ปุ่นที่เป็นเห็ดเมืองหนาวที่ต้องเพาะในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำเพียงพอ และมีระดับแสงสว่างที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ดพวกนี้ เรียกง่าย ๆ ว่าเพาะกันในห้องแอร์เลย
มีบอร์ดให้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ด ก่อนจะเลือกซื้อเห็ดไปทำกับข้าวอร่อย ๆ กันต่อ
ถัดจากฟาร์มเห็ดไปไม่ไกล มีอีกที่พักดังในย่านนี้ที่ชื่อ บ้านไร่โอโซน
แต่ละหลังจะมีห้องพักห้องเดียว เป็นส่วนตัวดีเวลามานั่งเล่นตรงระเบียง
ห้องพักมีแอร์ที่อาจจะไม่ต้องเปิด
ห้องน้ำ
ห้องพักที่นี่กว้างขวางดี
ม้านั่งสำหรับนั่งเล่นริมระเบียง เท่าที่เห็นในวังน้ำเขียวม้านั่งตามโรงแรมที่พักในย่านนี้หน้าตาแบบนี้เหมือนกันไปหมด
นอกจากบ้านพักที่เป็นเรือนไม้ที่อยู่รอบบึงน้ำแล้ว ยังมีบ้านพักสไตล์โมเดิร์นด้วยอาคารปูนเปลือยแบบนี้อยู่ด้วย ตึกนี้มี 2 ห้องพัก ราคาคืนละ 1,800 บาท ถ้าเหมาทั้ง 2 ห้องคืนละ 3,500 บาท
แล้วยังมีบ้านพักหลังใหญ่ เหมาะสำหรับใครที่ยกขบวนกันมาหลาย ๆ คน มี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ราคาคืนละ 5,000 บาท
ที่ลานหน้าเรือนพักใหญ่เป็นสนามหญ้า มองไปเห็นเรือนพักหลังอื่น ๆ สนใจก็โทรไปสอบถามรายละเอียดกันได้ที่เบอร์โทรเก๋ ๆ สองเบอร์นี้ คือ 081 000 1 777 กับ 081 000 3 777
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.