| พระที่นั่งวิมานเมฆ |
|
หน้า 1 จาก 2 ว่าแต่ใครยังไม่เคยไปเที่ยวพระที่นั่งวิมานเมฆบ้าง ? ยกมือขึ้น คลิ๊กเข้ามาอ่านอย่างนี้คงต้องมีคนไม่เคยไปกันบ้างหรอกน่า จะว่าไปแล้วต้องรวมถึง ThaiWeekender ด้วย เพราะได้ไปชมพระที่นั่งวิมานเมฆครั้งแรกก็เพราะจะเอามาเล่าให้คุณ ๆ ฟังกันนี่แหละ ไปมาแล้วก็ต้องร้อง โอ้ ! ของดีอยู่กลางกรุงอย่างนี้ทำไมถึงเพิ่งได้มาดู ทั้งที่เขาเปิดให้ชมได้มาตั้งแต่ตอนฉลองกรุงเทพ 200 ปีโน้นแล้ว ผ่านไปยี่สิบกว่าปี เพิ่งจะเคยมาเป็นครั้งแรก ว่าแล้วก็ลองตามไปชมบรรยากาศที่เอามาฝากกัน ว่างเมื่อไรน่าจะแวะไปดูด้วยตาตัวเองด้วยแล้วกัน
เห็นรูปอาจจะงงงวยกันเล็กน้อย ทำไมพระที่นั่งวิมานเมฆเหมือนกับพระอุโบสถที่วัดเบญจมบพิตร กันปานนี้ จริง ๆ แล้ววัดเบญจมบพิตรเองก็ถือว่าเป็นวัดสำหรับพระราชวังดุสิตที่พระที่นั่งวิมานเมฆตั้งอยู่ด้วย แล้วด้วยความที่จะเที่ยวพระที่นั่งวิมานเมฆควรจะมาช่วงเช้า (แล้วจะบอกอีกทีว่าทำไม) แต่กว่าพระที่นั่งจะเปิดให้เข้าชมได้ก็สายแล้วคือตอนเก้าโมงครึ่ง ไหน ๆ ก็จะมาเที่ยวแถวนี้แล้ว อดไม่ได้ที่จะชวนให้มาก่อนเวลาเปิดให้ชมพระที่นั่งสักนิด แล้วแวะมาชมพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร ที่เมื่อยามแสงสีทองยามเช้าฉาบไปทั้งหลังแล้วสวยจับใจ ยิ่งถ้าได้ฟ้าใส ๆ เป็นฉากหลังด้วยแล้ว ถ่ายรูปออกมาสวยนิ้งไปเลย สรุปว่าทั้งสวย ทั้งเกี่ยวข้องกัน เหมาะจะมาชมในทริปนี้เป็นอย่างยิ่งนี่เอง
มาถึงหน้าวัด ไม่ต้องแปลกใจ ทัวร์ฝรั่ง ทัวร์เอเชีย เดินเข้าเดินออกกันไม่ขาด ถามว่าเขามาดูอะไรกัน เขาว่ามาดู วัดหินอ่อน หรือ Marble Temple กัน เพราะตัวพระอุโบสถของวัดนี้สร้างด้วยหินอ่อนที่นำเข้าจากอิตาลีทั้งหลัง ขอเล่าประวัติเสียหน่อย เอาแบบย่อ ๆ ถ้ายาวมากเดี๋ยวจะพาลเป็นลม ดูจากชื่อวัดต้องเดาว่าสร้างสมัยรัชกาลที่ 5 แน่ แต่ที่จริงวัดนี้มีมาก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว แต่จะมีมาตั้งแต่สมัยไหนไม่ปรากฏหลักฐาน (สำนวนเหมือนเขียนตำราเลย) จะมารู้จักกันก็ตอนที่เกิดกรณีกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์ ที่ยกทัพเข้ามายึดโคราชเอาไว้ได้ในสมัยรัชกาลที่ 3 (เลยเกิดย่าโมขึ้นไง) ตอนนั้นทางกรุงเทพก็ส่งทัพขึ้นไปปราบ แต่เพื่อความไม่ประมาท ก็เลยจัดทัพอีกส่วนออกจากพระนครมาตั้งรับอยู่ตรงบริเวณที่เป็นวัดเบญฯ เดี๋ยวนี้ไว้ด้วย พอเสร็จเรื่อง ทางเจ้านายที่ทรงนำทัพมาตั้งที่นี่ก็เลยชักชวนพี่น้องรวมเป็น 5 พระองค์กลับมาปฏิสังขรณ์วัด เลยมาได้ชื่อในสมัยรัชกาลที่ 4 ว่า " วัดเบญจบพิตร " แปลว่า วัดของเจ้านายทั้งห้านั่นเอง (สังเกตว่าชื่อ ไม่มี ม.ม้า) แต่วัดเบญฯ มาสร้างงามอลังการเอาก็เมื่อปลายรัชกาลที่ 5 แล้ว เพราะตอนนั้นพระองค์ท่านมาซื้อที่แถว ๆ นี้สำหรับจะสร้างวังขึ้นใหม่ ซึ่งก็คือพระราชวังดุสิตที่เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวกัน ความที่เป็นวัดอยู่ข้างกับพระราชวัง บวกกับในบริเวณที่จะสร้างวังมีวัดอยู่อีกวัดชื่อวัดดุสิต ซึ่งตามธรรมเนียมไทยเราแล้ว อยู่ ๆ จะไปเอาที่วัดมาใช้ไม่ได้ ต้องทำ " ผาติกรรม " คือต้องถวายของที่เสมอกันหรือดีกว่าชดใช้ให้ รัชกาลที่ 5 ก็เลยทรงมีพระราชดำริที่จะรวมทำวัดขึ้นใหม่เป็นวัดเดียวไปเลย แล้วไหน ๆ ก็รวมทำวัดเดียว ก็ตั้งพระทัยจะให้เป็นวัดที่งามเป็นเลิศ แล้วจะเอาไว้อวดฝีมือช่างไทยให้ชาวต่างชาติได้ทึ่งกันไปด้วยเลยทีเดียว เพราะงั้นสถาปัตยกรรมของวัดถึงออกมาเป็นแบบไทย เสริมด้วยความหรูหราของหินอ่อนที่สั่งนำเข้ามาจากอิตาลีเพื่องานนี้โดยเฉพาะ แบบว่าไม่ใช่บังเอิญเหลือหินจากการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม แล้วก็มาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดเบญจมบพิตร ในครั้งนี้ (ขออภัย เล่าไปเล่ามา ยาวอยู่ดี)
งานนี้ก็เลยต้องเป็นฝีมือของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ออกแบบถาวรวัตถุทุกชิ้นในวัด ไม่เว้นแม้แต่รั้ว สมเด็จฯ ท่านเป็นผู้ซึ่งรัชกาลที่ 5 ถึงกับมีพระราชหัตถเลขายกย่องว่า ท่านเป็นผู้ที่นั่งอยู่กลางพระราชหฤทัยในแง่การดีไซน์เลยทีเดียว หรือจะเรียกได้ว่าทรงเป็นสถาปนิกเอกแห่งสยามประเทศในยุครัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ สมเด็จฯ ท่านทรงโปรดศิลปะอย่างขอม แต่ก็ทรงประยุกต์ให้เข้ากับศิลปะแบบไทยได้อย่างงดงามอย่างที่เราเห็นกัน แล้วก็สมตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 เพราะวัดเบญจมบพิตร ยังทำหน้าที่อวดความงามอวดฝีมือของช่างไทยมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อตั้งใจจะทำวัดให้สวยแล้ว พระประธานก็ต้องให้งามสมกัน พระพุทธรูปที่ได้ชื่อว่างามหนักงามหนาคงไม่พ้นพระพุทธชินราชที่วิหารหลวง วัดมหาธาตุ พิษณุโลก รัชกาลที่ 5 จึงทรงโปรดฯ ให้ช่างขึ้นไปหล่อจำลององค์พระพุทธชินราชที่พิษณุโลก เสร็จแล้วค่อยชะลอลงมา เมื่อเสร็จและมีพิธีอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดนั้น เล่าว่า รัชกาลที่ 5 ทรงปีติโสมนัสอย่างยิ่ง ทรงเปลื้องสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นพรัตน์ราชวราภรณ์ ซึ่งกำลังทรงอยู่นั้น ถวายพระพุทธชินราชเป็นพุทธบูชา เครื่องราชฯ ที่ทรงถวายนั้นทางวัดจะอัญเชิญมาคล้องถวายที่พระหัตถ์พระพุทธชินราชในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม ทุกปี
ด้านซ้ายมือของพระประธาน จะประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 เมื่อคราวทรงผนวช
ส่วนพระที่นั่งที่เคยประทับสมัยยังทรงผนวชอยู่ ก็ได้พระราชทานให้มาปลูกไว้ที่วัดเบญฯ นี้ด้วย
ถ้ามีโอกาสได้ขึ้นไปชม จะมีพระแท่นบรรทมของพระองค์ท่านอยู่ ส่วนฝาผนังเขียนจิตรกรรมเป็นพระราชพงศาวดารในสมัยรัชกาลที่ 5
กลับมาที่พระอุโบสถอีกที นอกจากที่จะสร้างด้วยศิลปะไทยที่ผสมผสานกับขอมแล้ว ยังเจือไว้ด้วยศิลปะตะวันตกอีกด้วย ดูได้จากภายในพระอุโบสถมีการใช้กระจกประดับที่อย่างที่ทำกันในโบสถ์ของฝรั่งมาใช้ด้วย แต่ทำเป็นลายอย่างไทย
ตามพระระเบียงของวัดสำคัญ ๆ อย่างวัดโพธิ์ วัดสุทัศน์ฯ จะมีการนำเอาพระพุทธรูปจากตามหัวเมืองที่ถูกปล่อยทิ้งให้ชำรุดทรุดโทรมอยู่มาเก็บรักษาเอาไว้ ที่วัดเบญฯ นี้ก็มีเหมือนกัน แต่ในความเหมือนก็มีความโดดเด่นที่น่าสนใจอยู่ เริ่มกันตั้งแต่ผู้ที่รวบรวมพระพุทธรูปมาไว้ก็คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์ท่านทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาในทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ด้วยเหตุนี้จึงทรงเชี่ยวชาญอย่างมากในเรื่องพระพุทธรูป บวกกับในช่วงนั้นได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องเดินทางออกไปตรวจราชการตามหัวเมือง ก็เลยเป็นโอกาสได้ไปเสาะหาพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามมาไว้ แล้วก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการมาจัดแสดงพระพุทธรูปในแง่ของความงามทางศิลปะ นอกเหนือจากการมองเป็นสิ่งที่ควรเคารพบูชา พวกเราที่มาเดินชมพระที่พระระเบียงอย่างนี้ก็เรียกว่าสบายไป พูดกันแบบชาวบ้านก็คือ เซียนท่านคัดมาแต่ที่งาม ๆ มาให้ชมแล้ว
นอกจากพระพุทธรูปที่ได้มาจากตัวหัวเมืองต่าง ๆ แล้ว สมเด็จฯ ท่านยังได้รวบรวมพระมาจากประเทศอื่น ๆ ด้วย เราก็เลยได้ชมพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในศิลปะต่าง ๆ กันไป ซึ่งสะท้อนจินตนาการของคนแต่ละชาติที่มีต่อพระพุทธองค์ เพราะกว่าจะมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาครั้งแรกก็เกือบ 600 ปีหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานไปแล้ว คงไม่มีใครในยุคนั้นได้เคยเห็นองค์จริงมาก่อน อย่าง พระปางทุกรกิริยา นี้ได้มาจากประเทศปากีสถาน เป็นปางที่เราไม่เคยได้พบเห็นกันในบ้านเรา
ใครที่รู้สึกว่า ดูแล้วก็ยังมองไม่ออกว่าที่ว่างามนักงามหนานี่มันเป็นยังไง ก็ขอบอกว่า อย่างน้อยก็ควรแวะไปชม พระพุทธรูปปางลีลา ก่อน องค์นี้ถ้าไม่ได้มาดู ต้องถือว่าไม่ได้มาวัดเบญฯ และถ้าไปยืน ๆ อยู่แถว ๆ หน้าองค์พระ รับรองจะต้องมีไกด์พาแขกมาแวะชมพระองค์นี้กันทั้งนั้น องค์อื่นอาจจะเดินดูผ่าน ๆ แต่องค์นี้ต้องมีหยุดบรรยาย พระพุทธรูปปางลีลาองค์นี้ถือเป็นไฮไลท์สุดยอดเลยทีเดียว เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยที่ได้รับยกย่องว่ามีลักษณะงดงามเป็นเลิศ อย่างที่ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ทรงยกย่องว่า "งดงามไม่แพ้ประติมากรรมชิ้นเอกอื่น ๆ ในโลก " เพราะฉะนั้นใครที่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเล ไปชมรูปแกะสลักเดวิดถึงกรุงโรมมาแล้ว ก็อย่าได้พลาดแวะมาชมพระพุทธรูปปางลีลาที่วัดเบญจมบพิตรนี้ด้วยก็แล้วกัน
ลองอีกมุมหนึ่ง ว่ากันว่าจะดูพระองค์นี้ให้สวย ต้องดูหน้าตรงกับดูด้านเฉียงข้าง ถ้าดูด้านข้างเลยจะไม่สวย เพราะมีการใช้ขนาดที่ผิดส่วน สำหรับจะให้ดูงามในมุมที่ช่างต้องการ ส่วน ปางลีลา เป็นปางที่แสดงถึงพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์หลังจากที่ไปจำพรรษาเพื่อเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ถัดจากพระระเบียงออกไปจะเป็น ต้นศรีมหาโพธิ์ สำหรับต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นหนึ่งในสามหน่อจากต้นศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงได้รับจากเจ้าเมืองพุทธคยา เมื่อคราวที่เสด็จไปราชการที่อินเดียและได้ทรงไปนมัสการสังเวชนียสถานต่าง ๆ ครั้งเมื่อกลับมาก็ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 ซึ่งต่อมาได้ทรงโปรดฯ ให้นำมาปลูกไว้ที่วัดเบญจมบพิตร ปกติเราก็มักจะเจอว่ามีการปลูกต้นโพธิ์เอาไว้ในวัดกัน ก็คิดว่าคงเพราะเป็นต้นไม้ที่สำคัญในพุทธประวัติ เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่ใต้ต้นโพธิ์ แต่ความหมายจริง ๆ แล้วก็เพื่อสำหรับจะใช้ "ปลงธรรมสังเวช" ที่เป็นอย่างนี้ก็เป็นเพราะ เดิมในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าจใกล้จะปรินิพพาน พระอานนท์ได้ปรารถกับพระพุทธองค์ว่าเมื่อพระองค์เสด็จสู่พระนิพพานแล้ว บรรดาสงฆ์ที่ได้เคยเข้ามีโอกาสเข้าเฝ้าอยู่เสมอก็จะว้าเหว่ พระองค์จึงทรงอนุญาตให้พุทธสาวกที่ระลึกถึงพระองค์ ให้ไปปลงธรรมสังเวชได้ที่สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง คือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ ประทานปฐมเทศนา และปรินิพพาน สำหรับที่ทรงตรัสรู้นั้นก็คือที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยานั่นเอง ในสมัยต่อ ๆ มาผู้คนที่ไม่สะดวกจะเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว ก็อาศัยแบ่งหน่อต้นศรีมหาโพธิ์กลับมาปลูก เพื่อจะใช้เป็นสถานที่ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์ สำหรับความหมายของการปลงสังเวชจึงไม่ใช่เป็นเรื่องไปคร่ำครวญ เสียอกเสียใจอะไร แต่ความหมายที่แท้คือ เพื่อกระตุ้นเตือนให้เกิดกำลังใจ มานะ พากเพียรในการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์
เที่ยววัดเบญจมบพิตรมาพอสมควรแล้ว เราไปต่อกันที่พระที่นั่งวิมานเมฆกัน แต่สำหรับใครอยากรู้รายละเอียดของวัดเป็นเรื่องเป็นราว ต้องไปที่เว็ป วัดเบญจมบพิตร เป็นเว็ปของวัดที่จัดทำไว้อย่างสวยงาม มีข้อมูลสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างของวัด
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.