| สนามบินสุวรรณภูมิ |
|
หน้า 1 จาก 3
ถ้าใครเคยไปใช้บริการที่สนามบินดอนเมือง คงยังจำได้ว่าที่นั่นจะมีอาคารผู้โดยสารกันหลายอาคาร ถ้าจะบินในประเทศก็จะต้องไปที่อาคารในประเทศ ส่วนถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศกัน ก็มีอาคารระหว่างประเทศที่ยังแบ่งเป็นอาคาร 1 กับอาคาร 2 อีกที แต่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขาออกแบบให้มีอาคารผู้โดยสารเป็นหลังเดียว อยู่รวมกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพียงแต่ว่าจะแบ่งกันข้างในอีกที อย่างถ้าจะเดินทางในประเทศก็จะใช้อาคาร รวมทั้งทางขึ้นเครื่องทางฝั่งซ้ายเป็นหลัก เพราะงั้นเวลามาเช็คอินขึ้นเครื่องสำหรับเดินทางในประเทศ ก็ให้รถมาส่งลงกันที่แถว ๆ ประตู 2 ที่ชั้น 4 ที่เป็นชั้นของผู้โดยสารขาออก
เข้ามาข้างในอาคารแล้ว ก็มาเช็คอินที่เคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบินที่จะเดินทางกัน ปกติเขาก็จะบอกเอาไว้ในตั๋วว่าจะต้องไปเช็คอินที่แถวตัวอักษรอะไร จะมีเรียงกันไปตั้งแต่ A/B C/D ไปเรื่อย เพราะงั้นมาถึงแล้วก็มองหาป้ายบอกแถวเช็คอินที่อย่างนี้ไว้เลย
แต่อย่างที่รู้กันว่าสนามบินสุวรรณภูมิของเราเนี่ยกว้างขวางใหญ่โตมาก ถ้าไม่อยากจะเดิมกันอ่วมตั้งแต่เริ่มต้น ก็ให้รถมาส่งให้ตรงประตูที่ใกล้กับเคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบินที่เราจะไปก็น่าจะดี สังเกตว่าด้านหน้าอาคารตรงที่รถจะมาส่งลง เขาจะมีป้ายบอกเอาไว้ให้ว่าเข้าประตูนี้ไปแล้วจะไปเจอเคาน์เตอร์ของสายการบินอะไรบ้าง เจอโลโก้ของสายการบินที่เราจะไปก็จอดส่งตรงประตูนั้นเลย
เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเอากระเป๋าไปผ่านเครื่อง X-Ray ก่อนไปเช็คอินเหมือนที่ดอนเมืองแล้ว มาถึงก็เข็นกระเป๋าเข้าไปเช็คอินได้เลย
ปกติก็จะต้องมาเช็คอินกัน 2 ชั่วโมงหรือช้าที่สุดต้องไม่น้อยกว่า 45 นาทีก่อนเวลาเครื่องออก
บางสายการบินเขามีเครื่องให้เช็คอินด้วยตัวเองด้วย
เช็คอินเสร็จแล้วใช่ว่าจะเอ่อระเหยได้ เวลาเดินทางในตั๋วหมายถึง "เวลาที่เครื่องออกบิน" เพราะงั้นต้องเผื่อเวลาไปรอที่ประตูขึ้นเครื่องก่อนเวลาที่เครื่องออกด้วย อย่างสายการบินนี้เขาเตือนไว้เลยว่า จะปิดประตูขึ้นเครื่อง 15 นาทีก่อนเวลาออกเดินทาง
จอแสดงข้อมูลของเที่ยวบินมีติดกระจายไว้ ถึงจะรู้แล้วว่าเครื่องออกกี่โมง ต้องไปขึ้นที่ประตูไหน แต่ก็ควรหมั่นดูไว้หน่อย เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง
ปกติสายการบินเขาจะอนุญาตให้ผู้โดยสารมีกระเป๋าติดตัวถือขึ้นเครื่องได้คนละใบ แต่จะมีการจำกัดขนาดแล้วก็น้ำหนักเอาไว้ว่าจะต้องไม่เกินเท่าไหร่ อันนี้แต่ละสายการบินจะแตกต่างกันอยู่บ้าง ยังไงก็เช็คกับสายการบินที่จะไปกันอีกที บางสายการบินเขาก็ทำมาให้เทียบเลยว่า กระเป๋าต้องไม่ใหญ่เกินกว่าที่จะใส่ลงในช่องที่ทำตัวอย่างเอาไว้ถึงจะให้ถือขึ้นเครื่องได้ เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะมีปัญหาว่าเอาขึ้นไปเก็บบนช่องเก็บเหนือที่นั่งไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ คือ ของมีค่าทั้งหลายให้ถือขึ้นเครื่องไปเอง รวมไปถึงคอมพิวเตอร์โน้ตบุคด้วย
แต่ของที่ห้ามถือขึ้นเครื่องแน่ ๆ นอกจากอะไรที่อาจจะใช้เป็นอาวุธได้ ที่ไม่เว้นแม้แต่ที่ตัดเล็บอันเล็ก ๆ แล้ว เดี๋ยวนี้เขาห้ามเอาบรรดาของเหลวทั้งหลาย รวมทั้งพวกที่เป็นเจล เป็นสเปรย์อะไรด้วย ต้องแพ็คใส่กระเป๋าที่จะโหลดใต้เครื่องเท่านั้น เหตุก็เพราะครั้งหนึ่งที่อังกฤษเขาเกิดจับผู้ก่อการร้ายที่กำลังเตรียมการจะยึดเครื่องบิน ด้วยการลอบเอาวัตถุระเบิดที่เป็นของเหลวนี่ล่ะ ขึ้นเครื่องไปด้วย ตั้งแต่นั้นมาทั่วโลกก็เลยต้องมีกฎอันนี้ออกมา แต่เขาก็มีอนุโลมไว้ให้กรณีจำเป็นบ้างเหมือนกัน ของเหลวที่จะเอาขึ้นเครื่องได้แต่ละอย่างต้องไม่เกิน 100 ซีซี (ดูจากภาชนะที่บรรจุ ไม่สนว่าจะเหลือแค่ก้นขวดแล้ว) รวมหลาย ๆ อย่างแล้วต้องไม่เกิน 1,000 ซีซี แล้วต้องบรรจุรวมกันในถุงพลาสติกใส ที่ตรวจสอบได้ง่าย ส่วนยากับอาหารเด็กทารก อนุโลมให้ในปริมาณที่เหมาะสม แล้วก็ต้องมีฉลากกำกับชัดเจน
เช็คอินกันเรียบร้อย ถ้าบินในประเทศ ก็ใช้ประตูสำหรับขาออกในประเทศไปรอขึ้นเครื่อง ตรงนี้ต้องถอดทุกอย่างที่จะทำให้เครื่องตรวจจับโลหะร้องตอนเดินผ่านเครื่องออกใส่ตระกร้าที่จัดไว้
ส่วนถ้าเดินทางไปต่างประเทศ ก็อย่าเพลินอยู่ข้างนอกนานนัก เพราะต้องไปเข้าแถวผ่านการตรวจลงตราออกนอกประเทศจาก จนท.ตรวจคนเข้าเมือง อีกอย่างด้วย จะมี่ทางออกสำหรับผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศแบบนี้อยู่ 2 ประตู ถ้าสงสัยว่าต้องไปเสียค่าใช้บริการสนามบินอย่างแต่ก่อนไหม เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้วเพราะเขารวมไว้เรียบร้อยตอนที่ซื้อตั๋วเครื่องบิน
มาดูทางฝั่งขาเข้ากันบ้าง ถ้าจะมารับใคร ชั้นของผู้โดยสารขาเข้าจะอยู่ที่ชั้น 2 ทางออกของผู้โดยสารเขาจะแบ่งเป็น 3 ประตู มีประตู A B แล้วก็ C ประตู A จะเป็นของเที่ยวบินในประเทศ จะอยู่ทางด้ายซ้ายมือของอาคาร แถว ๆ ประตู 1-2 มารอรับใครที่บินในประเทศมา ก็มารอแถวโถงตรงนั้นได้เลย มีป้ายข้อมูลเที่ยวบินอันโต ๆ อย่างนี้อยู่
ส่วนถ้าเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ จะมีทางออกที่ประตู B กับ ประตู C ถ้าเป็นแต่ก่อนเราสามารถไปยืนรอรับคนได้ตรงทางออกสองประตูนี้ได้เลย เหมือนกับประตู A ของทางฝั่งในประเทศ แต่ความที่มีปัญหาไกค์ผี แท็กซี่เถื่อน เข้ามาประกบผู้โดยสารต่างชาติกันได้ตั้งแต่ออกมาที่โถงขาเข้า สนามบินเขาก็เลยแก้ปัญหาด้วยการกันพื้นที่โถงขาเข้าหน้าประตูทางออกสองประตูนี้ เป็นพื้นที่หวงห้ามไม่ให้คนทั่วไปเข้าไป ให้มีแต่เฉพาะผู้โดยสารที่เพิ่งลงเครื่องมาเท่านั้นไปเลย
เพราะงั้นถ้านัดพี่น้องผองเพื่อนว่าจะไปรับ ตอนนี้ก็เหลือจุดที่จะเจอกันได้จุดเดียวเลยคือ ตรงจุดนัดพบที่อยู่ตรงประตู 3 ใครที่ลงเครื่องมาแล้วมีคนมารอรับ พอรับกระเป๋าเสร็จ ผ่านออกมาที่โถงขาเข้าแล้ว ก็เลี้ยวขวาเดินยาวมาเลย
ถ้าลงเครื่องมายังเบลอ ๆ ชักงงว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาไปที่จุดนัดพบ เขาก็มีป้ายบอกเอาไว้ให้
ส่วนคนมารับ ก็มารอรับได้แถว ๆ ประตู 3
โถงหน้าประตู 3 เขาจัดให้เป็นจุดนัดพบ ถ้าจะนัดให้ใครมารับแนะนำว่าให้นัดกันตรงนี้ ผู้โดยสารเองก็จะมีป้ายบอกทางมาจุดนัดพบไว้ชัดเจน ส่วนคนมารอรับตรงนั้นจะมีจอแสดงข้อมูลเที่ยวบิน แล้วยังมีจอทีวีวงจรปิดให้เห็นผู้โดยสารที่รับกระเป๋าและผ่านขั้นตอนศุลกากรออกมาด้วย เรียกว่ายืนรอตรงนี้มีข้อมูลครบ ทั้งว่าเครื่องลงแล้วหรือยัง และคนที่มารอรับเดินออกมาแล้วหรือยัง
เห็นจากในจอแล้วค่อยเดินไปรับกันอีกทีก็ได้
แต่ถ้าลงเครื่องมาแล้วจะให้คนมารับวนรถมารับเลยไม่ต้องมายืนรอให้เมื่อย พอออกตรงประตู 3 มาแล้ว ให้เดินออกมาที่ถนนเลนด้านนอก มารอได้แถว ๆ นั้น เพียงแต่เจ้าหน้าที่จะไม่ให้รถจอดแช่รอ ถ้ารถมาถึงก่อนอาจจะต้องขับวนเอาหน่อย
สำหรับใครที่บินมาถึงเอากลางดึก แล้วไม่อยากต่อรถกลับบ้านทันที อยากจะรอให้สว่างเสียหน่อยก่อนค่อยไปต่อ จะนั่งพักรอในสนามบินก็ได้ ตัวสนามบินเปิดบริการกัน 24 ชั่วโมง แล้วก็มีผู้คนเดินทางกันตลอดไม่เปลี่ยวเหงาอะไร แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับคนที่บินมาจากต่างประเทศ ก็นั่งรออยู่ในโถงขาเข้าที่เขากันไว้เป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับผู้โดยสารอย่างเดียวนั่นล่ะ ห้องน้ำห้องท่าก็มี ร้านขายของกินก็มีอยู่ในนั้น ในโถงขาเข้าแถว ๆ ประตู 10 จะมีเก้าอี้นั่งอยู่เยอะเลย
ถ้าจะขึ้นแท็กซี่กลับกัน เดี๋ยวนี้จุดขึ้นรถแท็กซี่เขาย้ายไปอยู่ที่ชั้น 1 แล้ว ให้เดินตามป้ายบอกทางมาได้เลย ป้ายจะชี้มาทางเดียวกับจุดนัดพบคือตรงประตู 3
รวมทั้งใครจะใช้รถไฟฟ้า Airport Rail Link เข้าเมือง ก็ใช้ทางเลื่อนลงมาด้วยเหมือนกัน เห็นมั้ยที่ป้ายมีรูปรถไฟฟ้ากันแล้ว
ถ้าจะใช้แท็กซี่ลงมาที่ชั้น 1 แล้วก็เลี้ยวขวาออกประตู 4
มีป้ายบอกเอาไว้
แล้วก็มาเข้าคิวตามช่อง
แจ้งจุดหมายปลายทางให้กับเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ เขาจะกรอกในแบบฟอร์ม แล้วจะมีเอกสารให้เราถือไว้ชุดหนึ่งเผื่อมีกรณีเรื่องร้องเรียน เพราะงั้นเก็บเอกสารนี้ไว้ให้ดี แท็กซี่ขอก็ไม่ต้องให้เขา ส่วนค่าแท็กซี่ นอกจากค่าโดยสารตามมิเตอร์แล้ว ยังมีเซอร์ชาร์จอีก 50 บาทที่ต้องจ่ายให้คนขับเขาด้วย ค่าทางด่วนผู้โดยสารเป็นคนจ่ายเหมือนปกติ
แต่บางคนก็ขอบายกับแท็กซี่สนามบิน เพราะกิติศัพท์ที่หลายคนเอามาโพสต์กระทู้เล่าสู่กันฟังว่า ถ้าแท็กซี่เจอผู้โดยสารคนไทยหรือว่าเดินทางไปใกล้ ๆ ก็จะออกอาการฮึดฮัด บ่นนู้นบ่นนี้ไปตลอดทาง ชวนให้เสียอารมณ์ ประมาณว่ารอคิวรับผู้โดยสารมานานหลายชั่วโมง แต่มาได้ค่ารถไม่กี่ตังค์เอง ที่ก็น่าเห็นใจเหมือนกันอย่างที่เห็นในรูปว่ารถแท็กซี่จอดรอคิวกันแน่นไปหมด วิธีหาแท็กซี่กลับบ้านบางคนก็เลยใช้วิธีไปขึ้นแท็กซี่ที่ชั้น 4 ที่เขาเพิ่งมาส่งคนลง
แต่ถ้าจะไปที่สถานีรถไฟฟ้า ตัวสถานีจะอยู่ชั้นใต้ดินต้องลงต่อไปอีกชั้น
โถงหน้าทางเข้าสถานีรถไฟ Airport Rail Link ถ้าจะใช้บริการรถไฟสาย Express ให้ใช้ทางเข้าด้านซ้ายมือ แต่ถ้าเป็นสาย City Line ก็ใช้ทางเข้าทางขวา
มาถึงก็ไปซื้อตั๋ว ซื้อได้ทั้งที่ห้องจำหน่ายตั๋วหรือจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ คล้ายกับของรถไฟฟ้าใต้ดิน เพียงแต่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติของ Airport Rail Link สามารถซื้อตั๋วสำหรับหลายคนได้พร้อมกันในครั้งเดียวเลย
ที่ชานชาลาก็คล้าย ๆ กับสถานีรถไฟใต้ดิน แล้วก็มีจอภาพที่แสดงเวลาของรถไฟที่จะมาเทียบที่ชานชาลาด้วย ทำให้รู้ว่าต้องรอกันอีกนานแค่ไหน
บรรยากาศในตัวรถไฟฟ้าสาย City Line ที่แวะจอดทุกสถานีรายทาง ใช้เวลาตลอดสายราวครึ่งชั่วโมง จากสถานีสุวรรณภูมิมาจนถึงสถานีพญาไท แล้วก็มีรถออกทุก 15 นาที ตั้งแต่ 6.00 - 24.00 น. ค่าโดยสารคิดตามระยะทาง ตั้งแต่ 15 - 45 บาท ถ้านั่งจากสนามบินมาลงที่พญาไทสุดสายก็ 45 บาท
ใครมีกระเป๋าเดินทางมาด้วย จะใช้ขบวน City Line ก็ไม่ได้ลำบากอะไรนักเพราะโบกี้หัวท้ายของขบวนจะมีที่ว่างสำหรับวางกระเป๋ากันแบบนี้ เพียงแต่ถ้าเป็นช่วงเช้าเย็นอาจจะมีคนใช้บริการกันค่อนข้างแน่นหน่อย
สาธิตการใช้งานจริง
สาย City Line จะวิ่งมาสุดสายที่สถานีพญาไท ติดกันกับสถานีพญาไทของ BTS
มีทางเดินเชื่อมเข้าระบบของบีทีเอสเขาได้เลย หรือจะอาศัยใช้เดินข้ามถนนไปลงทางฝั่งถนนพญาไทขาเข้าก็ได้แล้ว
นอกจากนั่งมาลงกันที่สถานีพญาไทกันได้แล้ว ก็ยังลงตามสถานีรายทางที่อยู่ในตัวเมืองหน่อยได้อีกหลายสถานี อย่าง สถานีราชปรารภ คร่อมอยู่บนถนนราชปรารภ ใกล้ ๆ ประตูน้ำ สถานีมักกะสัน ใกล้กับแยกอโศกเพชร สามารถไปใช้ MRT สถานีเพชรบุรีต่อได้ สถานีรามคำแหง ถนนรามคำแหงตัดกับถนนกำแพงเพชร 7 (Local Road) สถานีหัวหมาก ถนนศรีนครินทร์ ใกล้กับห้างจัสโก้
รถสาย City Line ที่นั่งจะเป็นพลาสติกแข็งแบบนี้
ส่วนสาย Express เบาะที่นั่งก็จะหรูหรากว่า ค่าบริการก็สูงกว่าด้วยคือ 150 บาทต่อเที่ยว จากสถานีสุวรรณภูมิ ใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็มาถึงสถานีมักกะสันที่เป็นสถานีปลายทางของสาย Express มีรถวิ่งให้บริการทุกครึ่งชั่วโมง ระหว่าง 6.00 - 24.00 น.
ขบวน Express ยังมีชั้นสำหรับวางกระเป๋าเดินทางอยู่ข้างประตูเอาไว้ให้ด้วย
รวมทั้งชั้นวางเหนือที่นั่ง
แล้วยังมีตู้สำหรับผู้โดยสารที่ใช้รถ Wheel Chair ด้วย ตู้นี้จะอยู่ติดกับตู้สัมภาระ ถ้าขึ้นจากสถานีสุวรรณภูมิตู้นี้จะอยู่ตู้ขวามือสุด
จะมีที่่ว่างสำหรับจอดรถ Wheel Chair ได้
พอมาถึงที่สถานีมักกะสันแล้ว ถ้าจะไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดินหรือรถแท็กซี่ ให้เดินมาทางขวามือทางเดียวกับที่จะไปส่วนของสถานีของรถสาย City Line
จะมีป้ายบอกทางไปสถานี MRT เป็นระยะ ก็เดินตามป้ายลงมาที่ชั้นล่างแล้วก็ออกมานอกอาคาร ตรงนี้จะมีคิวรถแท็กซี่รอให้บริการอยู่ด้วย
ที่จริงเห็นว่าจะมีการสร้างทางเดินเชื่อมไปที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ Airport Rail Link อาจจะสร้างเสร็จเร็วเกินกำหนดไปมาก เพราะงั้นทางเดินเชื่อมนี้ก็เลยยังไม่ได้ทันได้สร้างไว้ 555 แอบประชดเล็กน้อย ทางเดินเชื่อมไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินยังไม่สร้างก็ไม่ว่ากัน แต่มีเรื่องแอบเคือง ลองสังเกตทางเท้าทางซ้ายมือดูซิ เขาเอาเสามาขวางทางเดินแบบเต็ม ๆ แถมไม่ทำทางเดินอ้อมเสาให้ด้วย แปลว่าถ้าใครลากกระเป๋าเดินทางจะไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็จงลงมาลากกระเป๋าบนถนนเสียดี ๆ นับว่าสถานีมักกะสันเป็น City Air Terminal ในตัวเมืองที่แปลกมากคือ ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้า BTS สถานีขนส่ง ระบบทางด่วน ที่สำคัญคือไม่มีแม้แต่ "ทางเท้า" ให้เดิน!!!
เอาล่ะถ้าจะไปลงรถไฟฟ้าใต้ดิน พอออกมาที่ถนนใหญ่แล้วก็เลี้ยวขวาข้ามทางรถไฟมา
เดินมาอีกนิดก็ถึงทางลงรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานีเพชรบุรี
นอกจากจะนั่งแท็กซี่กับรถไฟฟ้าออกจากสนามบินแล้ว เรายังมีทางเลือกที่จะใช้รถเมล์หรือรถตู้ได้ด้วย แต่ท่ารถเมล์กับรถตู้จะต้องนั่งรถเวียนของสนามบินที่มีวิ่งบริการกันตลอด 24 ชั่วโมงจากอาคารผู้โดยสารออกมาที่ Bus Terminal ตรงนี้ก่อน
ที่ Bus Terminal จะมีรถเมล์หลายสายให้บริการอยู่
เดี๋ยวนี้รถเมล์ที่ให้บริการที่สุวรรณภูมิจะเป็นรถของเอกชนคันสีเหลือง ๆ แบบเดียวกับที่เห็นวิ่งกันทั่วไปในกรุงเทพ เพราะงั้นข้างในรถด้านตอนหน้าก็จะมีที่ว่างพอจะวางกระเป๋าเดินทางใบย่อม ๆ ได้
แต่ถ้าไม่มีกระเป๋าสัมภาระอะไร ใช้บริการรถตู้ก็รวดเร็วดี
ซื้อตั๋วรถตู้กันได้ที่เคาน์เตอร์ หรือบางทีเขาก็มายืนขายกันที่หน้ารถเลย
ทั้งรถเมล์และรถตู้ จะมีสายเหมือน ๆ กัน เพียงแต่เส้นทางที่วิ่งอาจจะต่างกันบ้าง อย่างสาย 551 ที่วิ่งไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รถเมล์จะวิ่งไปตามพื้นราบ จากมอเตอร์เวย์ เข้าถนนพระราม 9 ผ่านดินแดง เข้ามาที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แต่รถตู้จะวิ่งบนทางด่วนไปตลอดทางมาลงที่ทางออกอนุสาวรีย์ชัยฯ เลย ส่วนสายที่มีวิ่งให้บริการกันก็มี สาย 549 มีนบุรี (สน.ลาดกระบัง, ถนนร่มเกล้า, มีนบุรี) สาย 550 จตุจักร (ถ.ลาดกระบัง, ถ.อ่อนนุช, ตลาดเอี่ยมสมบัติ, ถ.ศรีนครินทร์, แยกพัฒนาการ, เดอะมอลล์บางกะปิ, ถ.ลาดพร้าว, MRT ลาดพร้าว, MRT พหลโยธิน, MRT จตุจักร) สาย 551 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ถ.มอเตอร์เวย์, ถ.พระราม 9, วัดภาษี, RCA, กรมโยธาธิการแลผังเมือง, แยก อสมท., แยกพระราม 9, ถ.ดินแดง, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) สาย 552 คลองเตย (ถ.บางนา-ตราด, แยกกิ่งแก้ว, ม.ราม2, เซ็นทรัลบางนา, แยกบางนา, อ่อนนุช, พระโขนง, ถ.พระราม 4, กล้วยน้ำไท, ตลาดคลองเตย) สาย 552A สำโรง-ปากน้ำ (ถ.บางนา-ตราด, แยกกิ่งแก้ว, ม.ราม2, เซ็นทรัลบางนา, ลาซาล, แบริ่ง, สำโรง, แยกปู่เจ้าสมิงพราย, ปากน้ำ) สาย 553 ศรีนครินทร์-ปากน้ำ (ลาดกระบัง, ถ.กิ่งแก้ว, แยกกิ่งแก้ว, ถ.บางนา-ตราด, ม.ราม2, ถ.ศรีนครินทร์, แยกเทพารักษ์, ปากน้ำ สาย 554 รามอินทรา-รังสิต (ถ.วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก, ถ.รามอินทรา, ซ.วัชรพล, ถ.แจ้งวัฒนะ, สถานีรถไฟหลักสี่, ถ.วิภาวดีรังสิต, ท่าอากาศยานดอนเมือง, รังสิต) สาย 555 ดินแดง-รังสิต (ทางด่วนพระราม 9, ถ.ดินแดง, ถ.วิภาวดีรังสิต, แยกสุทธิสาร, วัดเสมียนนารี, ม.เกษตร, สถานีรถไฟหลักสี่, ถ.วิภาวดีรังสิต, ท่าอากาศยานดอนเมือง, รังสิต) สาย 556 สายใต้ (ทางด่วนพระราม 9, ลงทางด่วนยมราช, ถ.หลานหลวง, ถ.ราชดำเนินกลาง, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, ถ.ข้าวสาร, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, ตลิ่งชัน, สถานีขนส่งสายใต้) สาย 558 เซ็นทรัลพระราม 2 (ถ.บางนา-ตราด, แยกกิ่งแก้ว, ม.ราม 2, เซ็นทรัลบางนา, แยกบางนา, ขึ้นด่วนบางนา, ลงด่วนสุขสวัสดิ์, ถ.พระราม 2, เซ็นทรัลพระราม 2, เคหะธนบุรี) สาย 559 องครักษ์-รังสิต (ถ.วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก, สวนสนุกดรีมเวิลด์, คลอง 4, 3, 2, 1, รพ.เอกปทุม, ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต, รังสิต) ส่วนรถที่จะมีวิ่งกันทั้งคืน ก็จะมีสาย 550, 551, 552A, 554 เพียงแต่หลังเที่ยงคืนไปแล้วเที่ยวรถจะออกกันห่างมากหน่อย
หน้าตาของรถเวียนก็คือ รถบัสคันสีขาวที่เห็นอยู่ในรูป ตอนลงเครื่องมาแล้ว จะขึ้นรถเวียนไปที่ Bus Terminal ป้ายรถเวียนจะอยู่เลนด้านนอกของถนนหน้าตัวอาคารผู้โดยสาร
เพราะงั้นพอเดินออกมาหน้าอาคารผู้โดยสารแล้ว ให้เดินข้ามถนนออกมาที่เลนด้านนอกก่อน
ป้ายรถเวียน (ที่เห็นเป็นสีฟ้า) อยู่ระหว่างประตู 5/6
รถเวียนที่ผ่านชั้นขาเข้า (ชั้น2) จะมี 2 สายคือ สายด่วน (เขาจะติดป้ายหน้ารถว่า ชั้น 4 ชั้น 2) กับอีกสายคือ สาย A สายไหนมาก็ขึ้นได้ทั้งสองสาย เพียงแต่รถสายด่วนจะไม่มีแวะจอดรถส่งคนที่ไหนอีกแล้ว วิ่งตรงดิ่งไปจอดทีเดียวที่ Bus Terminal เลย สำหรับใครที่ลากกระเป๋าเดินทางมา บนรถเวียนจะมีที่ว่างไว้สำหรับวางกระเป๋าอยู่ทั้งที่ด้านหน้าและด้านกลางตัวรถ แล้วระดับพื้นรถก็จะเสมอกับพื้นทางเท้า สะดวกดีสำหรับการยกกระเป๋าเข้าออกรถ
สำหรับใครที่งบประมาณไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเดินทางกลับบ้าน ก็เลือกบริการลีมูซีนของการท่าฯ ได้ ค่าบริการจะขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล กับ ชนิดรถที่เลือกใช้ ราคาจะเริ่มต้นที่ 500 บาทต่อเที่ยว ที่รวมค่าทางด่วนไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเป็นคันที่เห็นอยู่ในรูป รับรองว่าไม่ใช่ 500 บาทแน่นอน ฟันธง!
ติดต่อขอรับบริการได้ที่เคาน์เตอร์สีเหลือง ๆ อย่างนี้ ที่มีอยู่ทั้งที่โถงผู้โดยสารขาเข้า ของทั้งในและระหว่างประเทศ แล้วยังมีอีกแห่งบริเวณที่รับกระเป๋าของผู้โดยสารระหว่างประเทศด้วย
อีกทางเลือกสำหรับเข้าเมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติแบบ backpack นิยม ก็จะเป็นรถ Airport Express Bus แบบนี้ โดยเฉพาะสาย AE2 ที่วิ่งตรงไปสุดสายที่ถนนข้าวสาร นอกจากนี้ยังมีสาย AE1 สีลม AE3 สุชุมวิท AE4 สถานีรถไฟหัวลำโพง ค่าโดยสารคนละ 150 บาท มีวิ่งให้บริการกันตั้งแต่ ตี 5 ถึง เที่ยงคืน สายที่จะออกถี่หน่อยเพราะคนใช้เยอะก็คือ AE2 ที่วิ่งไปถนนข้าวสาร มีออกกันทุกครึ่งชั่วโมง (Airport Express Bus หยุดการให้บริการตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไป)
จะไปขึ้น Airport Bus ต้องลงไปที่ชั้น 1 แล้วเดินไปที่ประตู 8
เดินออกประตู 8 ไป ก็จะเจอกับเคาน์เตอร์ขายตั๋ว
บนรถจะมีที่วางกระเป๋าเอาไว้ให้ที่กลางตัวรถ
ใกล้กับประตู 8 ที่จะออกไปขึ้นรถ Airport Bus ตรงนี้ยังมีเคาน์เตอร์ขายตั๋วของรถ บขส. ที่มีต้นทางออกจากสุวรรณภูมิด้วย รถที่มีออกถี่หน่อยเป็นรถไปพัทยา มีวันละ 8 เที่ยว คือ 7.00 9.00 11.00 13.00 15.00 17.00 19.00 21.00 ที่เหลือก็จะมีรถไปอรัญประเทศ มีวันละ 2 เที่ยว คือ 7.15 9.45 อันนี้สำหรับคนที่บินมาลงแล้วจะไปเที่ยวกัมพูชาต่อ แล้วก็มีรถไปอุดรธานี ตอน 20.20 กับรถไปหนองคาย ตอน 20.30 ล่าสุดมีรถทัวร์ที่วิ่งจากสนามบินสุวรรณภูมิไปส่งให้ถึงบนเกาะช้างวันละเที่ยวตอน 7.30 เป็นรถของ บ.สุวรรณภูมิบูรพา
รถ บขส. พวกนี้จะไปขึ้นที่ Bus Terminal ก็ได้ แต่ยังไงรถจะวนมารับผู้โดยสารที่อาคารผู้โดยสาร ตรงชั้น 1 ประตู 8 อีกทีอยู่ดี
เคาน์เตอร์ของ บขส. ที่ Bus Terminal ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02-134-4099 www.transport.co.th
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.