| เยี่ยมเยือนเมืองสุพรรณ |
|
หน้า 2 จาก 5
จากที่วัดป่าเลไลย์ก็ขับรถย้อนกลับมาทางเดิมมาแวะกันที่ศาลหลักเมือง ตรงหน้าทางเข้าจะมีเสามังกรเห็นได้ชัดเจนเลย
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน ใหญ่โตโอ่อาเลยน่ามาชมกัน
รูปสิงห์ที่หน้าประตู ด้านขวาจะเป็นตัวผู้ ดูได้จากที่เล่นลูกบอลอยู่
ส่วนอีกตัวจะเป็นตัวเมีย ที่เล่นกับลูกสิงห์ตัวเล็ก ๆ
ตัวศาลด้านใน
ด้านหน้าจะตั้งโต๊ะวางเครื่องบูชา
เข้ามาด้านใน มีเทวรูปหิน 2 องค์ เป็นรูปสลักนูนบนหินทรายสีเขียวก่อปูนฉาบติดกับผนัง แต่ถูกปิดทองจนมองไม่เห็นเนื้อเดิมแล้ว
เทวรูปนี้เป็นรูปสลักพระนารายณ์ทั้งสององค์ สังเกตว่าจะมีแขนสี่แขน แล้วก็เป็นศิลปะอย่างขอมที่น่าจะมีอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี
จากศาลหลักเมืองก็ไปต่อกันที่วัดสำคัญคู่เมืองสุพรรณบุรี นั่นก็คือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พอเลี้ยวซ้ายออกจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองมาก็จะเจอป้ายชี้ทางเอาไว้ก็เลี้ยวซ้ายเข้ามา
ถนนทางเข้าจะเป็นถนนไม่ใหญ่โตนักอย่างที่เห็น แต่จะมีวัดสำคัญเก่าแก่หลายต่อหลายวัดเรียงรายไปตลอดถนนเส้นนี้เลย เพราะบริเวณนี้อยู่ในบริเวณเมืองเก่าของสุพรรณบุรีในสมัยก่อน ก่อนที่จะย้ายเมืองข้ามไปอยู่อีกฟากของแม่น้ำ
ปากทางจะมีป้ายโฆษณาร้านอาหารหลายร้านในเส้นทางสายนี้ด้วย หิวเมื่อไหร่ก็แวะทานกันได้เลย
มาถึงแล้ว วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อย่างที่เล่าแล้วว่าเป็นวัดสำคัญประจำเมือง เพราะเป็นคติที่การสร้างเมืองจะต้องมีพระมหาธาตุหรือที่เรียกอีกอย่างว่าพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ในตำแหน่งใจกลางเมือง เหมือนกับเป็นหัวใจของเมืองเลยทีเดียว แล้วถ้าเป็นเจดีย์ทรงปรางค์อย่างนี้ก็จะเรียกวัดนั้นว่า "วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ" แต่ถ้าเป็นเจดีย์ทรงอื่น ๆ ก็จะนิยมเรียกว่า "วัดมหาธาตุ" (เฉย ๆ )
จากลักษณะของปรางค์ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวอยุธยาตอนต้น ตรงกลางเป็นปรางค์ประธานที่ได้รับการบูรณะแล้ว ส่วนด้านข้างมีปรางค์บริวารที่เหลือแต่ฐานอยู่ ภายในตัวองค์ปรางค์ยังเคยขุดพบพระผงสุพรรณ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระเครื่องเบญจภาคี (ข้อมูล พระเครื่องเบญจภาคี จาก เว็บหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ www.manager.co.th)
ลวดลายงานปูนปั้น
ไปต่อกันที่ วัดแค ที่นี่ต้องมาชมต้นมะขามยักษ์ กับคุ้มขุนแผน ตอนไปก็เลี้ยวซ้ายออกจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุออกมา
ที่วัดแคนี่มีชื่ออยู่ในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ว่าเป็นที่เรียกวิชาอาคมของ "เณรแก้ว"จากอาจารย์คือ "สมภารคง" วิชาเด็ดอย่างหนึ่งที่ได้เรียนก็คือ การเสกใบมะขามให้เป็นต่อเป็นแตนไปทำร้ายศัตรู แล้วว่ากันว่าเณรแก้วหัดเสกใบมะขามจากต้นมะขามยักษ์ที่อยู่ในวัดต้นนี้นี่เอง ส่วนถนนเส้นที่อยู่หน้าวัดนี่ก็ชื่อ "ถนนสมภารคง" ไปด้วยเลย
ส่วนคุ้มขุนแผนนี่ก็อยู่ถัดเข้าไปนิดเดียว
เรือนไทยหลังนี้ไม่ใช่ว่าเป็นบ้านขุนแผนจริง ๆ แต่สร้างขึ้นใหม่ให้เราได้รู้จักกับหน้าตาของเรือนไทยว่าเป็นยังไงกัน มาถึงแล้วก็เดินไปเที่ยวชมกันได้ แต่ภายในก็ไม่ได้มีเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องตกแต่งอะไร
เลยไปอีกไม่ไกลก็ถึง วัดพระลอย ตรงลานจอดรถจะมีร้านค้าร้านอาหารกันหลายร้าน คงจะเป็นวัดที่มีคนแวะมาเยอะเหมือนกัน
ตามประวัติว่า "พระลอย" เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรกเนื้อหินทรายขาว ศิลปะแบบลพบุรี ที่พบลอยน้ำอยู่ในแม่น้ำสุพรรณบุรี ก็เลยอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานไว้ แต่เข้ามาชมแล้วเห็นมีพระนาคปรกอยู่สององค์ เลยไม่แน่ใจว่าจะเป็นองค์ไหน แต่เดาว่าน่าจะเป็นองค์ล่างมากกว่า เพียงแต่ก็ถูกปิดทองเสียจนมองไม่เห็นเนื้อหินทราย พระพุทธรูปปางนาคปรกทำด้วยหินทรายอย่างนี้ นิยมสร้างในยุคที่ขอมเรืองอำนาจและก็มีอิทธิพลแผ่เข้ามาในอาณาบริเวณที่เป็นเมืองไทยในปัจจุบันนี้ด้วย แต่ความที่มีการดัดแปลงรูปแบบของช่างท้องถิ่นจนไม่เหมือนของทางขอมเสียทีเดียว เราก็เลยไม่เรียกว่าเป็นศิลปะขอมแต่มาเรียกเป็นศิลปะลพบุรี เพราะเมืองลพบุรีเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของขอมในดินแดนแถบนี้
เรือนแพริมน้ำที่วัดที่มีชื่อเรียกเก๋ไก๋ว่า อุทยานมัจฉา
บนแพมีจำหน่ายอาหารไว้ให้ได้ทำบุญเลี้ยงปลากัน
ส่วนด้านหน้าวัดที่ติดถนน ยังมีรูปปูนปั้นเป็นเรื่องพระเวสสันดรให้ได้ชมกัน อย่างตรงนี้เป็นตอนที่ทูตจากเมืองกลิงคราษฎร์มาทูลขอช้างเผือกคู่พระบารมีที่ชื่อ " ปัจจัยนาเคนทร์ " ที่พระเวสสันดรประทับอยู่ เพราะเชื่อว่าช้างเชือกนี้มีอำนาจพิเศษที่อยู่ที่ไหนฝนฟ้าก็จะตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองจะอุดมสมบูรณ์ แล้วตอนนั้นชาวเมืองกลิงคราษฎร์ก็กำลังเจอปัญหาฝนแล้งจนชาวบ้านอดอยากลำบากกันมาก พระเวสสันดรนั้นท่านชอบการบริจาคทานอยู่แล้ว พอได้ฟังอย่างนั้นแล้วก็ประทานให้ไปทันที แต่ผลจากการประทานช้างก็เลยทำให้ชาวเมืองของพระองค์เองโกรธแค้นกันใหญ่ ที่ไปยกช้างคู่บ้านคู่เมืองให้คนอื่นไป ก็เลยไปทูลขอให้พระเจ้าสัญชัยที่เป็นพระราชบิดา ให้ขับไล่พระเวสสันดรออกไปจากเมืองซะ จนตอนหลังต้องไปเจอกับชูชกอย่างที่เราเคยได้รู้กัน
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.