| เยี่ยมเยือนเมืองสุพรรณ |
|
หน้า 1 จาก 5 บรรยากาศเมืองสุพรรณมีทั้งทุ่งนาเขียวขจีกว้างไกลมีทั้งวัดวาเก่าแก่น่าชม สำเนียงเสียงเหน่อของคนสุพรรณก็แสนจะมีเสน่ห์ แล้วเมืองยังทันสมัยขนาดมีหอคอยสูงสำหรับชมวิวเมือง ถนนหนทางก็ทำไว้อย่างดีรถราก็ไม่หนาแน่นนัก วันหยุดนี้ขับรถสบายตาสบายใจไปเที่ยวเมืองสุพรรณกันดีกว่า
คราวนี้ลองมาตระเวนขับรถเที่ยววัดวาอารามกันในย่านเมืองเก่า แล้วค่อยไปขึ้นหอคอยชมวิวแห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทยชมทิวทัศน์ตัวเมืองสุพรรณกันให้รอบ ก่อนจะไปทำความรู้จักกับสุพรรณบุรีกันให้ดียิ่งขึ้นที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสุพรรณบุรี แต่ถ้าใครพอได้ยินว่า "พิพิธภัณฑ์" แล้วออกอาการเบื่อ ๆ อยาก ๆ ขอบอกว่าเดี๋ยวนี้เขาพัฒนาแล้ว ไม่เชื่อต้องไปพิสูจน์ดู เดินตากแอร์ในพิพิธภัณฑ์รอเวลาแดดร่มลมตกก็ออกไปสูดกลิ่นโคลนสาบควายให้สมกับที่มาเมืองที่ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำแห่งหนึ่งของเมืองไทยกันที่ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ช่วงเย็นก่อนกลับจะแวะหาอาหารมื้ออร่อยทานให้อิ่มท้องก่อนก็ไม่เลว
ขับรถเพลิน ๆ เดี๋ยวเดียวก็มาถึงตัวเมืองสุพรรณกันแล้ว (ลองสังเกตดูพื้นถนนสิ เรียบน่าขับมาก) ถ้าเริ่มตั้งต้นจากทางหลวงหมายเลข 340 ช่วงที่เชื่อมกับถนนวงแหวนฝั่งตะวันตกมาถึงตัวเมืองสุพรรณก็ราว 70 กม. เท่านั้น พอเห็นป้ายให้แยกเข้า "สุพรรณบุรี" ก็ชิดซ้ายออกจากช่องทางหลักมาเข้าทางคู่ขนาน ตรงมาอีกหน่อยก็มาเลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมืองมา (ทางเข้าเมืองเส้นนี้จะมีสะพานลอยของถนนที่มาจากป่าโมกวิ่งลงมาเชื่อมด้วย ) เพิ่มเติมว่าก่อนถึงตัวเมืองสุพรรณบุรี ที่ อ.บางปลาม้า จะมี ตลาดเก้าห้อง เป็นตลาดโบราณเก่าแก่ที่แวะไปเดินเที่ยวหาของอร่อย ๆ กินกันก่อนได้
เลี้ยวเข้ามาแล้วก็วิ่งตรงอย่างเดียวจนไปขึ้น สะพานอาชาสีหมอก สะพานที่ตั้งชื่อตามชื่อม้าของขุนแผน
ลงสะพานมาแล้วอีกไม่ไกลจะเห็นแนวคูเมืองเดิมของเมืองสุพรรณ ตัวเมืองสุพรรณสมัยโบราณจะอยู่ทางฟากนี้ คูน้ำที่เห็นจะเป็นคูเมืองทางด้านทิศตะวันตก ส่วนทางด้านทิศตะวันออกก็อาศัยแม่น้ำ (ที่เพิ่งขับรถข้ามผ่านมา) เป็นแนวคูเมือง ลักษณะก็จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หน้าตาประมาณเดียวกับก๊วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ถ้านึกไม่ออกยังไงเดี๋ยวไปดูกันที่พิพิธภัณฑ์ได้อีกที
จากตรงนี้หาจังหวะดี ๆ พอรถว่างก็กลับรถเพื่อจะไป วัดพระรูป พอกลับรถมาแล้วไม่ต้องวิ่งขึ้นสะพานอีก ให้วิ่งเลียบข้างสะพานเพื่อมาเลี้ยวซ้าย เลยมาอีกไม่ไกลก็จะเจอวัดพระรูปทางซ้ายมือแล้ว
ตรงวิหารของวัดพระรูปที่อยู่ติดถนนเลย ต้องแวะมาชมพระนอนหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "เณรแก้ว" เป็นพระพุทธรูปศิลปะอู่ทองรุ่นหลัง พระพักตร์มีลักษณะแป้นกลม ว่ากันว่าเป็นพระนอนที่มีพระพักตร์งามที่สุดองค์หนึ่ง เสียดายแต่ว่าถ้าองค์พระได้รับการบูรณะอีกสักหน่อยคงจะดูงามกว่าที่เห็น
พระนอนองค์นี้ท่านอาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ศิลปินแห่งชาติ เคยบอกไว้ว่าเป็นพระนอนที่งามทัดเทียมกันกับพระนอนที่วัดป่าโมก จ.อ่างทอง ที่พาไปชมกันแล้วในทริป ตระเวนไหว้พระที่อ่างทอง - สิงห์บุรี
นี่ไง พระนอนที่วัดป่าโมก
ใกล้ ๆ กันกับวิหารพระนอน ยังมีเจดีย์แบบอู่ทองที่ได้รับการบูรณะไว้
ที่วัดพระรูปยังมีของดีที่น่ามาชมคือ "พระพุทธบาทไม้" ที่มีรูปแกะสลักอยู่ทั้งสองด้าน เป็นของเก่าแก่ที่มีชิ้นเดียวในเมืองไทย ด้านหนึ่งของภาพสลักเป็นตอนพระพุทธเจ้าผจญมาร ที่ยังแกะรูปตามคติแบบเก่าคือจะไม่แกะเป็นรูปพระพุทธองค์แต่แกะเป็นรูปบัลลังก์ที่ประทับแทน อีกด้านแกะเป็นรูปรอยพระพุทธบาทที่มีจตุโลกบาล รักษาอยู่ทั้ง 4 ทิศ
ยังมีของเก่าแก่อย่างอื่น ๆ ที่จัดเก็บอยู่อย่างระฆังสำริดใบนี้
ถ้าอยากจะมาชมต้องมาแจ้งกับเจ้าหน้าที่วัดที่ศาลาหลังนี้ เขาจะพาขึ้นไปชมที่ห้องด้านบนอีกที
แว่บมาดูถนนหน้าวัดชื่อ ถนนขุนช้าง ในเมืองสุพรรณจะเต็มไปด้วยอะไรที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ที่ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่สุพรรณบุรีนี่
เลี้ยวซ้ายออกจากวัดพระรูปมาแล้ว ก็ตรงตามทางมาอย่างเดียวจนเจอทางบังคับเลี้ยวซ้ายก็เลี้ยวแล้วตรงไปจน ผ่านแยกไฟแดงมาไม่ไกลก็จะถึง วัดป่าเลไลย์
มาถึงที่วัดก็จะเห็นเจดีย์ทรงมอญกับวิหารสูงใหญ่ เด่นสง่ามาแต่ไกลเลย
ที่วัดป่าเลไลย์มีหลักฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1700 กว่า ๆ แล้ว มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เรียกกันว่า "หลวงพ่อโตวัดป่า" ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ที่ต่อมาในสมัยอยุธยาได้มีการสร้างวิหารมาครอบไว้ แล้วก็มาได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทั้งองค์พระแล้วก็พระวิหาร เพราะสมัยที่พระองค์ทรงผนวชได้เสด็จธุดงค์ผ่านมา และได้อธิษฐานไว้ว่าถ้าได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็จะมาบูรณะวัดนี้ เราก็เลยเห็นหน้าบันของวิหารเป็นรูปตราประจำรัชกาลที่ 4 อย่างนี้
เข้ามากราบพระกันในพระวิหารกัน ตามประวัติก็ว่าพระพุทธรูปองค์นี้ น่าจะเป็นปางปฐมเทศนามาก่อน แต่ตอนหลังพระกรมาหักชำรุดก็เลยมาแปลงเป็นปางป่าเลไลย์อย่างที่เห็น ส่วนช้างกับลิงที่ต้องหมอบอยู่หน้าองค์พระตามลักษณะของพระปางนี้ ที่นี่ทำติดไว้กับเสาวิหารเลย
ที่วัดยังสร้างเรือนขุนช้างไว้ให้ได้ขึ้นไปชมกันด้วย ว่าเรือนไทยของคหบดีสมัยก่อนนี่หน้าตาจะประมาณไหน
ส่วนทางจะเดินไปที่เรือนขุนช้างนี่ ก็ให้เดินออกมาทางด้านพระอุโบสถที่อยู่ข้าง ๆ กันกับวิหาร จะสังเกตว่า ที่เรียกว่าเป็นพระอุโบสถก็คือ อาคารที่มีใบเสมาปักล้อมไว้ทั้ง 8 ทิศ เพื่อแสดงเขตที่เป็นพื้นที่ที่สามารถทำสังฆกรรมอย่างเช่นการบวชพระได้
ใบเสมานี่สมัยก่อนจะปักไว้กับพื้นเลย ตอนหลัง ๆ ก็ค่อย ๆ ประดิดประดอยให้รูปทรงอ่อนช้อยขึ้นมาเรื่อย ๆ จนมาในสมัยรัตนโกสินทร์นี่ก็เริ่มทำเป็นซุ้มอย่างงามสำหรับไว้ใบเสมากัน อย่างที่เอามาให้ดูนี่มาจากวัดช้างรอบในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ที่ปักใบเสมาที่ทำจากหินชนวนไว้กับพื้นเลย
ในวัดนั้นหลักเลยก็จะต้องมี อุโบสถ วิหาร แล้วก็เจดีย์ แต่จะรู้ว่าอาคารไหนที่มีความสำคัญมากที่สุด ก็ต้องดูว่าสร้างระเบียงคดล้อมอาคารไหนไว้ อย่างที่วัดนี้จะสร้างระเบียงคดล้อมพระวิหารเอาไว้ แต่ละยุคแต่ละสมัยก็อาจจะให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน อย่างในช่วงอยุธยาตอนต้นก็จะให้ความสำคัญกับเจดีย์ประธาน ถ้าไปดูที่วัดมหาธาตุที่อยุธยาก็จะเห็นว่าสร้างระเบียงคดล้อมเจดีย์ทรงปรางค์ประธานเอาไว้ ส่วนถ้าเป็นที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้วก็จะสร้างระเบียงคดล้อมพระอุโบสถ ที่เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.