| ตระเวนไหว้พระ อ่างทอง-สิงห์บุรี |
|
หน้า 4 จาก 4
ไปต่อกันที่ อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ออกจากวัดพระนอนจักรสีห์ ก็ให้วิ่งรถไปตามถนนสายเดิม คือสาย 3032 ตรงตามทางไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเลี้ยวที่ไหนสัก 12 กม. ก็จะเจออนุสาวรีย์อยู่ทางด้านขวามือ ระหว่างทางจะมีป้ายบอกทางไปเป็นระยะ
มาถึงแล้วแนะนำให้แวะมาชมอาคารศึกษาประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจันที่อยู่ตรงลานจอดรถกันก่อน
ด้านในจะมีภาพจำลองการตั้งค่ายต่อสู้กับพม่าของชาวบ้านบางระจัน
รวมทั้งคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย ที่บอกเล่าเรื่องราวของการสู้รบกับพม่าแต่ละครั้ง ที่ชาวบ้านสามารถต่อสู้เอาชนะข้าศึกได้ จนพม่าต้องส่งทหารมารบด้วยอยู่ถึง 8 ครั้งจึงจะเอาชนะชาวบ้านได้
นอกจากนี้ยังแสดงของดีของเด่นของเมืองสิงห์บุรีเอาไว้ด้วย อย่างหนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์
แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ที่เป็นแหล่งเตาเผาขนาดใหญ่ที่สำคัญถึงขนาดผลิตเป็นสินค้าส่งออกไปขายต่างประเทศมาในอดีต
แล้วยังมีตัวอย่างภาพจิตรกรรมจากวัดม่วง ที่ อ.อินทร์บุรี ที่ถือว่าเป็นภาพจิตรกรรมที่งามที่สุดของเมืองสิงห์บุรี ที่ถ้ามีโอกาสก็น่าจะได้แวะไปชมของจริงกันสักครั้ง ที่ อ.อินทร์บุรี ยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรีที่ถ้าได้ผ่านไปควรแวะชมด้วย ด้วยความที่บริเวณนั้นเคยเป็นเมืองเก่าแก่ที่สำคัญระดับเมืองหลานหลวงในสมัยอยุธยา พระเจ้าหลานเธอของพระเจ้าอู่ทองก็เคยมาครองเมืองนี้ และตอนหลังก็ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์อยุธยาทรงพระนามว่า สมเด็จพระอินทราราชาธิราชที่ 1 เพราะงั้นก็เลยมีการขุดพบของเก่าแก่ที่น่าดูหลายอย่างแล้วเอามาจัดแสดงไว้
อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของชาวบ้านบ้านบางระจัน ที่รวมตัวกันจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับข้าศึกจนได้รับชัยชนะอยู่หลายครั้งหลายคราสามารถต้านทานพม่าอยู่ได้ถึง 5 เดือน
ตอนที่ขับรถมาคงสังเกตเห็นแต่แรกแล้วว่าฝั่งตรงข้ามกับอนุสาวรีย์ จะมีป้อมค่ายเขียนไว้ว่าค่ายบางระจัน จนคิดว่าอนุสาวรีย์น่าจะอยู่ฝั่งนี้ แต่ที่จริงด้านนี้จะเป็น วัดโพธิ์เก้าต้น ซึ่งเป็นวัดที่พระอาจารย์ธรรมโชติที่ชาวบ้านบางระจันนับถือว่ามีคาถาอาคมได้นิมนต์มาจำพรรษาอยู่ สำหรับจะเป็นขวัญกำลังใจให้ชาวบ้านต่อสู้กับข้าศึก ภายในยังมีวิหารเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายเพราะมีฐานโค้งเป็นรูปสำเภา ที่เชื่อกันว่าเป็นวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ
ไปต่อกันที่วัดสุดท้ายในทริปนี้คือ วัดพิกุลทอง ส่วนทางไปเห็นจะไม่ต้องบอกกัน เพราะถ้าได้มีโอกาสขับรถมาเที่ยวเมื่อไหร่ก็จะได้เห็นเองว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในย่านนี้ ก็จะได้เห็นป้ายบอกทางไปวัดพิกุลทองอยู่ทุกหนแห่ง อ้อ ระหว่างทางที่ออกจากค่ายบางระจันจะมีชาวบ้านเอาลูกตาลมาวางขายอยู่ข้างทาง บางเจ้าก็นั่งปอกกันอยู่ริมทางให้เห็น ๆ กันเลยว่าสดใหม่แน่นอน ใครชอบทานก็ลองแวะจอดอุดหนุนกันดู
ที่วัดพิกุลทองจะมีผู้คนหลั่งไหลมากราบนมัสการหลวงพ่อแพ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในวัตรปฏิบัติของท่าน แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ปี 2542 แล้ว แต่ทางวัดก็ได้ประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงพ่อท่านไว้ในพระวิหารให้เราได้ไปกราบไหว้กัน
ในส่วนของวัดอีกฟากถนน จะประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่เรียกว่า พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี เป็นพระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พระพุทธรูปองค์นี้หลวงพ่อแพมีดำริให้สร้างขึ้นมา เพื่อประโยชน์ให้ผู้ที่ได้มาพบเห็นเกิดความรำลึกถึงพระพุทธคุณ และสร้างความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนาให้เกิดขึ้น รวมทั้งยังเป็นโอกาสได้ทำบุญสำหรับผู้ที่ร่วมกันบริจาคเงินสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมา
หน้าองค์พระจะมีสระน้ำขนาดใหญ่ ร่มรื่นมากเพราะมีต้นไม้ใหญ่ล้อมอยู่รอบสระ บรรยากาศน่านั่งพักผ่อนมาก เห็นแล้วประทับใจ เรียกได้ว่าอิ่มเอมใจทั้งที่ได้มาไหว้พระ ทั้งบรรยากาศแวดล้อมที่สะอาดร่มรื่นเป็นระเบียบ
นอกระเบียงคดออกไปยังมีวิหารอีกหลัง ซึ่งประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อแพ
ได้เวลากลับบ้านกันแล้ว ด้วยความที่วัดพิกุลทองนี่มีอาณาบริเวณอยู่ทั้งสองฟากถนน บอกไม่ถูกว่าออกจากวัดแล้วต้องเลี้ยวรถทางไหน เอาเป็นว่าขับรถให้ลงใต้มา จะเจอป้ายบอกทางไปกรุงเทพก็เลี้ยวรถตามไป ก็จะวิ่งมาเข้าถนนสาย 3454 มุ่งหน้าไปทาง อ.โพธิ์ทอง ส่วนบรรยากาศสองข้างทางบนเส้นทางสายนี้ก็ร่มรื่นมาก สองข้างทางจะเป็นสวนผลไม้เขียวไปหมด เห็นแล้วก็ชื่นใจดี
วิ่งตรงมาจนเจอแยกไฟแดงก็ให้เลี้ยวซ้ายผ่านเข้ามาทาง อ.โพธิ์ทอง เข้ามาที่ถนนสาย 3064 มาถึงแถวนี้คงจะคุ้น ๆ กันแล้วเพราะจะเป็นถนนเส้นเดียวกับที่แวะไปที่วัดขุนอินฯ มาช่วงก่อนหน้านี้ จากนี้ไปก็วิ่งย้อนตามเส้นทางขามาไปได้เลย (ในรูปเป็นบรรยากาศที่ อ.โพธิ์ทอง)
เล่าไว้สักนิดสำหรับป้ายตามทางที่ย้อนมา เผื่อใครจะกลัวหลง ถ้าวิ่งตามถนนสาย 3064 มาถึงแยกนี้ก็ให้เลี้ยวตามป้ายไป " กรุงเทพ " จะเป็นเส้นที่เลี่ยงเมืองอ่างทองมา
พอถึงแยกถัดไป ถ้าอยากจะกลับทางสายเอเชีย ก็ให้ตรงไปตามป้าย " กรุงเทพ " หรือ ถนนสาย 334 ที่จะพาไปบรรจบกับสายเอเชียอีกที แต่ถ้าเลี้ยวขวามาตามถนนสาย 309 ก็จะเป็นเส้นเดียวกับตอนขามา แล้วก็มาเลี้ยวขวาเข้าถนนสาย 347 วิ่งมาที่ถนนวงแหวนแล้วมาขึ้นทางด่วนบางปะอิน แต่ถ้าวิ่งสาย 309 แล้วไม่เลี้ยวเข้าสาย 347 ตรงมาตลอดทางก็จะมาถึงถนนรอบเกาะเมือง (ถนนอู่ทอง) ที่อยุธยา อาจจะมาหามื้อเย็นทานกันแถว ๆ นี้ก่อนจะกลับก็ได้ เพราะจากอยุธยานี่ขับอีกราวชั่วโมงเดียวก็ถึงกรุงเทพแล้ว
ชอบบทความนี้ชวนเพื่อนมาอ่านด้วยผ่าน จำนวนผู้เข้าชม: 36160 ความเห็น (21)เกาะติดความเคลื่อนไหวการแสดงความเห็นของหัวข้อนี้เปิด/ปิด ความเห็นของสมาชิก ไปมาแล้วครับ
ผมไปมาแล้วแต่ไม่ครบตามนั้น คุณแม่เดินไม่ไหว เลยตัดตัดออกไปบ้าง
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
มีเลี้ยวผิดเลี้ยวถูกบ้าง(ขนาดพิมพ์ออกมาดูแล้วนะครับ)
...
ข้อมูลดีและภาพสวยมากค่ะ วัดพระนอนไปมาเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ขณะนี้กำลังบูรณะ ได้มาดูรูปสวยๆ จากที่ web นี้แหล่ะ
ที่ไหนจัดทัวร์สำหร บทริปไหว้พระอ่างท ง-ส
ขอคำแนะนำสำหรับทัวร์ที่จัดทริปไหว้พระจากกรุงเทพฯ - อ่างทอง-สิ้งห์บุรี แบบเช้า-เย็นบ้างคะ
ขอบคุณคะ
สุดยอดนำเที่ยว
ขอบคุณมากมายนะคะสำหรับการนำเที่ยวแบบละเอียดอย่างนี้ โดยเฉพาะมีระบุเส้นทางไว้ด้วย ทั้งข้อมูลประกอบต่างๆก็แน่นปึก ภาพก็สวยสุดๆ
ดิฉันเองก็ชอบรีวิวทริปในลักษณะนี้ แต่รูปไม่สวยเท่าเพราะถ่ายไม่เก่งค่ะ
ได้เข้ามาอ่านหลายครั้ง และได้ไอเดียไปพักผ่อนตามที่คุณนำเสนอมาบ้างแล้วค่ะ
เว็บนี้มีประโยชน์จริงๆ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
สุดยอดครับ
บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดครับ รายละเอียดแยะมาก
ยังไงเจ้าของเว็บติดแบนเนอร์ ไว้แยะ ๆ นะครับ
จะได้คลิ๊ก ให้บ่อย ๆ ขอบคุณครับ
ไปมาแล้วค่ะ
พาแม่ไปไหว้พระเมื่อวานนี้ 3 วัด ที่วัดป่าโมก, วัดขุนอินทประมูล, และวักพระนอนจักรสีห์ ใช้เส้นทางตามที่แนะนำใกล้กว่าวิ่งสายเอเชียค่ะ ขากลับยังได้เที่ยวตลาดลาดชะโดด้วยค่ะ แต่รู้สึกว่าจะมีร้านค้าน้อยกว่าที่คิดไว้ เดินแป๊ปเดียวก็ครบรอบแล้วค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ที่เป็นประโยชน์ค่ะ
ขอถามเส้นทาง
จะไปไหว้ไหว้พระวัดอัมพวัน, วัดพิกุลทอง, และวัดพระนอนจักรสีห์ ขอรบกวนสอบถามเส้นทางถ้าเริ่มจากฟิวเจอร์ฯ รังสิต ขอบคุณค่ะ
[ลองใช้ Google Map วางเส้นทางให้ครับ http://bit.ly/ifxLaV - ThaiWeekender] เขียนแสดงความเห็น |

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.