Home เที่ยวที่ไหนดี ไปเช้าเย็นกลับ ตระเวนไหว้พระ อ่างทอง-สิงห์บุรี

ตระเวนไหว้พระ อ่างทอง-สิงห์บุรี
introใครชอบตระเวนไหว้พระคงถูกใจกับทริปนี้ เพราะจะพาขับรถท่องภาคกลางในเส้นทางอยุธยา - อ่างทอง - สิงห์บุรี แวะเวียนไปเที่ยวชมหลากหลายวัดตามเส้นทาง ที่ยังคงบรรยากาศสงบงามพาให้จิตใจได้ผ่อนคลายสุขสงบตามไปด้วย และที่พิเศษคือทริปนี้จะได้ไปชมพระนอนกันถึง 3 วัดเลยทีเดียว หนึ่งในนั้นเป็นพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศเสียด้วย

โดยเฉพาะใครที่เที่ยวอยุธยามาจนปรุหมดแล้วหรืออยากพาคุณพ่อคุณแม่ตระเวนไหว้พระ เอาแบบไม่ต้องไกลเกินไปสำหรับไปเช้ากลับเย็นได้สบาย ๆ เส้นทาง อ่างทอง - สิงห์บุรี เป็นอีกเส้นทางที่น่าสนใจมาก เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ระหว่างทางก็มีวัดที่น่าแวะเยอะไปหมด ขับรถไป 10-15 นาทีก็ได้แวะกันอีกแล้ว เรียกว่าไม่มีโอกาสได้นั่งรถเบื่อ สองข้างทางก็สดชื่นด้วยบรรยากาศท้องทุ่งที่ดูแล้วสบายตาสบายใจ เป็นเส้นทางที่เหมาะที่จะขับรถเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนอย่างยิ่ง

ส่วนใครที่ไม่ค่อยคุ้นกับการขับรถต่างจังหวัดแล้วกลัวว่าจะหลง ขอบอกว่าหายห่วงได้เลยเพราะป้ายบอกทางของถนนหนทางในย่านนี้ต้องบอกว่าดีมาก มีป้ายบอกทางไปวัดสำคัญ ๆ อยู่ตลอดทาง (แต่ยังไงก็เถอะมีแผนที่ทางหลวงติดรถไว้หน่อยจะดีที่สุด)





โปรแกรมเดินทาง

ทริปนี้จะใช้ทางหลวงสาย 309 เป็นหลัก ถนนสายนี้เป็นทางสายรองที่ขนานอยู่กับถนนสายเอเชีย รถไม่มากขับกันได้สบายไม่คับคั่งนัก

ใช้ถนนสายที่ว่าออกจากอยุธยา ไปแวะที่ วัดท่าสุทธาวาส แวะชมพระอุโบสถที่สร้างขึ้นถวายสมเด็จพระเทพฯ ในวโรกาสที่เจริญพระชนมายุครบสามรอบ ที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิตตุ๊กตาชาววังที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงโปรดฯ ให้ครูมาสอนชาวบ้านเอาไว้ด้วย จากนั้นก็แวะไปที่ วัดป่าโมก ไปชมพระนอนที่องค์ไม่ใหญ่โตแต่มีพุทธลักษณะที่งดงาม ก่อนจะไปชมพระนอนอีกองค์ที่เป็นพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศ ที่ วัดขุนอินทประมูล ถัดออกไปอีกไม่ไกลจะเป็น วัดไชโย ที่สมเด็จพุฒาจารย์ หรือ หลวงพ่อโต วัดระฆัง ที่เรารู้จักกันดี ท่านเคยมาสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไว้ที่วัดนี้ แม้ตอนหลังจะเกิดพังทลายไปแต่รัชกาลที่ 5 ก็ได้โปรดให้สร้างพระองค์ใหม่ขึ้นแทนไว้ แล้วที่วัดนี้ยังมีรูปหล่อของสมเด็จฯ ท่าน ให้เราได้มีโอกาสได้ไปกราบไหว้ด้วย

ช่วงเที่ยง มาหาทานกันแถวเมืองสิงห์บุรี แล้วจะได้เลยไปชมพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่กันที่ วัดสว่างอารมณ์ ที่อยู่ใกล้ๆ กับตัวเมือง ก่อนจะไปสักการะวีรชนผู้กล้ากันที่ อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ที่เลื่องลือ แล้วไปไหว้พระนอนกันอีกองค์ที่ วัดพระนอนจักรสีห์ สุดท้ายก็ปิดรายการกันที่ วัดพิกุลทอง วัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองสิงห์บุรี และเป็นวัดที่ได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างงดงาม เห็นแล้วก็พอให้จิตใจแช่มชื่นไปด้วย ทั้งนี้ก็ด้วยบารมีของหลวงพ่อแพ พระเกจิที่มีผู้คนนับถือกันมากมายด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงามของท่าน

 



IMG_7850

ออกเดินทางกัน

อย่างที่เกริ่นกันไปว่าทริปนี้เราจะไปตั้งต้นกันที่ทางหลวงสาย 309 กัน เพราะงั้นถ้าใช้ทางด่วนออกจากกรุงเทพมาลงที่ ด่านบางปะอิน เลยก็สะดวกดี

ค่าทางด่วนที่ด่านนี้ต้องจ่ายเพิ่มกันอีก 45 บาท แต่ก็ทำให้ขับได้สบายๆ เพราะรถน้อย แถมด้วยความรู้สึกอุ่นใจที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้บริการหากรถเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา

จ่ายค่าทางด่วนเสร็จ ก็วิ่งขึ้นสะพานลอยตามป้าย "บางปะอิน" มาเลย

 


 

ทางจะพาลงมาที่ถนนวงแหวนตะวันตก วิ่งมาได้ราว 1 กม. ให้แยกซ้ายเข้าทางหลวงสาย 347 ตามป้าย " อยุธยา อ.บางปะหัน "

ส่วนถ้าใครไม่ใช้ทางด่วนจะใช้ถนนพหลโยธิน ผ่าน นวนคร ประตูน้ำพระอินทร์มาก็ได้ ก็มาแยกซ้ายเข้าถนนวงแหวนตะวันตก แล้ววิ่งมาเรื่อย ๆ ก็จะเจอสาย 347 ก็เลี้ยวขึ้นสะพานลอยมาทางขวาได้เหมือนกัน

 


 

วิ่งตามสาย 347 มาราว 27 กม. ก็จะเจอแยกที่มีป้ายเลี้ยวซ้ายไป "อ่างทอง" ก็เลี้ยวมาเลย ถนนเส้นนี้คือ สาย 309 ที่ว่านี่เอง

 


 

วิ่งตรงมาอีกแค่ 8 กม. ก็จะมาถึงที่หมายแรกของทริปนี้กันแล้วคือ วัดท่าสุทธาวาส (ขับสบายๆ ได้เลยเพราะก่อนถึงจะมีป้ายท่องเที่ยวสีฟ้า บอกทางเข้าวัดเอาไว้ให้)

แต่วัดจะไม่ได้อยู่ริมถนนต้องเลี้ยวเข้ามาแล้วก็วิ่งตรงมาอีก 1 กม. ถึงสามแยกก็เลี้ยวขวาอีกทีก็ถึงแล้ว

 


 

มาถึงหน้าวัดก็จะสะดุดตากับพระอุโบสถหลังย่อมแต่ว่างามนัก เป็นพระอุโบสถที่สร้างขึ้นถวายสมเด็จพระเทพฯ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ

 


 

หน้าบันมีพระนามาภิไธยย่อของสมเด็จพระเทพฯ

 


 

บานประตูพระอุโบสถ ก็มีพระนามาภิไธยย่อของสมเด็จพระเทพฯ แล้วก็มีรูปแพะซึ่งเป็นปีพระราชสมภพของพระองค์ท่านประดับไว้ด้วย

 


 

กราบพระประธานในโบสถ์กันแล้ว น่าจะหันมาชมภาพจิตรกรรมฝาผนังกัน

ภาพที่อยู่ตรงหน้าพระประธาน ก็เป็นภาพพระพุทธเจ้าชนะมารตามธรรมเนียมนิยม โดยมีพระแม่ธรณีมาเป็นพยานการบำเพ็ญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วนของพระพุทธองค์ ด้วยการบีบมวยผมที่รองรับน้ำที่พระพุทธองค์ได้เคยกรวดน้ำเอาไว้ที่มีมากมายดุจน้ำในมหาสมุทรจนท่วมทัพมารไปหมด

ภาพจิตรกรรมที่นี่เป็นภาพที่เขียนขึ้นใหม่โดยนักเรียนแผนกเขียนลายของมูลนิธิศิลปาชีพสวนจิตรลดา และที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคือ สมเด็จพระเทพฯ ท่านได้ทรงเขียนภาพบางส่วนไว้ด้วย ถ้าไปเที่ยวชมกันก็ลองมองหาภาพ ต้นมะม่วง ไว้ก็แล้วกัน

 


 

เรื่องราวของภาพที่เขียนไว้หลัก ๆ ก็เป็นเรื่องทศชาติ คือ การบำเพ็ญบารมีก่อนที่จะได้ตรัสรู้ในสิบชาติสุดท้ายของพระพุทธองค์ แต่ที่เห็นจะพิเศษคือ ภาพการเสด็จฯ ทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกร ของล้นเกล้าฯ ของชาวไทยเรา

 


 

ส่วนภาพนี้น่าจะเป็นภาพที่พระมหากษัตริย์ในอดีตที่ได้เสด็จฯ มาทรงนมัสการพระพุทธไสยาสน์ ที่เดี๋ยวทริปนี้เราก็จะได้ไปไหว้พระนอนกันถึง 3 วัดเลยทีเดียว

 


 

ด้านข้างของพระอุโบสถยังมีศาลที่ประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระอนุชาคือสมเด็จพระเอกาทศรถ

เพราะที่วัดนี้ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่มาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นได้เคยเป็นพักตั้งทัพของพระองค์ท่านในคราวที่เสด็จออกไปทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชของพม่า

 


 

เดินออกไปทางด้านหลังพระอุโบสถจะมีเรือนไทยหลังหนึ่งเรียกว่า คุ้มสุวรรณภูมิ

ที่นี่เป็นศูนย์ตุ๊กตาชาววังฝีมือชาวบ้าน ซึ่งเป็นโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงให้ครูมาสอนวิธีทำให้แก่ชาวบ้าน เพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งหลังจากที่ชาวบ้านต้องประสบปัญหาน้ำท่วมทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย

 


 

ผลงานที่วางจำหน่ายอยู่

 


 

อันนี้เป็นมวยไทย ออกแนวน่ารัก ไม่ดุดัน

 


 

ชิ้นเล็ก ๆ ก็มีให้เลือกซื้อกัน ส่วนถ้าอยู่ในกรุงเทพก็ไปหาซื้อกันได้ที่ ร้านจิตรลดา

 


 

เดี๋ยวไปไหว้พระนอนที่ วัดป่าโมก กันต่อ

วิ่งรถย้อนกลับมาที่ถนนใหญ่กันอีกครั้ง วิ่งรถต่อไปทางเดิมจนเจอแยกไฟแดงก็เลี้ยวซ้ายเข้าสาย 329 (เส้นที่จะวิ่งไปที่สุพรรณบุรี) วิ่งขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ พอลงมาก็เลี้ยวซ้ายวนเป็นตัวยู (ตามป้ายในรูป) ตรงมาอีกหน่อยก็เลี้ยวขวาตามป้ายชี้ไป วัดป่าโมก วิ่งมาอีกประมาณ 2.5 กิโลเมตร ก็จะเจอวัดอยู่ทางซ้ายมือ (มีป้ายบอกทางมาตลอด)

แนะนำว่า ตรงทางเข้าวัดที่เป็นซุ้มประตูจะเป็นถนนดินไม่ต้องเข้าทางนั้นก็ได้ ให้ใช้ทางข้าง ๆ ที่เป็นคอนกรีตวิ่งเข้ามาแล้วมาเลี้ยวขวาซอยแรก ก็จะมาจอดข้าง ๆ วิหารพระนอนแล้ว แต่ตรงนี้จะเป็นด้านหลังวัดถ้าอยากเข้าทางด้านหน้าวัดก็ให้วิ่งตรงไปจนสุดทางก่อนแล้วค่อยเลี้ยวขวาอีกทีก็ได้

 


 

มาถึงแล้วก็มากราบพระ แล้วมาชื่นชมความงามขององค์พระกัน

พระนอนองค์นี้เป็นศิลปะแบบสุโขทัย ที่ถือกันว่าเป็นยุคที่ศิลปะงดงามมากที่สุด หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคคลาสสิคของไทยเราเลยก็ได้ พระพุทธรูปในศิลปะแบบนี้สังเกตได้ง่ายว่าจะมีพระพักตร์รูปไข่ พระขนงหรือคิ้วนี่ยาวต่อกันเป็นปีกกาเลย แล้วพระท่านก็จะยิ้มนิด ๆ เห็นแล้วก็ทำให้จิตใจแช่มชื่นดี (อย่าลืมหัดยิ้มแบบพระสุโขทัยให้ได้บ่อย ๆ ด้วยล่ะ รับรองว่าชีวิตจะดีขึ้นแน่นอน )

เห็นองค์พระใหญ่โตยาวถึง 22.58 ม. อย่างนี้แถมสร้างด้วยอิฐถือปูนอีก คนสมัยก่อนนี่เขายังสามารถเคลื่อนย้ายองค์พระกันได้ด้วย ก็ด้วยเหตุที่แม่น้ำเจ้าพระยากัดเซาะตลิ่งเข้ามาจนใกล้จะถึงองค์พระ พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระจึงได้โปรดฯ ให้มีการขยับองค์พระให้พ้นขึ้นมา

 


 

ตัวพระวิหาร ถ้าไปลองสังเกตดูตามแนวฐานเขาจะทำให้โค้งแอ่นเหมือนเรือสำเภาสมัยก่อน จะเป็นลักษณะของศิลปะในช่วงอยุธยาตอนปลาย ซึ่งก็สอดคล้องกับประวัติที่พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (ซึ่งอยู่ในช่วงอยุธยาตอนปลาย ) ได้โปรดฯ ให้ชะลอย้ายองค์พระ แล้วก็คงได้สร้างวิหารนี้ขึ้น

ส่วนที่ทำให้รูปร่างเหมือนกับเรือสำเภา ก็ว่าจะให้เปรียบเสมือนเป็น " นาวา " พาสัตว์โลกให้ข้ามพ้นการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้นอยู่ในห้วงสังสารวัฏนี่เอง

 


 

ส่วนที่หน้าบันก็เป็น ลายก้านขด ที่เป็นแบบอยุธยาตอนปลายอีกเหมือนกัน

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.