Home

เที่ยวกาดซื้อของฝาก

 

ก่อนจะไปดูบรรยากาศที่กาดต้นพยอม แหล่งซื้อของฝากอีกแห่ง

ขอเล่าที่เที่ยวเพิ่มเติมถ้ามาที่กาดหลวงอีกสักนิด

ตรงริมปิงใกล้ๆ กับกาดหลวง ใกล้กับตึกจอดรถของเทศบาล ตรงนั้นจะมีสะพานสำหรับคนเดินข้ามอย่างเดียวอยู่

 


 

ถ้ามาช่วงเย็น ๆ แดดร่มลมตกอาจจะเดินข้ามแม่น้ำเล่นไปทางฟากโน้นได้

 


 

แล้วก็ปลายสะพานด้านโน้นก็จะเป็นวัดเกตการาม มีเจดีย์ที่ถือสมมุติกันว่าเป็นพระธาตุเจดีย์ของคนเกิดปีจอ

 


 

ลงสะพานมาแล้ว ก็จะเจอทางเข้าวัดเลย

 


 

ที่จริงเจดีย์ประจำปีจอ คือ เจดีย์จุฬามณี ที่อยู่โน้นนน บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่มีความเชื่อว่าคราวที่เจ้าชายสิทธัตถะปลงผมออกบวช พระอินทร์ได้มารับเอาเกศาของพระพุทธเจ้าไปเก็บไว้ที่เจดีย์องค์นี้

ก็เลยกลายเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งเวลาที่ใครสิ้นใจ ก็จะจัดท่าทางศพให้พนมมือถือดอกไม้เพื่อให้ไปบูชาเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์

ความที่จะไปบูชาเจดีย์องค์นี้เนี่ยลำบากนัก ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์รึเปล่าก็ยังไม่รู้ ก็เลยมีการถือให้พระธาตุอินทร์แขวนที่เป็นเจดีย์บนก้อนหินริมผาที่พม่า เป็นตัวแทนเจดีย์จุฬามณีบนโลกมนุษย์ เพราะเชื่อว่าเป็นที่เก็บเส้นผมของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่ก็นั่นล่ะก็ยังไกลกันอยู่ดี

พอดีว่า ชื่อวัดเกตการาม พ้องเสียง กับคำว่า เกศแก้วจุฬามณี เพราะถือว่าเจดีย์จุฬามณีเก็บรักษาพระเกศ หรือ ผมของพระพุทธเจ้า ก็เลยถือเอาว่าเจดีย์ที่วัดนี้เป็นเจดีย์ประจำปีเกิดคนปีจอไปอีกแห่งหนึ่งด้วย

 


 

เล่าเสียยาว เข้ามากราบไหว้พระธาตุเจดีย์กันดีกว่า

 


 

วัดนี้ถือธรรมเนียมอย่างล้านนาด้วย ที่ไม่ให้สตรีขึ้นไปบนพระธาตุเจดีย์ เพราะการบรรจุพระบรมธาตุจะใช้การฝังไว้กับพื้นแล้วสร้างเจดีย์ครอบ

 


 

ว่ากันว่าการสร้างเจดีย์องค์นี้ตั้งใจให้ยอดเอียง เพื่อไม่ให้ชี้ตรงไปยังเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์

 


 

รอบเจดีย์จะมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ ที่น่าสนใจคือมีตัวอักษรจีนจารึกอยู่ด้านข้าง

 


 

แล้วถ้าไปดูที่วิหาร ก็จะเห็นรูปสัตว์มงคลของจีนประดับอยู่ด้านหน้าด้วยเหมือนกัน

 


 

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า วัดตั้งอยู่ในบริเวณที่มีชุมชนพ่อค้าคนจีนที่ขึ้นมาทำการค้าขายมาตั้งรกรากบ้านเรือนอยู่ แล้วก็คงได้มาอุปถัมภ์บูรณะวัดนี้ต่อ ๆ กันมา

 


 

ที่จริงย่านวัดเกต ไม่ได้มีแต่วัดพุทธ ยังมีวัดซิกข์ โบสถ์ มัสยิด อยู่รายรอบในย่านนี้ แสดงให้เห็นนอกจากว่าจะมีผู้คนต่างศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกันแล้ว ยังบอกถึงความคึกคักของชุมชนที่นี่ในอดีตอีกด้วย

ทั้งนี้ก็คงเนื่องด้วยเป็นย่านริมน้ำในสมัยที่การคมนาคมยังใช้ทางน้ำกันเป็นหลัก แต่พอมีการสร้างทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่ การค้าทางน้ำก็ค่อย ๆ ลดบทบาทลงไปในที่สุด

 


 

แล้วเรายังมีโอกาสสัมผัสความรุ่งเรืองในอดีตได้ไม่ยาก ด้วยการแวะพักจิบกาแฟหรือเครื่องดื่มอื่น ใน ร้านบ้านทองอยู่ ที่อยู่ตรงข้ามกับวัดเกต หรืออยู่ตรงเชิงสะพานที่ข้ามมานี่เอง

 


 

ที่นี่จะเป็นบ้านเรือนไม้สักเก่าแก่ อายุอานามเกือบ 80 ปีแล้ว (สร้างเสร็จในปี 2474) แต่ยังได้รับการบูรณะดูแลให้ดูดีสวยกิ๊กอย่างที่เห็น

 


 

ชานบ้านด้านติดริมถนน เปิดเป็นร้านกาแฟและอาหารตามสั่งง่าย ๆ ราคาไม่แพง

 


 

ทางเข้าบ้านยังแขวนป้ายยี่ห้อ "หยงเชียง" ที่เป็นชื่อทำการค้าของคุณปู่ทองอยู่เจ้าของบ้านหลังนี้

 


 

ก้าวเข้าไปด้านใน บรรยากาศเป็นทั้งบ้านที่อยู่จริงเพราะเจ้าของบ้านก็ยังพักอาศัยอยู่ที่นี่ แล้วก็ดูเหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ไปด้วยในที

 


 

เราสามารถขอเข้ามาชมได้ หรือแม้แต่ย้ายมานั่งโต๊ะในส่วนนี้ รับบรรยากาศเก่าแก่ที่อบอวลอยู่ภายใน


ถ้าติดอกติดใจยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังให้บริการ Home Stay ด้วยการจัดห้องชั้นบนให้เป็นที่พักของแขก

 


 

โต๊ะเครื่องแป้งแบบย้อนยุค

 


 

เก้าอี้นั่งเล่นภายในห้อง

 


 

ถ้าแง้มม่านหน้าต่างของห้องพักมองลงมา ก็จะเห็นทางเข้าวัดเกตการาม

 


 

ส่วนหน้าต่างอีกบานจะเป็นวิวเรือนแถวทรงดั้งเดิมที่อยู่ตรงข้าม ที่ให้บรรยากาศย้อนยุคดีนัก

 


 

ห้องพักจะมีสองห้อง ที่คั่นระหว่างกลางจะเป็นห้องนั่งเล่น ที่ใช้ร่วมกัน

(ตอนที่ไปดูเมื่อ ธ.ค. 51 ห้องพักห้องที่สองยังรอช่างเข้าตกแต่งอยู่ ยังไม่เปิดให้บริการ)

 


 

มีทีวีให้นั่งดู นั่งพักผ่อนกันตรงนี้

แล้วทั้งห้องนอนกับห้องนั่งเล่นจะมีเครื่องปรับอากาศไว้

 


 

แต่ความที่เป็นบ้านไม้เก่าแก่ที่แต่เดิมไม่มีการออกแบบให้มีห้องน้ำในห้อง เพราะงั้นต้องลงมาใช้ห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่าง

 


 

ถ้าสนใจจะแวะมาเที่ยวที่ร้านบ้านทองอยู่ ร้านก็อยู่ตรงเชิงสะพานที่เดินข้ามมาทางซ้ายมือนี่เอง

ส่วนถ้าอยากจะมาพักที่นี่ ค่าห้องพักคืนละ 2,000 บาทพร้อมอาหารเช้าและเย็น แล้วความที่เป็นที่พักแบบ Home Stay ที่เจ้าของบ้านที่เป็นผู้หญิงก็พักอยู่ด้วย ก็เลยสงวนเฉพาะแขกที่เป็นผู้หญิง หรือคู่สมรส เท่านั้น

สนใจก็ติดต่อสอบถามรายละเอียดกันที่เบอร์ 081-472-0121 หรือ banthongu@gmail.com www.banthongu.blogspot.com

 


 

แถวนี้ยังมีร้านกาแฟบรรยากาศน่านั่งอีกสองร้าน ลองตามมาดูกัน

พอลงสะพานที่ข้ามมาที่วัดเกตการามก็ให้เลี้ยวขวา เดินมานิดเดียวก็จะมาเจอกับร้านบรรยากาศน่านั่งอย่างนี้ โดยเฉพาะช่วงเย็น ๆ ใกล้ค่ำ

 


 

ร้านนี้ชื่อ The Old Place

ด้านข้างร้านมีลานจอดรถด้วย สำหรับใครสะดวกจะขับรถมา

 


 

ติงอยู่นิดว่าร้านอยู่ติดกับถนนเลย ถ้ามีสวนคั่นด้านหน้าสักนิดจะยิ่งดีใหญ่

ที่จริงถนนสายนี้บ้านไม้เก่าแก่ กับมีร้านสวย ๆ อยู่เยอะ เห็นแล้วก็อยากให้เทศบาลปิดเป็นถนนคนเดินแบบถาวรกันไปเลย ใครจะมาก็จอดรถไว้ที่ตึกจอดรถอีกฟาก แล้วเดินเท้าข้ามแม่น้ำมา รับรองว่าฮิตแน่ ๆ

 


 

เดินเลยไปอีกนิด มีร้านชื่อ Regina ที่ตั้งตามชื่อของคุณป้าใจดีเจ้าของร้าน

 


 

ที่นี่จะมีบรรยากาศริมน้ำปิงให้ได้ไปนั่งกัน มีเครื่องดื่มชา กาแฟ รวมทั้งอาหารอีกด้วย

 


 

ถ้าเข้าร้านไปจะมีข้าวของวางกันไว้เต็มไปหมด เพราะที่นี่เป็นร้านขายของเก่าและของที่ระลึกด้วย

 


 

ดูไปแล้วก็เลยคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์ชาวบ้านไปด้วยในที

 


 

แต่ถ้าเดินลึกมาด้านในจะเป็นสวนบรรยากาศแบบชาวบ้าน ๆ หน่อย คือ ไม่ได้แต่งให้ดูเอี่ยมเนียบสวยไปทุกมุมมอง

 


 

ถัดมาจากริมน้ำเข้ามาหน่อย จะเป็นศาลา มีโต๊ะนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย

 


 

ร้านนี้เปิดตั้งแต่ 10.30 - 22.30 น. เพราะงั้นยามค่ำก็ยังมานั่งชมบรรยากาศกันได้ หรือมาเดินเล่นตลาดฝั่งโน้น แล้วข้ามมานั่งเล่นฝั่งนี้

 


 

ที่ศาลายามค่ำคืน

 


 

ที่นี่ยังเป็น Guest House มีห้องให้บริการกันอยู่ 6 ห้อง เป็นห้องพัดลมทั้งหมด ราคาคืนละ 400 บาท

แนะนำให้เลือกห้องเบอร์ 6 เพราะเป็นห้องหัวมุมที่อยู่ชั้นบน ที่จะมีระเบียงเล็ก ๆ หันไปทางด้านริมน้ำ ถ้าเป็นห้องอื่นจะทึบ ๆ หน่อย แต่ก็ชดเชยด้วยโต๊ะเก้าอี้ริมน้ำและในสวนที่ลงมานั่งเล่นได้ตลอด

ถ้าสนใจจะมาพักลองติดต่อที่ โทร. 053-262-882 reginagarden@hotmail.com

 

 



 

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.