| อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม |
|
หน้า 4 จาก 5
ถัดมาจะมีบ้านเรือนไทยภาคต่าง ๆ ให้ขึ้นเที่ยวชมกันอีก จะไปทางซ้ายก็ได้ ขวาก็ดี เพราะเรือนจะอยู่กันเป็นวงกลม เริ่มจากทางไหนก่อนก็ได้
พาขึ้นเรือนอีสานกันก่อน
มาถึงก็บุกเข้าไปดูครัวเลย
โม่หิน ที่แทบไม่เคยได้เห็นเพราะซื้อแป้งจากซุปเปอร์ฯ มาตลอด
ที่เรือนไทยแต่ละภาค จะจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ข้าวของเครื่องใช้ของแต่ละภาค แล้วยังมีเพลงของแต่ละถิ่นเปิดคลอให้บรรยากาศอีกด้วย แต่ไม่ต้องไปมองหาลำโพงเพราะซ่อนเข้ามุมกันเรียบร้อย รวมทั้งในห้องยังติดแอร์เย็นสบายแต่กลับไม่เห็นเครื่องแอร์แขวนให้ดูขัดตา
พี่เค้ากำลังทำแคนอยู่
ที่โต๊ะเครื่องแป้ง
คุณยายกับหลานตัวน้อย
เจ้าของบ้านกระมัง
คงจะเป็นครู เพราะนั่งตรวจการบ้านนักเรียนอยู่ แล้วยังมีไม้เรียวอยู่ด้วย
ขึ้นมาบนเรือนภาคกลางบ้าน เห็นใครหนอกำลังนั่งหันหลังหวีผมอยู่ ถ้ามากลางคืนอาจมีผวาน่ะเนี่ย
นี่กำลังรีดผ้าด้วยเตารีดแบบโบราณ ทำความร้อนด้วยถ่านแดง ๆ
ตู้เสื้อผ้าที่แต่ละหลัง เสื้อผ้าเครื่องใช้ที่เก็บไว้ ก็จะจัดเอาไว้แตกต่างกันไปตามแต่วัฒนธรรมของแต่ละภาคด้วย
ขอพาดูเรือนแค่สองภาค ที่เหลือเก็บไว้ให้ได้มาชมกันเองบ้าง ถ้ามาเองต้องแนะนำว่า ใส่รองเท้าแตะมาเดินจะสะดวกสุด เพราะต้องถอดรองเท้าเวลาขึ้นไปชมข้างบนเรือน รวมทั้งที่กุฏิพระสงฆ์ด้วย ต้องใส่ ๆ ถอด ๆ รองเท้ากันอยู่ตลอด ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ เดินนาน ๆ ชักขึ้นบันไดไม่ไหวจะนั่งรออยู่ใต้ถุนก็ได้ ทุกหลังจะมีเก้าอี้เตรียมไว้ให้ ปล่อยให้ลูกหลานวิ่งเล่นเดินชมกันไป
ถ้าขาแข้งไม่ค่อยดี แต่ลูกหลานอยากพาให้ได้มาเที่ยวด้วยกัน ด้านหน้าตรงข้างที่จอดรถจะมีรถเข็นไว้ให้บริการกันด้วย
หลังจากเดินขึ้นเรือนมา 4 หลัง บวก กุฏิพระอีก 4 หลัง รวมเป็น 8 ชักเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ที่อุทยานฯ นี้เขาก็แสนรู้ใจ จัดที่นั่งพักไว้อย่างดี มีร้านน้ำ มีห้องน้ำพร้อม เดินข้ามสะพานมาได้เลย
ที่สำคัญยังทำน้ำตกไว้ให้ด้วย เดินเหนื่อย ๆ มาแล้วได้มานั่งพักฟังเสียงน้ำตกซู่ซ่า แล้วทำให้หายเหนื่อยสดชื่นขึ้นได้มากเลยทีเดียว
จะเข้าห้องน้ำห้องท่าก็มีอยู่ตรงนี้
ป้ายห้องน้ำทำไว้เก๋เชียว
ร้านน้ำตรงนี้นี้เรียกว่า บ้านกาแฟ มีกาแฟอร่อย ๆ ให้เลือกสั่งมาจิบ กาแฟร้อนแก้วละ 25 บาท ส่วนกาแฟเย็น 30 บาท
แล้วก็มีน้ำสมุนไพรเย็น ๆ ให้เลือกดื่มชื่นใจ ราคาแก้วละ 12 บาทเหมือนเดิม
ต้องชวนว่าอย่าเพิ่งเดินเลยผ่านไป โต๊ะเก้าอี้ตรงนี้น่านั่งมาก ฟังเสียงน้ำตกไหลรินเพลินสบายมาก
บรรยากาศเหมาะจะจิบกาแฟมาก นั่งเรื่อย ๆ สบาย ๆ เพราะเหลืออีกแค่ที่เดียวให้ไปชมต่อ
ที่สุดท้ายก็คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่สร้างไว้ในท่านั่งที่เรียกว่า มหาราชลีลา มาเห็นบางคนอาจจะแปลกใจ เอ ทำไมดูเหมือนท่านเป็นผู้ชาย พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไม่ใช่ผู้หญิงที่คือเจ้าแม่กวนอินหรอกหรือ ต้องเล่าว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ตามความเชื่อของพุทธทางสายมหายาน ที่แพร่หลายอยู่ทางอินเดียเหนือ แล้วก็ทางทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ถ้าเป็นที่อินเดียแต่เดิมจะสร้างเป็นรูปผู้ชาย แต่ด้วยความเชื่อว่าท่านเป็นผู้มีเมตตาอย่างยิ่งต่อสรรพสัตว์ พอความเชื่อนี้เผยแพร่เข้าไปในจีนก็เข้าไปผนวกกับตำนานท้องถิ่น แล้วด้วยความรู้สึกที่แม่มีให้ต่อลูกนั้น เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความรักความเมตตาอันยิ่งใหญ่ รูปพระโพธิสัตว์ก็เลยนิยมสร้างเป็นเพศหญิงไป ซึ่งก็คือ เจ้าแม่กวนอิม ที่คุ้นเคยกันนี่เอง
ก่อนกลับด้านหน้ายังมีร้านขายของที่ระลึกให้ได้แวะไปอุดหนุนกันด้วย
และที่สำคัญอดจะรู้สึกขอบคุณผู้คนมากมายหลายต่อหลายคน ที่ร่วมกันสร้างให้ที่นี่สวยสดงดงาม สะอาดสะอ้าน น่ามาเที่ยวมาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างมาก
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.