Home เที่ยวที่ไหนดี สูดอากาศชานเมือง อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม

อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม

 

ถัดมาจะมีบ้านเรือนไทยภาคต่าง ๆ ให้ขึ้นเที่ยวชมกันอีก

จะไปทางซ้ายก็ได้ ขวาก็ดี เพราะเรือนจะอยู่กันเป็นวงกลม เริ่มจากทางไหนก่อนก็ได้

 


 

 

พาขึ้นเรือนอีสานกันก่อน

 


 

 

มาถึงก็บุกเข้าไปดูครัวเลย

 


 

 

โม่หิน ที่แทบไม่เคยได้เห็นเพราะซื้อแป้งจากซุปเปอร์ฯ มาตลอด

 


 

 

ที่เรือนไทยแต่ละภาค จะจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ข้าวของเครื่องใช้ของแต่ละภาค แล้วยังมีเพลงของแต่ละถิ่นเปิดคลอให้บรรยากาศอีกด้วย แต่ไม่ต้องไปมองหาลำโพงเพราะซ่อนเข้ามุมกันเรียบร้อย รวมทั้งในห้องยังติดแอร์เย็นสบายแต่กลับไม่เห็นเครื่องแอร์แขวนให้ดูขัดตา

 


 

 

พี่เค้ากำลังทำแคนอยู่

 


 

 

ที่โต๊ะเครื่องแป้ง

 


 

 

คุณยายกับหลานตัวน้อย

 


 

 

เจ้าของบ้านกระมัง

 


 

 

คงจะเป็นครู เพราะนั่งตรวจการบ้านนักเรียนอยู่ แล้วยังมีไม้เรียวอยู่ด้วย

 


 

 

ขึ้นมาบนเรือนภาคกลางบ้าน เห็นใครหนอกำลังนั่งหันหลังหวีผมอยู่ ถ้ามากลางคืนอาจมีผวาน่ะเนี่ย

 


 

 

นี่กำลังรีดผ้าด้วยเตารีดแบบโบราณ ทำความร้อนด้วยถ่านแดง ๆ

 


 

 

ตู้เสื้อผ้าที่แต่ละหลัง เสื้อผ้าเครื่องใช้ที่เก็บไว้ ก็จะจัดเอาไว้แตกต่างกันไปตามแต่วัฒนธรรมของแต่ละภาคด้วย

 


 

 

ขอพาดูเรือนแค่สองภาค ที่เหลือเก็บไว้ให้ได้มาชมกันเองบ้าง

ถ้ามาเองต้องแนะนำว่า ใส่รองเท้าแตะมาเดินจะสะดวกสุด เพราะต้องถอดรองเท้าเวลาขึ้นไปชมข้างบนเรือน รวมทั้งที่กุฏิพระสงฆ์ด้วย ต้องใส่ ๆ ถอด ๆ รองเท้ากันอยู่ตลอด

ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ เดินนาน ๆ ชักขึ้นบันไดไม่ไหวจะนั่งรออยู่ใต้ถุนก็ได้ ทุกหลังจะมีเก้าอี้เตรียมไว้ให้ ปล่อยให้ลูกหลานวิ่งเล่นเดินชมกันไป

 


 

 

ถ้าขาแข้งไม่ค่อยดี แต่ลูกหลานอยากพาให้ได้มาเที่ยวด้วยกัน ด้านหน้าตรงข้างที่จอดรถจะมีรถเข็นไว้ให้บริการกันด้วย

 


 

 

หลังจากเดินขึ้นเรือนมา 4 หลัง บวก กุฏิพระอีก 4 หลัง รวมเป็น 8

ชักเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ที่อุทยานฯ นี้เขาก็แสนรู้ใจ จัดที่นั่งพักไว้อย่างดี มีร้านน้ำ มีห้องน้ำพร้อม เดินข้ามสะพานมาได้เลย

 


 

 

ที่สำคัญยังทำน้ำตกไว้ให้ด้วย เดินเหนื่อย ๆ มาแล้วได้มานั่งพักฟังเสียงน้ำตกซู่ซ่า แล้วทำให้หายเหนื่อยสดชื่นขึ้นได้มากเลยทีเดียว

 


 

 

จะเข้าห้องน้ำห้องท่าก็มีอยู่ตรงนี้

 


 

 

ป้ายห้องน้ำทำไว้เก๋เชียว

 


 

 

ร้านน้ำตรงนี้นี้เรียกว่า บ้านกาแฟ มีกาแฟอร่อย ๆ ให้เลือกสั่งมาจิบ

กาแฟร้อนแก้วละ 25 บาท ส่วนกาแฟเย็น 30 บาท

 


 

 

แล้วก็มีน้ำสมุนไพรเย็น ๆ ให้เลือกดื่มชื่นใจ ราคาแก้วละ 12 บาทเหมือนเดิม

 


 

 

ต้องชวนว่าอย่าเพิ่งเดินเลยผ่านไป โต๊ะเก้าอี้ตรงนี้น่านั่งมาก ฟังเสียงน้ำตกไหลรินเพลินสบายมาก

 


 

 

บรรยากาศเหมาะจะจิบกาแฟมาก นั่งเรื่อย ๆ สบาย ๆ เพราะเหลืออีกแค่ที่เดียวให้ไปชมต่อ

 


 

 

ที่สุดท้ายก็คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่สร้างไว้ในท่านั่งที่เรียกว่า มหาราชลีลา

มาเห็นบางคนอาจจะแปลกใจ เอ ทำไมดูเหมือนท่านเป็นผู้ชาย พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไม่ใช่ผู้หญิงที่คือเจ้าแม่กวนอินหรอกหรือ

ต้องเล่าว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ตามความเชื่อของพุทธทางสายมหายาน ที่แพร่หลายอยู่ทางอินเดียเหนือ แล้วก็ทางทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่น

ถ้าเป็นที่อินเดียแต่เดิมจะสร้างเป็นรูปผู้ชาย แต่ด้วยความเชื่อว่าท่านเป็นผู้มีเมตตาอย่างยิ่งต่อสรรพสัตว์ พอความเชื่อนี้เผยแพร่เข้าไปในจีนก็เข้าไปผนวกกับตำนานท้องถิ่น แล้วด้วยความรู้สึกที่แม่มีให้ต่อลูกนั้น เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความรักความเมตตาอันยิ่งใหญ่ รูปพระโพธิสัตว์ก็เลยนิยมสร้างเป็นเพศหญิงไป ซึ่งก็คือ เจ้าแม่กวนอิม ที่คุ้นเคยกันนี่เอง

 


 

 

ก่อนกลับด้านหน้ายังมีร้านขายของที่ระลึกให้ได้แวะไปอุดหนุนกันด้วย

 


 

 

และที่สำคัญอดจะรู้สึกขอบคุณผู้คนมากมายหลายต่อหลายคน ที่ร่วมกันสร้างให้ที่นี่สวยสดงดงาม สะอาดสะอ้าน น่ามาเที่ยวมาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างมาก

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.