Home เที่ยวที่ไหนดี สูดอากาศชานเมือง อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม

อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม

 

ขึ้นมาที่เรือนไทยภาคกลางก่อน

นี่เป็นหุ่นขี้ผึ้ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ท่านได้เป็นนาคหลวง บวชพระในสมัยรัชกาลที่ 1 แล้วมาได้เป็นที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ครองวัดระฆัง

ถ้าพูดถึงพระสมเด็จวัดระฆัง นักเลงพระเครื่องทั้งหลายเป็นต้องตาลุกวาว เพราะสนนราคาว่ากันไปถึงหลักล้านทีเดียว

เดิมท่านเป็นคนเหนือ แต่เมื่อบวชเรียนแล้วก็ลงมาศึกษาต่อหลายจังหวัดจนถึงกรุงเทพ อย่างที่วัดไชโยที่อ่างทอง ซึ่งตอนหลังท่านก็เลยได้ไปสร้างพระเอาไว้ที่วัดนี้

ส่วนที่วัดอินทรวิหาร ใกล้ ๆ แบงก์ชาติ นั้น โยมแม่ของท่านสมัยท่านยังเล็กได้นำท่านไปถวายให้เจ้าอาวาสที่วัดไว้ พระท่านก็รับแล้วก็คืนให้โยมแม่ไปเลี้ยงดู คงจะเป็นเคล็ดของคนสมัยก่อนให้เด็กแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ ตอนหลังสมเด็จฯ ก็เลยได้ไปสร้างพระเอาไว้อีกเหมือนกัน แล้วที่วัดอินทร์ฯ ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นประวัติของท่านอีกด้วย

 


 

 

ส่วนอีกองค์ คือ สมเด็จพระสังฆราช ญาโรทย (อยู่) แห่งวัดสระเกศฯ

ท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 15 ของสมัยรัตนโกสินทร์ และเป็นพระที่สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคเป็นองค์แรกในสมัยรัชกาลที่ 5

 


 

 

ไปต่อกันที่กุฏิภาคอีสาน

เรือนหลังนี้พิเศษอย่างยิ่ง เพราะเคยใช้เป็นกุฏิของหลวงปู่มั่นในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ทั้งที่ปกติแล้วท่านจะไม่เคยอยู่จำพรรษาที่ไหนซ้ำเป็นปีที่สองเลย ด้วยความที่ท่านถือธุดงควัตรอย่างยิ่งยวดมาตลอด

 


 

 

หลวงปู่มั่น ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ใหญ่สายพระป่า หรือสายวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่หลวงพ่อที่เราเคยได้ยินชื่อคุ้นหู อย่าง หลวงปู่แหวน หลวงปู่เทสก์ หลวงพ่อชา หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ขาว หรือ หลวงตามหาบัว ก็ล้วนแต่เป็นศิษย์ของท่านกันทั้งนั้น ด้วยความที่ท่านเน้นที่จะสอนพระเณรเป็นหลัก เพราะเห็นว่าเมื่อพระเณรเหล่านี้ได้เห็นธรรมแล้ว ก็จะเป็นกำลังในการออกไปช่วยกันสั่งสอนอุบาสกอุบาสิกากันต่อ ๆ ไปได้

เพราะฉะนั้นท่านก็ไม่เน้นการก่อสร้างสิ่งใด มุ่งแต่งานอบรมสั่งสอนเพื่อให้ปฏิบัติจนถึงความหลุดพ้นเป็นหลัก จนพระลูกศิษย์ของท่านต่างก็ได้เจริญรอยตาม อบรมสั่งสอนบอกแนวทางกันต่อมาจนทุกวันนี้

ท่านเป็นพระที่คนทั่วไปเชื่อกันว่า ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ถึงแม้ท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่มาถึงที่นี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้มากราบท่านกัน

กราบท่านแล้วก็น่าจะได้สะกิดเตือนตนไปด้วยว่า เกิดมาชีวิตนี้เป็นโอกาสแสนประเสริฐที่ได้พบพระดี ๆ ได้ยินคำสั่งสอนบอกทางตรงที่มุ่งไปสู่การพ้นทุกข์ จากท่านและบรรดาครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านแล้ว ก็ไม่ควรทิ้งโอกาสศึกษาปฏิบัติธรรมกัน

 


 

 

ที่กุฏิภาคเหนือ จะได้มากราบหลวงปู่แหวน ที่ท่านก็เป็นลูกศิษย์รูปหนึ่งของหลวงปู่มั่น

ปกติท่านก็เป็นพระธุดงค์ เรียกว่ากว่า 50 ปีทีเดียวที่ท่านออกธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ จนแม้แต่ไปนมัสการสังเวชนียสถานถึงที่อินเดีย ก็ไม่ได้บินเหมือนสมัยนี้ที่เราไปกันน่ะ ท่านเดินของท่านไปเอง

ท่านมาเป็นที่รู้จักก็เมื่อช่วงที่ท่านอยู่ในวัยชราแล้ว และมาจำพรรษาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งที่เชียงใหม่ เกิดมีข่าวว่านักบินของกองทัพอากาศ ไปบินผ่านวัดดอยแม่ปั๋งแล้วได้เห็นมีพระขึ้นไปนั่งอยู่บนก้อนเมฆ จนเกิดไปสืบหาว่าท่านเป็นใคร จนที่สุดมาเห็นหน้าหลวงปู่แหวนก็บอกเลยว่ารูปนี้ล่ะที่บินแล้วไปเจอบนเมฆโน้น

เท็จจริงยังไงไม่รู้ แต่คนก็แห่แหนไปกราบท่านกัน จนยุคนั้นโปรแกรมไปเชียงใหม่จะต้องมีวัดดอยแม่ปั๋งบรรจุอยู่ด้วย

ที่คนแห่กันไปก็จะไปขอ "ของดี" จากท่านกันนี่ล่ะ เล่ากันว่าจนแม้แต่ขี้ไคลท่านก็มีคนต้องการ ขนาดนั้นเชียว

แต่ท่านเป็นพระธุดงค์มาตลอดชีวิต ท่านก็ไม่ค่อยออกมาพบใคร แล้วยังสอนสำทับว่า "ของดี" มันก็มีกันทุกคนอยู่แล้ว คือเกิดมาร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บไม่ไข้ นี่ก็ของดี แล้วของดีอีกอย่างมันต้องทำเอง คือความดีอันไหนที่ยังไม่มีก็ต้องเพียรพยายามทำให้เกิดมีขึ้น นี่แหละ "ของดี"

 


 

 

อีกรูปหนึ่ง คือ ครูบาศรีวิชัย

ท่านเป็นพระที่คนเมืองเหนือให้ความเคารพเลื่อมใสอย่างมาก สิ่งที่เป็นประจักษ์พยานได้อย่างชัดเจนคือ การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ที่เป็นทางขึ้นเขาทุรกันดาร แต่ด้วความศรัทธาที่มีต่อครูบา ก็มีผู้คนมากมายมาร่วมบุญสร้างถนนสายนี้ ทั้งลงเงิน ทั้งลงแรง ทั้งเอาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูกัน จนถนนยาว 10 กม. ใช้เวลาก่อสร้างเสร็จเพียง 5 เดือนเศษเท่านั้น โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลเลยแม้แต่บาทเดียว

 


 

 

ที่กุฏิภาคใต้ ทำให้เราไม่ต้องดั้นด้นไปถึงวัดช้างไห้ ที่ปัตตานีโน้น

ใช่แล้วท่านคือ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่เชื่อกันว่าท่านมีปาฏิหาริย์ สามารถเหยียบน้ำทะเลเค็ม ๆ ให้จืดจนเอามาดื่มกินได้

 


 

 

ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็นพระอาจารย์ทิม ซึ่งท่านเป็นผู้ค้นหาประวัติของหลวงปู่ทวดมาเผยแพร่ เพราะหลวงปู่ท่านมีชีวิตอยู่ก็เมื่อสมัยอยุธยานู้นแล้ว

 


 

 

หลังสุดท้ายเป็นหอสวดมนต์ เป็นเรือนตามศิลปะแบบมอญ ที่ทางจะกว้างขวางกว่าหลังอื่น ๆ

แล้วก็มีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่หลายต่อหลายรูป

เห็นที่กว้างอย่างนี้ ถ้ามีโอกาสทางอุทยานจะนำเทปธรรมะของครูบาอาจารย์มาเปิดให้ได้มานั่งพักฟังกัน ก็คงจะเข้าท่าดีไม่น้อย เพราะบรรยากาศให้เหลือเกิน ไหนจะได้กราบครูบาอาจารย์มาหลายรูปตามกุฏิต่าง ๆ มาแล้ว จิตใจกำลังอิ่มเอิบเบิกบานกันมาเต็มที่ทีเดียว

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.