| อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม |
|
หน้า 2 จาก 5
ชมกันทั่วดีแล้ว ก็ออกเดินไปกันต่อ ระหว่างทางตรงนี้จะมีห้องน้ำสะอาดสะอ้านคอยให้บริการอยู่ด้วย
แล้วก็เข้าสู่ส่วน ลานพระสามสมัย
ไม่ต้องพกร่มมาก็ได้ เพราะทางเดินยังคงอยู่ใต้เงาร่มรื่นของต้นไม้ไปตลอด
ตรงนี้จะจัดแสดงให้เห็นถึงพระพุทธรูปใน 3 สมัยไว้ในบรรยากาศราวกับเป็นโบราณสถานของจริงเลยทีเดียว
พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นแต่ละสมัยจะมีลักษณะบางอย่างที่เป็นจุดเด่นและแตกต่างจากสมัยอื่น อย่างพระพุทธรูปองค์นี้สร้างด้วยศิลปะแบบสุโขทัย ซึ่งเป็นยุคที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสมัยที่พระพุทธรูปมีลักษณะงดงามเป็นเลิศ ประมาณว่าจัดเป็นยุคคลาสสิคของไทยเราเลยก็ว่าได้ อย่างพระพุทธชินราชที่ว่ากันว่างามนักงามหนาก็เป็นพระสุโขทัยนี่เอง ลักษณะเด่นมีหลายอย่าง เอาเป็นว่าดูกันพอเป็นความรู้ไม่ถึงกับท่องไปตอบข้อสอบก็คือ พระสุโขทัยจะเห็นว่ามีรัศมีที่อยู่เหนือเศียรขึ้นไปเป็นรูปเปลวเพลิง ที่เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีปัญญาอันเลิศกว่าผู้ใด ส่วนชายสังฆาฏิ หรือผ้าที่พาดบ่าอยู่ ตรงชายผ้าจะทำเป็นรูปเหมือนเขี้ยวตะขาบ
ถ้าลองมาดูพระสมัยเชียงแสน ที่ถือเป็นยุครุ่งเรืองอีกยุคหนึ่ง จะเห็นว่า รัศมีจะทำเป็นทรงบัวตูมอยู่เหนือพระเศียร ไม่ได้สบัดเป็นเปลวเพลิง ส่วนชายผ้าที่ว่าก็จะทำไว้สั้นถึงเพียงแค่เหนือราวนมเท่านั้น
ถ้าเป็นพระสมัยอยุธยา ถึงจะมีรัศมีเป็นเปลวเพลิง แต่ดูไปที่ชายผ้า แทนที่จะเป็นรูปเขี้ยวตะขาบก็จะกลับเป็นปลายเรียบตรงธรรมดา แล้วรูปพระพักตร์ก็จะค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยม ออกแนวเข้มขึงขังกว่าพระสมัยสุโขทัย
ไหว้พระสบายใจกันแล้ว ก็ถึงคราวต้องมุดถ้ำกันบ้าง ในถ้ำนี้จะเป็นถ้ำแสดงเรื่องชาดก ตอน พระเวสสันดร แล้วในตอนนี้ตัวเอกก็คือ พ่อชูชกคนนี้นี่เอง เพราะเธออุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงไปขอ ลูกของพระเวสสันดรทั้งสองคน คือ กัณหา และ ชาลี ส่วนเหตุจูงใจของชูชก ขอเล่ายาว ๆ ไว้เผื่อใครจะจูงลูกจูงหลานไปเที่ยว จะได้เอาไปเล่าให้เจ้าตัวเล็กได้ฟัง อวดภูมิรู้ของคุณพ่อคุณแม่สักหน่อย ดีไม่ดีอาจช่วยยั่วให้เด็ก ๆ เกิดความสนใจ แล้วขวนขวายหาหนังสือมาอ่านชาดกตอนอื่น ๆ เรียกว่าถ้าจะช่วยเป็นอุบายให้พ่อแม่ได้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก ๆ ไปด้วย ก็จะทำให้คนเล่าดีใจมาก เรื่องของเรื่องคือ ชูชก ถึงแกจะเกิดในวรรณะพราหมณ์ แต่กลับประกอบอาชีพขอทานเขากิน หน้าตาเนื้อตัวอย่างที่เห็นดูแล้วน่าสงสาร นั่นก็คงช่วยให้แกมีรายได้เป็นกอบเป็นกำใช้ได้ เรียกว่ารวยเหลือเก็บเลยนั่นล่ะ แต่ครั้นจะพกเงินทองเยอะแยะติดตัวไว้ก็ใช่ที่ ก็เลยเอาไปฝากเพื่อนพราหมณ์เอาไว้ แต่เงินทองไม่เข้าใครออกใคร เพราะงั้นเพื่อนแกก็เล่นใช้เงินชูชกหมดเกลี้ยง ด้วยความที่เห็นชูชกหายเงียบไปนาน แก่ปูนนี้คงจะตายเสียแล้วเป็นแน่ แต่พอถึงวันที่ชูชกมาขอรับเงินคืน เพื่อนแกก็ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่จูงมือลูกสาวหน้าตาสวยใสวัยกำดัดมาส่งให้ชูชก บอกว่านางชื่อ อมิตตดา ขอยกให้แทนเงินที่รับฝากไว้ก็แล้วกัน ส่วนจะเลี้ยงดูเป็นลูกเป็นเมีย รึจะเป็นข้าทาสก็ตามใจชูชกแกก็แล้วกัน แล้วคุณว่าชูชกจะรับเลี้ยงดูในฐานะอะไร แหมแน่นอนอยู่แล้ว รูปชั่วตัวดำอย่างแกก็เลยได้มีเมียสาวสวย เป็นที่อิจฉาระคนไม่น่าเชื่อของใครต่อใครไป ส่วนนางอมิตตดาเธอก็ดีแสนดี พ่อว่าไงลูกก็ไม่ขัดอะไร (แหมถ้าเป็นสมัยนี้อย่าหวังเลยเน้อ พ่อชูชก) แถมยังปรนนิบัติดูแลชูชกอย่างดี ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง จนเป็นที่อิจฉาของบรรดาพราหมณ์อื่น ๆ ไปทั่ว แล้วใครล่ะซวย ก็บรรดาเมีย ๆ ของพราหมณ์ทั้งหลายนั่นหล่ะ ทีนี้ก็เลยถูกผัวด่าทอ กระทบกระเทียบว่าดีไม่ได้ครึ่งของนางอมิตตดาเขา บรรดาเมีย ๆ ก็เลยเกิดน้ำโห ถ้าเทียบกับละครสมัยนี้ต้องเรียกว่าพากันไปรุมตบนางอมิตตดาระหว่างที่เอาผ้าไปซักที่แม่น้ำ จนนางอมิตตดาต้องร้องไห้ซมซานกลับบ้านมา ฝ่ายชูชกกำลังหลงเมียสาว พอรู้เรื่องเข้าก็บอกว่าต่อไปนางอมิตตดาไม่ต้องทำอะไรแล้ว เดี๋ยวพี่ทำเองหมด ข้างฝ่ายนางอมิตตดาที่คงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมอย่างมาก ก็บอกไม่ได้ ไม่ได้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ เอางี้ดีกว่าพี่จ๋า พี่ไปขอลูกของพระเวสสันดรมาเป็นข้ารับใช้น้องจะดีกว่า น้องจะได้มีคนให้ใช้สอย หยิบจับ ไม่ต้องลงมือเอง
ถึงตอนนี้แล้วชูชกก็ต้องบุกป่าฝ่าดงไปหาพระเวสสันดร ที่ถึงจะเป็นลูกกษัตริย์ แต่ว่าถูกเนรเทศให้ออกนอกเมืองไป เพราะชาวเมืองเกิดโกรธแค้นที่พระองค์ไปยกช้างคู่บ้านคู่เมืองให้คนอื่นเขา ทีแรกพรานเจตบุตรที่เฝ้าปากทางเข้าป่าจะไม่ให้เข้าไป แต่ชูชกแกก็เจ้าเล่ห์ใช้ได้ หลอกพรานว่าเป็นตัวแทนมาทูลเชิญให้พระเวสสันดรกลับคืนเมือง และที่เจ้าเล่ห์ไปกว่านั้นก็คือ รู้ว่าถ้าพระนางมัทรีที่เป็นชายาของพระเวสสันดร หรือแม่ของกัณหา-ชาลี อยู่ด้วยล่ะก็ คงจะขอตัวเด็กทั้งสองคนมาไม่ได้แน่ ก็รอจนนางออกไปเก็บผลไม้ในป่า ถึงได้เข้าไปขอกัณหา-ชาลีจากพระเวสสันดร ในรูปหุ่นก็เลยมีแต่ 3 คนพ่อลูก ไม่มีพระนางมัทรีอยู่ด้วย
แต่ระหว่างทางกลับบ้าน ก็เกิดไปพบทูลกระหม่อมปู่ของกัณหา-ชาลี ที่จำหลานทั้งสองคนได้ ก็เลยขอไถ่ตัวหลานทั้งสองคนจากชูชก ราคาค่าไถ่เนี่ยไม่น้อยเหมือนกัน เพราะพระเวสสันดรตั้งค่าไถ่ตัวเด็กสองคนนี้ไว้สูงลิ่ว ลูกชายคือ กัณหานี่ต้องไถ่ด้วยเงิน 1000 ตำลึงทอง ส่วนลูกสาวต้องไถ่ด้วยสิ่งมีชีวิต 7 สิ่ง สิ่งละ 700 ทั้งข้าทาส ช้าง ม้า อะไรอย่างนั้น แถมด้วยเงินอีก 100 ตำลึงทอง ผู้รู้บ้างก็วิจารณ์ว่านี่เป็นอุบายของพระเวสสันดรให้ลูก ๆ ได้คืนกลับไปสู่อ้อมอกของทูลกระหม่อมปู่นี่ล่ะ เพราะใครจะมีเงินทองข้าวของได้มากมายถึงเพียงนั้น
นอกจากได้ค่าไถ่จำนวนมหาศาลแล้ว ชูชกยังได้รับเลี้ยงอย่างเต็มคราบ ความที่แกไม่เคยกินของดี ๆ อะไรอย่างนี้ในชีวิตขอทานของแก
แกก็เลยซัดเอา ๆ จนถึงกับท้องแตกตายไปในที่สุด มาชมหุ่นกันที่ถ้ำชาดกนี้ข้างในติดแอร์เย็นสบาย แล้วก็มีเทคนิคที่ขอแนะนำสำหรับตอนไปดูหน่อยว่า แต่ละจุดที่จัดแสดงหุ่นจะเปิดไฟและดับไฟเรียงลำดับไปเรื่อย ๆ พร้อมคำบรรยาย เพราะงั้นตอนมาถึง ก็ยืนดูชูชกเล่น ๆ ไปก่อน พาไฟจุดถัดไปสว่างขึ้นก็ค่อยเดินต่อเข้าไป จะได้ดูได้ชัด ๆ พร้อมได้ฟังคำบรรยายไปด้วย
เดินดูมาทั้งอาคารเชิดชูเกียรติ ลานพระสามสมัย จนถึงถ้ำชาดกแล้ว คงรู้ใจว่าชักเมื่อย เขาเลยมีร้านน้ำที่เรียกว่า บ้านสมุนไพร เปิดรอต้อนรับอยู่ถัดมา ให้ได้พักกินน้ำกินท่า นั่งพักขากันสักหน่อยก่อน
แล้วที่เก๋คือ ที่นี่ไม่มีน้ำอัดลมขาย มีแต่น้ำสมุนไพรที่ขายกันในราคาย่อมเยาเอาใจผู้มาใช้บริการกันสุด ๆ
และที่สำคัญคือ มีน้ำดื่มเย็นเจี๊ยบให้บริการกันฟรี ๆ อยู่ด้วย พร้อมแก้วล้างใหม่สะอาดวางไว้พร้อม เห็นแล้วต้องแสดงความชื่นชมทางอุทยาน ที่ทำให้เวลามานั่งพักที่นี่นอกจากจะดับกระหายคลายร้อนแล้ว ยังได้ชื่นใจกับน้ำใจงดงามของธุรกิจที่ไม่ได้ตั้งหน้าค้าขายหาแต่กำไรกันอย่างเดียว
ข้าง ๆ ร้านยังจัดแสดงให้เหมือนร้านค้าย้อนยุคไว้ให้ชมด้วย
พักหายเหนื่อยแล้ว โซนถัดไปจะเป็นหุ่นขี้ผึ้งของพระสงฆ์ ที่จะจัดแสดงบนเรือนไทย 4 ภาค มีอยู่ 4 หลัง หลังละภาค
ใครจะหิ้วแก้วน้ำติดมาด้วยก็ได้ แต่ต้องวางไว้ที่โต๊ะด้านล่างก่อน
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.