| อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม |
|
หน้า 1 จาก 5
ที่อุทยานหุ่นขี้ผึ้งนี้ เปิดให้เข้าชมกันได้ทุกวัน ถ้าเป็นวันหยุด ก็ตั้งแต่ 8.30-17.00 น. ส่วนวันธรรมดา ตั้งแต่ 9.00-16.30 น. ค่าบัตรเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท (ถ้าชาวต่างชาติจะเป็น 200 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ 100 บาทสำหรับเด็ก) เดี๋ยวค่อย ๆ เข้าไปดูแล้วจะรู้สึกว่าค่าบัตรถูกมากๆ ถึงซุ้มเก็บบัตรผ่านประตูกันแล้วก็ส่งบัตรให้เจ้าหน้าที่ตรวจกันก่อน
แล้วค่อย ๆ เดินชมนกชมไม้ ชมป้ายเตือนใจกัน จนอดนึกไม่ได้ว่า เอ๊ะ กำลังอยู่ในโรงเรียนที่ไหนรึเปล่าเนี่ย แต่ที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจอะไร ก็กำลังไปเริ่มดูหุ่นขี้ผึ้งกันที่ "อาคารเชิดชูเกียรติ" นี่นา ก่อนจะได้รับการยกย่องกันอย่างนั้นได้ บางทีจุดเริ่มต้นอาจอยู่ที่การเพาะบ่มอบรมผ่านป้ายเตือนใจอย่างนี้นี่ล่ะ
ค่อย ๆ เดินไปกันเพลิน ๆ กับบรรยากาศที่ดูแลตกแต่งอย่างสวยงาม ระหว่างทางยังมีเสียงดนตรีบรรเลงเพราะ ๆ คอยขับกล่อมอยู่ทั่วทั้งบริเวณ ลำโพงก็ออกแบบไว้แสนจะกลมกลืนอยู่ในตอไม้หลังตะเกียงที่เห็นนี่เอง ในระหว่างการก่อสร้าง ทางอุทยานเขาก็พยายามเก็บต้นไม้เดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วตามพื้นจะเห็นว่าเขาปลูกต้นไม้คลุมดินไว้หมด เรียกว่าเขียวอร่ามไปหมดทุกมุม ดูแล้วสบายตาจริง ๆ
ถึงแล้ว อาคารเชิดชูเกียรติ หรือ Hall of Fame
ก่อนเข้าไปต้องถอดรองเท้าไว้ที่ชั้นวาง แล้วเริ่มชมด้วยการเลี้ยวไปทางขวา และที่สำคัญข้างในติดแอร์เย็นสบาย
ที่อาคารนี้จะจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งของผู้ที่มีเกียรติประวัติเป็นที่น่ายกย่องเชิดชูหลายต่อหลายท่าน
ไม่ได้มีเฉพาะคนไทยเท่านั้น ยังมีผู้นำจีนและท่านอื่น ๆ แล้วก็จะมีเสียงคำบรรยายประวัติย่อ ๆ ของแต่ละท่านทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษสลับกันไป เดี๋ยวเข้าไปดูกัน
ห้องแรกจะเป็นหุ่นขี้ผึ้ง ศ.ม.ล.ปิ่น มาลากุล ท่านเป็นผู้ที่ตลอดชีวิตอุทิศให้กับงานการศึกษา ด้วยความเชื่อมั่นว่ามนุษย์จะพัฒนาตัวขึ้นได้ก็ด้วยการศึกษานี่เอง
ในปี 2546 ทางยูเนสโก ก็ได้ยกย่องท่านว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลกในฐานะ นักการศึกษาดีเด่น แต่นั่นก็อาจไม่ยิ่งใหญ่เท่า "ความเป็นครู" ที่อย่างเปี่ยมล้นในตัวท่าน ที่สะท้อนผ่านบทกวีที่ท่านได้นิพนธ์ไว้ว่า กล้วยไม้มีดอกช้า .....ฉันใด
แต่ความรู้ต้องคู่ด้วยคุณธรรม ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ นับเป็นปูชนียบุคคลที่เราท่านจะยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจเป็นที่สุด ท่านได้รับราชการเป็นผู้พิพากษามาโดยตลอดจนในที่สุดได้ดำรงตำแหน่งถึง ประธานศาลฎีกา เรียกได้ว่าท่านประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างยิ่ง เพราะได้ก้าวขึ้นเป็นถึง ประมุขของตุลาการ ซึ่งตำแหน่งสูงสุดในสายงานอาชีพของท่าน และเบื้องหลังความสำเร็จนั้นเป็นเพราะท่านมี "ธรรม" เป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงนี่เอง ท่านอาจารย์สัญญา ให้ความสนใจศึกษาพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ จนมีผลงานด้านงานเขียนด้านพุทธศาสนาหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งท่านยังได้อุทิศเวลาทำงานเพื่อพระศาสนาด้วยการร่วมก่อตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังได้รับการยอมรับในระดับโลกโดยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ประธานองค์การพุทธศานิกสัมพันธ์แห่งโลก อีกด้วย เมื่อท่านเกษียณอายุราชการแล้ว ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี และในห้วงเวลายามคับขันของประเทศหลังเหตุการณ์มหาวิปโยคในเดือนตุลาคม ปี 2516 ท่านก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้มาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ปะคับประคองประเทศที่บอบช้ำให้ผ่านพ้นวิกฤตมาได้ และเมื่อพ้นหน้าที่นั้นแล้ว ท่านได้กลับมาเป็นองคมนตรี และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานองคมนตรี ตราบจนท่านถึงแก่อสัญกรรม
ถัดมาจะเป็น ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ในบรรยากาศที่ตกแต่งไว้เหมือนกับห้องทำงานของท่านที่แบงก์ชาติ อาจารย์ป๋วย ท่านเรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์จากสำนักที่ได้รับการยอมรับว่าสุดยอดในสาขาวิชานี้ นั่นก็คือ London School of Economic & Political Science มหาวิทยาลัยลอนดอน และจบแบบไม่ธรรมดาคือได้เกียรตินิยมอันดับที่ 1 ที่มีคะแนนสูงที่สุดในบรรดาที่ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วยกัน และถ้าวิชาเศรษฐศาสตร์จะหมายถึง การจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์เป็นความผาสุกต่อมวลมนุษย์ได้มากที่สุดแล้ว ความเรียงในเรื่อง จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน ของอาจารย์ป๋วยก็ฉายภาพมาตรฐานชีวิตความเป็นผู้ของคนในสังคมที่เราควรก้าวเดินไปสู่ ได้อย่างชัดเจนเรียบง่าย เราหลายคนคงจำภาพท่านในฐานะ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ซึ่งวางรากฐานที่สำคัญให้แก่ธนาคารกลางแห่งนี้ หลายครั้งที่ท่านกล้า "ขัด" ความต้องการของผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่เห็นแก่ประโยชน์หรือช่วยเหลือพวกพ้อง ท่านยังได้ริเริ่มส่งคนออกไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วยทุนของธนาคาร ซึ่งนักเรียนทุนแบงก์ชาติเหล่านี้หลายต่อหลายคนก็ได้กลับมาเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อมา
เดินชมมาหลายห้อง แวะมานั่งพักกันก่อน
ชีวิตย่อมต้องการสุนทรียะ แล้วถ้านึกถึงดนตรีไทย ก็ต้องนึกถึง ครูมนตรี ตราโมท ท่านได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีไทย และรายชื่อผลงานของท่านยาวเหยียด จำไม่หวาดไม่ไหวเรียกว่าอดทึ่งไม่ได้ว่านี่เป็นผลงานของคนคนเดียวหรือนี่
รูปหุ่นก็จัดให้ท่านอยู่ในท่าครุ่นคิดขณะแต่งเพลง บรรยากาศในห้องจัดแสดงก็จัดไว้ในบรรยากาศแบบไทย ๆ ที่จำลองมาจากบ้านโสมส่องแสงของครูมนตรีเองด้วย
ครูด้านศิลปะอีกท่านคือ อาจารย์โต ขำเดช ที่มีฝีมือในงานปฏิมากรรม โดยเฉพาะงานปั้นพระพุทธรูป
ถัดมาจะเป็น คุณสืบ นาคะเสถียร เสื้อผ้าที่ใช้จะเป็นชุดที่คุ้นตากันดีจากภาพที่แสดงไว้ด้านหลัง สำหรับคุณสืบ พูดได้เต็มว่าว่า "อุทิศ" ชีวิตให้กับการป้องกันและคุ้มครองป่าไม้และสัตว์ป่า ด้วยการปลิดชีวิตตัวเองเพื่อให้คนทั้งประเทศได้หันมามองปัญหาในป่าห้วยขาแข้ง คุณสืบ ที่ขณะนั้นทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้เพียรพยายามต่อสู้รักษาป่าจากกลุ่มนายทุนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ด้วยการเสนอแนวคิดที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง แต่ก็ไม่ได้รับการสนใจจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ปล่อยให้ข้าราชการตัวเล็ก ๆ ต้องดูแลป่ากันไปตามยถากรรม
ได้มาเยี่ยมเยือนชมหุ่นขี้ผึ้งคุณสืบแล้ว ทำให้กระตุ้นเตือนให้พวกเราได้ช่วยกันสืบทอดเจตนาของคุณสืบ ในการรักษาผืนป่าและต้นไม้ ที่ประโยชน์ไม่ได้ตกกับใคร แต่กับตัวเราและลูกหลานเราที่จะต้องสู้กับภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลอยู่ในทุกขณะนี้นี่เอง
คำอาลัย จากคุณจิรนันท์ พิตรปรีชา หนึ่งเปรี้ยง! ปืนลั่นสะท้านป่า หนึ่งคน ควรค่าคารวะ จีรนันท์ พิตรปรีชา
ห้องถัดมาจะมืดสลัว เพราะจำลองให้เป็นบ้านพักของลุงโฮ หรือโฮจิมินห์ วีรบุรุษของชาวเวียตนามที่ครั้งหนึ่งเคยเข้ามาพักอยู่ที่ บ้านนาจอก ในจังหวัดนครพนม คนเวียตนามจะนับถือโฮจิมินห์เป็นอย่างยิ่ง เพราะได้นำชาวเวียตนามลุกขึ้นสู้กับมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ถึงสองประเทศจนได้รับเอกราชและรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวได้ ครั้งแรกกับฝรั่งเศสที่เข้ามายึดเวียตนามไว้เป็นอาณานิคม จนในที่สุดเมื่อพ่ายศึกที่เดียนเบียนฟู ฝรั่งเศสก็จำต้องล่าถอยกลับประเทศไป และอีกครั้งกับสหรัฐอเมริกาในศึกเวียตนาม ที่ถึงจะเป็นประเทศมหาอำนาจมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยเหนือกว่ามากมาย แต่ก็ต้องแพ้อย่างหมดรูปต่อขนาดหัวใจของชาวเวียตนาม ที่ต่อสู้อย่างถวายชีวิตเพื่อแผ่นดินแม่อันเป็นที่รัก ภายใต้การนำของโฮจิมินห์นี่เอง
แม้โลกจะไม่เคยร้างสงคราม ความโหดร้ายไม่เคยจางหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่ในความืดมิด แสงสว่างก็สามารถถูกจุดขึ้นด้วยสองมือของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ นี้ได้เช่นกัน ในอินเดียที่เต็มไปด้วยผู้คนอดอยากแร้นแค้นอย่างมาก ได้มีแม่ชีสาวชาวอัลบาเนียนวัยเพียง 18 ปีถูกส่งมายังเมืองกัลกาต้า หรือ โกลกาต้าในปัจจุบัน นับจากวันนั้นตราบจนสิ้นอายุขัยเมื่ออายุ 87 ปี แม่ชีคนนี้ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ทั้งเด็กเล็กที่ถูกทอดทิ้ง คนพิการ คนป่วยโรคเรื้อน ใช่แล้ว เธอคือ แม่ชีเทเรซ่า
เธอเคยกล่าวไว้ว่า "...แม้เราจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ แต่เราสามารถทำทุกอย่างด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ได้..." และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของเธอคือ ความรักที่เธอมีแต่มวลมนุษยชาตินี่เอง ไม่จำกัดว่าจะต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา และยามที่ได้รับเกียรติ ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ เธอก็ขอให้งดจัดงานเลี้ยงฉลองเพื่อประหยัดและนำเงินรางวัลที่ได้รับตลอดจนเงินบริจาค มาใช้เพื่อกิจกรรมช่วยเหลือเด็กยากจน เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่สละออก มิใช่การเก็บเกี่ยวกอบโกย
ถัดไปเราจะได้พบกับสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองจีน ผู้พลิกโฉมหน้าของจีนจนเป็นจีนอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้
ที่เห็นนี่คือ เติ้ง เสี่ยว ผิง ผู้ที่แหวนม่านไม้ไผ่ ด้วยการนำจีนจากยุคที่ผู้คนแต่งตัวเหมือนกันทั้งประเทศ เข้าสู่จีนยุคใหม่ที่เปิดรับต่อแนวคิดแบบทุนนิยมขณะที่ยังคงความเป็นสังคมนิยมไว้ด้วยในที ด้วยวาทะเด็ดที่ว่า " แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ"
ส่วนนี่คือ ท่านประธานเหมา หรือ เหมา เจ๋อ ตุง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นสู่อำนาจ และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ทุกวันนี้ยังมีรูปของประธานเหมา ติดอยู่ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.