| วัดประจำรัชกาล |
|
หน้า 3 จาก 4
จากวัดโพธิ์ เราจะไปต่อกันที่วัดประจำรัชกาลที่ 4 นั่นคือ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ใช้ทางออกตรงประตูวัดโพธิ์ด้านที่มีบริการนวดแผนโบราณ ออกมาแล้วเราจะพบกรมการรักษาดินแดนให้เดินเลียบกำแพงพระบรมมหาราชวังขึ้นมาทางสนามหลวง ตรงหัวมุมถนนหน้าสภาองคมนตรีเลี้ยวเข้ามาตามถนนสราญรมย์
วัดราชประดิษฐ์ฯ นี้เป็นวัดขนาดเล็ก มีเนื้อที่เพียง 2 ไร่เศษเท่านั้น แต่เป็นถึงวัดประจำรัชกาลที่ 4 และมีความน่าสนใจน่าไปชมกันทีเดียว เพราะจะเห็นว่าวัดสองวัดที่พาไปชมมาคือ วัดอรุณฯ และ วัดโพธิ์ นั้นเป็นวัดที่มีการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งศิลปะส่วนใหญ่จะเป็นแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 คือมีการเอาศิลปะจีนมาประยุกต์ใช้มาก แต่ที่วัดราชประดิษฐ์นี้ เป็นการฟื้นฟูเอารูปแบบของวัดไทยที่สร้างตามแบบแผนที่เรียกว่าไทยประเพณีมาใช้ คือมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ คันทวย และหน้าบันจำหลักไม้ กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
จากที่เล่ามาก่อนแล้วว่ารัชกาลที่ 4 นั้นพระองค์ท่านเป็นผู้ตั้ง นิกายธรรมยุติ ขึ้น ซึ่งในสมัยของพระองค์ท่านนั้นวัดธรรมยุติก็จะมีแต่ วัดบวรนิเวศฯ ซึ่งพระองค์ท่านเคยครองเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในช่วงก่อนขึ้นครองราชย์ ในสมัยนั้นการเดินทางไปมายังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน หากจะเสด็จฯ ไปไหนก็จะต้องเสด็จโดยพระราชยาน การจะไปทำบุญที่วัดบวรฯ จึงไม่สู้จะสะดวกเท่าไหร่ รัชกาลที่ 4 จึงมีพระราชดำริโปรดฯ ให้ซื้อที่สร้างวัดธรรมยุติขึ้นใกล้กับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งแต่เดิมที่บริเวณนี้เป็นสวนกาแฟหลวงแต่ทิ้งรกร้างไม่ได้ใช้อยู่ ความที่วัดนี้โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดธรรมยุติเลยมีชื่อเมื่อครั้งแรกสร้างว่า " วัดราชประดิษฐ์สถิตธรรมยุติการาม " ต่อมาภายหลังเมื่อสร้างวัดเสร็จจึงเปลี่ยนเป็น " วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม " ซึ่งคำว่า " สถิตมหาสีมาราม " นั้นหมายถึงเป็นที่ตั้งของมหาสีมา
วัดโดยทั่วไปจะมีเฉพาะพระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประกอบสังฆกรรมเท่านั้นที่จะเป็นบริเวณที่มีใบเสมาล้อมอยู่ แต่วัดราชประดิษฐ์นี้มีใบเสมาอยู่บนกำแพงวัดเลย ก็แปลว่าสามารถทำสังฆกรรม เช่นการบวชพระที่ใดก็ได้ภายในวัด ลักษณะเสมาแบบเดียวกันนี้ยังมีอีกวัดหนึ่งคือ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม เห็นชื่อก็คงพอบอกได้ว่าเป็นวัดที่มีใบเสมาอยู่บนกำแพงวัดเหมือนกัน ที่เดี๋ยวจะพาไปชมกันต่อด้วย
สังเกตว่าหน้าบันของวัดนั้นจะเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ โดยมีพระขรรค์อยู่สองข้างบนพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นตราประจำรัชกาลที่ 4 ถ้าเห็นตรานี้ที่ไหนก็เป็นที่รู้ได้เลยว่าเป็นของที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างไว้ เช่นเดียวกับว่าถ้าเป็นของรัชกาลที่ 3 ก็จะเป็นศิลปะไทยผสมจีน
ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน "พระพุทธสิหิงคปฏิมากร" ซึ่งเป็นรูปพระพุทธสิหิงค์จำลอง บางคนที่เคยคุ้นกับพระประธานองค์ใหญ่อาจจะรู้สึกแปลกใจกับขนาดขององค์พระประธาน แต่ก็เป็นความชาญฉลาดของช่างที่ประดิษฐานพระไว้ในบุษบก ที่ทำให้แม้พระพุทธรูปจะมีขนาดเล็กแต่ก็ไม่ขาดความสง่างามไปเลย
ส่วนบานหน้าต่างด้านในนั้นเป็นบานประดับมุกฝีมือช่างญี่ปุ่น ซึ่ง น . ณ ปากน้ำ ศิลปินแห่งชาติได้กล่าวชมไว้ว่างามมาก ถ้าได้ไปกราบพระที่นี่แล้ว อย่าลืมแวะบานหน้าต่างเพื่อชื่นชมงานศิลปะชิ้นนี้ด้วย
ตามผนังเป็นภาพเขียนพระราชพิธี 12 เดือนซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนั้นยังมีภาพเหตุการณ์การทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงพยากรณ์ไว้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ นับว่าทรงมีความรู้ในวิทยาการสมัยใหม่อย่างมาก และต่อมาทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ของไทย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ทรงประชวรไข้ป่าจนเสด็จสวรรคตหลังจากเสด็จกลับจากหว้ากอนี้ไม่นานนัก
ด้านหลังพระอุโบสถเป็นเจดีย์ประดับด้วยหินอ่อน ซึ่งเจดีย์ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้นจะนิยมเจดีย์ทรงกลมซึ่งเป็นพระราชนิยม เข้าใจกันว่าในช่วงที่รัชกาลที่ 4 ครองราชย์อยู่นั้น ได้เคยเสด็จไปประทับที่พระราชวังจันทรเกษม ซึ่งเดิมเคยเป็นวังหน้าในสมัยอยุธยา ได้ทอดพระเนตรเห็นเจดีย์ทรงกลมในสมัยอยุธยาที่ยังเหลืออยู่ คงจะโปรดจึงให้ถ่ายแบบมาสร้างไว้ในวัดต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงสร้าง
ส่วนองค์พระปรางค์ด้านข้างพระอุโบสถนั้นสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6
ลวดลายสวยงาม
เลี้ยวขวาออกจากวัดราชประดิษฐ์ฯ มาเราจะเจอคลองคูเมืองเดิม ซึ่งเดิมเป็น คูเมืองในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งกรุงธนบุรีเดิมมีอาณาเขตทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนหน้าที่รัชกาลที่ 1 เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็โปรดฯ ให้ย้ายเมืองมาอยู่เพียงฟากเดียวเพื่อง่ายแก่การต่อสู้กับข้าศึก คลองคูเมืองฝั่งตะวันออกนี้เริ่มจากแถว ๆ ปากคลองตลาดเลยขึ้นมาผ่านหน้ากระทรวงมหาดไทย แล้วไปเลี้ยวออกแม่น้ำเจ้าพระยาตรงที่เป็นสะพานพระปิ่นเกล้าเดี๋ยวนี้
ก่อนจะข้ามคลองคูเมืองเดิมไปชมวัดราชบพิธฯ กันต่อ ด้านข้างจะเห็นอนุสาวรีย์หมูสีทองอร่ามเด่นเป็นสง่าอยู่ ไม่รู้ใครไปเขียนเป็นเจ้าแม่หมูทองไปเลย ที่จริงอนุสาวรีย์หมูนี้ไม่ได้แปลว่าไปมีหมูที่ไหนไปประกอบวีรกรรมอันน่ายกย่องแต่อย่างใด เป็นเพียงว่าเมื่อสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ 5 นั้นจะทรงเจริญพระชนมายุครบ 50 พรรษา ในโอกาสนี้พระองค์ก็ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้งดของขวัญ แต่บรรดาเจ้านายที่ทรงเป็นสหชาติคือเกิดร่วมปีกุนหรือปีหมูด้วยกันนั้น ใคร่จะถวายของขวัญแต่ก็ติดพระราชเสาวนีย์อยู่ จึงคิดอ่านร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์รูปหมูขึ้นถวาย ให้ชื่อว่า อนุสาวรีย์สหชาติ ส่วนสะพานปีกุนที่อยู่ใกล้ ๆ กันก็สร้างขึ้นโดยเงินบริจาคของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ท่านนั่นเอง
แผ่นคำจารึกถวายพระพรของผู้ร่วมสร้างอนุสาวรีย์ ก็ยังอุตส่าห์มีคนไปปิดทองเอาไว้เต็ม แล้วยังเอาตุ๊กตาหมูไปบูชาเสียอีกด้วย ตอนสร้างก็เป็นอนุสาวรีย์อยู่ดี ๆ กลายเป็นเจ้าแม่หมูไปเสียได้ แปลกดีเหมือนกัน!!!
จากบริเวณคลองคูเมืองเดิม ข้ามมาอีกฝั่งนึง เราจะมาถึงส่วนของสุสานหลวงวัดราชบพิธฯ ก่อน สุสานหลวงนี้จะมีอนุสาวรีย์ในรูปแบบศิลปะที่หลากหลายทั้งแบบไทย แบบขอม แบบฝรั่งตะวันตก ซึ่งแสดงถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมในสังคมไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
อนุสาวรีย์เหล่านี้นั้นเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระราชเทวี เจ้าจอมมารดา พระราชโอรสและพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ไปจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์ในชั้นหลังด้วย รวมทั้งสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่าของเราด้วย
ถัดจากสุสานหลวงเข้ามาบนซุ้มประตูเราจะเห็นตราพระเกี้ยวซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ของรัชกาลที่ 5 ประดับอยู่ ซึ่งแสดงว่าวัดนี้เป็นวัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้น และไม่เพียงแต่ทรงสร้างเท่านั้นยังเป็นวัดประจำรัชกาลอีกด้วย เพราะได้นำพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านมาบรรจุไว้ที่ใต้พระประธาน
ที่น่าสนใจในการมาชมที่วัดราชบพิตรนี้ก็คือ แผนผังของวัดที่ได้นำเอาแบบแผนแต่โบราณมาใช้ ที่จะมีเจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นประธานอยู่กลางวัด แวดล้อมไปด้วยพระอุโบสถ พระวิหารทิศ ล้อมด้วยระเบียง ซึ่งนับว่าแปลกกว่าวัดอื่นที่เราพบโดยทั่วไป
ที่แปลกไปกว่านั้นคือรูปลักษณ์ภายนอกของวัดที่ดูเป็นแบบอย่างไทยเต็มที่นั้น ภายในพระอุโบสถกลับตกแต่งอย่างตะวันตก ที่ว่ากันว่าเหมือนกับพระที่นั่งหนึ่งในพระราชวังแวร์ซายเลยทีเดียว แต่พระอุโบสถปกติจะเปิดเฉพาะวันพระเท่านั้น เพราะงั้นถ้าอยากจะมีโอกาสได้ไปชมแล้ว ก็อย่าลืมเช็คปฏิทินก่อนออกจากบ้าน
ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน พระพุทธอังคีรส เป็นพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปกะไหล่ทองคำ ปางสมาธิ เนื้อทองคำหนัก 180 บาท เป็นทองคำที่รัชกาลที่ 5 เคยใช้แต่งพระองค์ในสมัยยังทรงพระเยาว์ คำว่า " อังคีรส " นั้นเป็นพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้า ที่หมายถึงมีรัศมีซ่านออกมาจากพระวรกาย ดังนั้นองค์พระที่ทำโดยกะไหล่หรือเคลือบด้วยทองคำจนมีฉวีวรรณเหลืองอร่ามตานั้นนับว่าสมพระนามทีเดียว ที่พิเศษกว่านั้นคือขนาดของพระพุทธรูปนั้นว่ากันว่า สร้างให้มีขนาดเดียวกับพระวรกายของพระพุทธเจ้าอีกด้วย ภายใต้พระประธานบรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 5 เอาไว้ เหนือพระประธานมีเศวตฉัตรกั้น ซึ่งเป็นเศวตฉัตรที่กั้นพระบรมโกศรัชกาลที่ 5 ซึ่งรัชกาลที่ 6 โปรดฯ ให้ถวายมา ดังนั้นการได้มากราบพระที่นี่ก็ถือว่าเท่ากับได้มาถวายบังคมพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 5 ด้วย วัดราชบพิธฯ นี้ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ดังนั้นเมื่อคราวที่รัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคตและมีการเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมสรีรางคารกลับเมืองไทยนั้น รัฐบาลได้เชิญพระบรมสรีรางคารมาบรรจุไว้ที่ใต้พระประธานนี้ด้วย และหลังจากนั้นก็ได้มีการบรรจุพระบรมสรีรางคารของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ไว้ด้วย
ภายในพระอุโบสถเขียนเป็นรูปดอกไม้ร่วงสีทอง ระหว่างช่องหน้าต่างเป็นรูปอุณาโลม และตัวอักษร " จ " สลับกัน สำหรับเรื่องอุณาโลมนั้นมีเรื่องเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ยังต้องมีการรบทัพจับศึกอยู่นั้น เหล่าไพร่พลต่างก็หาของขลังของดีจากอาจารย์ต่าง ๆ มาคุ้มกันตัวกัน แต่ต่างคนก็ต่างอาจารย์ แล้วก็ว่าของขลังของอาจารย์ตนนั้นเหนือกว่าของอาจารย์คนอื่น จนมีเรื่องกระทบกระทั่งกันวุ่นวาย รัชกาลที่ 1 กับพระอนุชาคือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ จึงเสด็จไปที่วัดชนะสงครามแล้วทรงเขียนยันต์เป็นรูปอุณาโลมนี้ แจกจ่ายให้กับบรรดาทหารทั้งหลายเหมือนกันหมดไม่ให้ใช้เครื่องรางของผู้อื่นอีก และรูปอุณาโลมนี้ก็เป็นเครื่องหมายที่ใช้มาในกองทัพจนทุกวันนี้
นอกจากพระอุโบสถที่น่าชมแล้ว วัดราชบพิธฯ ยังมีบานประตูและหน้าต่างประดับมุกเป็นรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สวยงาม ซึ่งแต่เดิมอยู่ที่พุทธปรางค์ปราสาท ในวัดพระแก้ว หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าปราสาทพระเทพบิดร แต่เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้พุทธปรางค์ปราสาทขึ้น รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงไปบัญชาการดับเพลิงนั้นได้โปรดให้ถอดบานประตูหน้าต่างหนีไฟออกมา และต่อมาโปรดฯ ให้นำมาถวายไว้ที่วัดราชบพิธ นี้
เดินชมไปรอบ ๆ วัดจะเห็นว่าผนังของทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระระเบียงนั้นประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวเหมือนกันไปหมด กระเบื้องเหล่านี้เป็นกระเบื้องที่สั่งทำมาจากเมืองจีนทั้งหมด ดังนั้นจึงนับได้ว่าวัดราชบพิธ นั้นได้ผสมผสานศิลปะทั้งไทย จีน ฝรั่ง เอาไว้อย่างลงตัวงดงาม
ทวารบาลที่นี่ก็แปลกไป ทำเป็นรูปทหารในเครื่องแบบสมัยใหม่ หลายเหล่าทัพด้วยกัน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองด้านหนึ่ง นับตั้งแต่ที่เริ่มมีฝรั่งเข้ามาติดต่อค้าขายในช่วงรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา
ของแปลกอีกอย่างของวัดนี้ก็คือ การเอาเสมาไว้บนกำแพงวัดเลย เท่ากับว่าสามารถทำสังฆกรรมอย่างการบวชพระที่ใดก็ได้ในบริเวณวัด และก็เลยเป็นที่มาของชื่อวัดที่คือ วัดราชบพิธสถิตยมหาสีมาราม
บริเวณกำแพงวัดด้านถนนเฟื่องนคร เราจะเห็นเกยและพลับพลาเปลื้องเครื่อง ซึ่งสร้างไว้ให้พระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จขึ้นจากพระราชยาน และเปลื้องเครื่องทรงก่อนจะเข้าไปภายในวัด ในการพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าวัดนี้เป็นวัดสำคัญยิ่ง เพราะพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จมาถวายผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เอง แต่ต่อมาเมื่อมีการนำรถม้าและรถยนต์เข้ามาใช้ตามลำดับ เกยและพลับพลาเปลื้องเครื่องนี้ก็ไม่ได้ถูกใช้
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.