| วัดประจำรัชกาล |
|
หน้า 2 จาก 4
จากวัดอรุณฯ เราจะข้ามเรือกลับมาที่ท่าเตียน จะได้ไปเที่ยววัดโพธิ์กันต่อ จาก ท่าเตียน เดินออกมาที่ถนน เราจะผ่านแนวของตึกแถวที่สร้างไว้อย่างสวยงามมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ย่านนี้เป็นแหล่งขายส่งของทะเลตากแห้งมานาน จนถึงปัจจุบันก็ยังมีร้านหลายร้านที่ยังคงสืบทอดกิจการกันมาอยู่
ข้ามถนนมาจากท่าเตียน เราก็จะมาถึง วัดโพธิ์ กันแล้ว เมื่อมองจากท่าเตียนเข้าไปที่วัด เราจะเห็นหลังคาพระวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระนอน ส่วนซุ้มประตูเป็นรูปทรงมงกุฎ ซึ่งประดับด้วยกระเบื้องหลากสีตัดเป็นรูปกลีบดอกไม้อย่างสวยงาม แต่ละประตูจะมีตุ๊กตาหน้าตาอย่างจีนยืนถืออาวุธทำหน้าที่เป็นทวารบาลอยู่ เล่าประวัติกันหน่อย ตอนที่รัชกาลที่ 1 โปรดให้ย้ายพระนครข้ามฟากมา และที่ที่โปรดให้สร้างพระราชวังขึ้นนั้นมีวัดสองวัดขนาบอยู่ คือวัดสลักหรือต่อมาคือ วัดมหาธาตุฯ ส่วนอีกวัดคือ วัดโพธาราม หรือที่ต่อมานิยมเรียกว่า วัดโพธิ์ นี่เอง ด้วยความที่เป็นวัดที่อยู่ติดกับพระบรมมหาราชวัง รัชกาลที่ 1 จึงได้โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดโพธารามและเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ ส่วนที่ชื่อ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม นั้นมาเปลี่ยนในสมัยรัชกาลที่ 4
ส่วนศิลปกรรมต่าง ๆ ภายในวัดที่จะได้ชมกันส่วนใหญ่จะเป็นของที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เพราะเมื่อคราวที่รัชกาลที่ 3 เสด็จมาพระราชทานผ้าพระกฐินที่วัด ทอดพระเนตรเห็นวัดที่สมเด็จพระอัยยิกาธิราชทรงบูรณะไว้นั้นทรุดโทรมลงไปมาก จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดเป็นการใหญ่ใช้เวลานานถึง 16 ปีเศษ เรียกว่าเหมือนรื้อทำใหม่กันเลย ดังนั้นภายในวัดส่วนใหญ่ที่เราจะได้ชมนั้นจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เกือบทั้งหมด อย่างตัวพระอุโบสถนี่ก็ทำใหม่ ขยายให้ใหญ่กว่าของเดิม
เดินผ่านประตูวัดเข้ามา ด้านขวามือจะเป็นพระมณฑปซึ่งใช้สำหรับเก็บพระไตรปิฎก ถ้าเป็นตามเรียกตามวัดสามัญทั่วไปนี่ก็คือ หอไตร นั่นเอง ตัวอาคารเป็นทรงจตุรมุขคือมีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน เครื่องยอดเป็นทรงมงกุฎที่สวยงามมาก รอบ ๆ จะมีศาลา 3 หลัง เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงพระพุทธรูปศิลปะแบบต่าง ๆ พระไตรปิฎกใบลาน และ เครื่องถ้วยเครื่องแก้วเจียรไน น่าไปชมมาก ที่สำคัญติดแอร์เย็นสบายด้วย
ที่ซุ้มประตูด้านหน้าทางเข้าพระมณฑป ขอเชิญท่านพบกับ แอ่น แอ๋น " ยักษ์วัดโพธิ์ " หลายคนมาวัดโพธิ์แล้วก็หายักษ์วัดโพธิ์ไม่เจอ เพราะความที่เป็นยักษ์แคระคือตัวเล็กนิดเดียว แล้วยังถูกเก็บไว้ในตู้เสียอีก แต่เจ้ายักษ์เนี่ยว่ากันว่าเคยยกพวกตีกับยักษ์วัดแจ้งถล่มถลายจนบ้านเรือนแถวนี้ราบเรียบจนได้ชื่อว่าท่าเตียนยังไง นั่นเป็นเรื่องในตำนานเล่าขานกันมา แต่ที่จริงชื่อ " ท่าเตียน " นั้นน่าจะมาจากเหตุไฟไหม้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ไหม้วังเจ้านายและบ้านเรือนข้าราชการราษฎรที่ตั้งอยู่แถวนี้เสียราบหมด จนผู้คนในสมัยนั้นพากันเรียกท่าน้ำที่นี่ว่าท่าเตียนกัน
จากตรงนี้เราจะไปชมพระนอนในพระวิหารสูงใหญ่ที่เราเห็นตั้งแต่ก่อนเข้ามาวัดแล้วกัน พระนอนองค์นี้มีความยาว 46 เมตร สูง 15 เมตร ความยาวระดับนี้ถือว่าไม่ใช่พระนอนที่ยาวที่สุด จนเป็นเรื่องอเมซิ่งไปได้ แต่ที่เลื่องลือกันจนมีฝรั่งมาชมกันไม่ขาดสายเลยทีเดียว ก็คือความงามของพระนอนองค์นี้นี่เอง ที่ว่างดงามก็คือส่วนของพระบาทซึ่งเป็นลายประดับมุกอย่างประณีต เป็นรูปมงคล 108 และตรงกลางเป็นกงจักรตามตำรามหาปุริสลักษณะหรือลักษณะของมหาบุรุษนั่นเอง
จากวิหารพระนอน เดี๋ยวจะไปชมพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลกันต่อ เดินต่อมาทางประตูที่อยู่ตรงข้ามกับทางเข้าพระวิหาร สังเกตว่าทวารบาลคู่นี้หน้าตาแปลกไป แม้จะเป็นตุ๊กตาศิลาจากจีนเหมือนกันแต่ทวารบาลคู่นี้คือฝรั่งคนแรกที่จีนรู้จักนั่นคือ "มาร์โคโปโล" แต่ดูเหมือนจีนคงจะไม่ค่อยชอบแกเท่าไหร่เพราะสลักเสียตาโปนหน้าตาดุร้าย ถัดจากประตูนี้ออกมาด้านซ้ายมือจะมีร้านขายของที่ระลึกและด้านหลังจะมีห้องน้ำที่ทำไว้ราวกับห้องน้ำในโรงแรมชั้นดีอยู่ เห็นแล้วอยากให้ห้องน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยวเป็นแบบนี้ให้หมดเชียว
พระมหาเจดีย์ในวัดโพธิ์นั้นเดิมมีเพียงองค์เดียว คือ องค์สีเขียวตรงกลาง สมัยรัชกาลที่ 1 ได้โปรดฯ ให้ชะลอพระพุทธรูปยืนสูงถึง 16 เมตรชื่อ "พระศรีสรรเพชญ์" มาจากวิหารหลวงในวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงที่อยุธยาในลักษณะเดียวกับวัดพระแก้วในปัจจุบัน พระศรีสรรเพชญ์นั้นเป็นพระพุทธรูปสำคัญสร้างมาแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ ตัวองค์พระนั้นหล่อด้วยทองสัมริดหุ้มทองคำทั้งองค์ เมื่อคราวเสียกรุงนั้นพม่าได้สุมไฟลอกเอาทองคำไป ทั้งพระวิหารยังพังทับองค์พระเสียหายมาก เมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างวัดโพธิ์นั้นโปรดฯ ให้เชิญลงมา ด้วยหมายจะทรงปฏิสังขรณ์ให้ดีดังเดิม แต่องค์พระเสียหายมากไม่สามารถปฏิสังขรณ์ได้ จึงทรงมีพระราชดำริจะหลอมเอาทองมาหล่อเป็นพระพุทธรูปองค์ใหม่ จึงได้มีพระราชปุจฉากับพระสงฆ์ราชาคณะ ซึ่งพระสงฆ์ราชาคณะพร้อมกันถวายพระพรว่า การจะนำทองที่หล่อเป็นพระพุทธรูปแล้วนั้นหลอมหล่อใหม่นั้นไม่สมควร พระองค์จึงทรงโปรดฯ ให้สร้างพระมหาเจดีย์ขึ้นบรรจุองค์พระศรีสรรเพชญ์ไว้ภายในเรียกว่า "พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ"
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการซ่อมแซมพระมหาเจดีย์ และมีการนำเอากระเบื้องเคลือบสีเขียวมาประดับองค์พระมหาเจดีย์ นอกจากนั้นยังได้โปรดฯ ให้สร้างมหาเจดีย์อีกสององค์ในรูปแบบเดียวกัน แต่องค์หนึ่งประดับกระเบื้องสีขาว นามว่า "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน" ทรงอุทิศถวายแด่พระบรมชนก ( รัชกาลที่ 2) และอีกองค์ประดับกระเบื้องสีเหลือง นามว่า "พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร" ทรงสร้างถวายเป็นพุทธบูชาในส่วนของพระองค์ เจดีย์ทั้งสามองค์นี้ชาวบ้านมักเรียกกันอย่างสามัญว่า เจดีย์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ส่วนเจดีย์องค์สุดท้าย หน้าตาจะแปลกไปจากองค์อื่น เจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์ที่ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดฯให้สร้างขึ้นสำหรับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาล ชื่อว่า "เจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย" รูปทรงจะถอดแบบมากจากเจดีย์วัดสวนหลวงสบสวรรค์ที่อยุธยา ตัวเจดีย์ประดับกระเบื้องเคลือบสีม่วง แต่การสร้างยังไม่แล้วเสร็จก็ประชวรใกล้จะสวรรคต ได้มีพระราชดำรัสสั่งเฉพาะกับรัชกาลที่ 5 ว่า " การสร้างเจดีย์ที่วัดพระเชตุพนฯ นั้นจะกลายเป็นการใส่คะแนนพระเจ้าแผ่นดินไป ถ้าจะใส่คะแนนอยู่เสมอจะไม่มีที่สร้าง ควรถือว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งสี่พระองค์นั้นท่านได้เคยเห็นกันทั้งสี่พระองค์จึงควรมีพระเจดีย์อยู่ด้วยกัน ต่อไปอย่าให้ต้องสร้างทุกแผ่นดินเลย " ทั้งนี้ในปีที่รัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคตนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระชนมายุได้ 6 พรรษา จึงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงทันเห็นกันทั้งสี่พระองค์
บริเวณลานด้านหน้าพระมหาเจดีย์ประดับด้วยรูปขุนนางจีนฝ่ายบุ๋นและมีศาลารายอยู่สองหลัง ภายในมีรูปแสดงการรักษาโรคประดับอยู่
แผ่นศิลาจารเป็นเรื่องราวความรู้ในด้านต่าง ๆ มีประดับไว้ทั่วไปให้ผู้คนที่สนใจสามารถมาอ่านเพื่อหาความรู้ได้ จนเรียกได้ว่าวัดโพธิ์นี้เป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของไทย
นอกจากพระมหาเจดีย์แล้ว รัชกาลที่ 3 ยังโปรดให้สร้างหมู่พระเจดีย์ 5 องค์บนฐานเดียวกันไว้ทั้งสี่มุมของพระระเบียงชั้นนอก ทั้งยังให้มีเจดีย์รายไปโดยรอบอีก 71 องค์ เข้าใจว่าจะมีพระราชประสงค์ไว้ให้สำหรับบรรจุอัฐิของเจ้านาย แต่ต่อมามิได้ใช้บรรจุอัฐิแต่อย่างใด ลองนับ ๆ ดูแล้วในวัดโพธิ์มีเจดีย์อยู่ถึง 99 องค์เลยทีเดียว
ก่อนจะถึงทางเข้าพระอุโบสถทางทิศใต้จะมีเขาฤาษีดัดตน มีรูปฤาษีดัดตนเป็นท่าต่าง ๆ ตามหลักโยคะ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ผู้ปฏิบัติมีสุขภาพดีและช่วยรักษาโรคได้ เดิมมีอยู่ถึง 80 ท่า แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 24 ท่า นอกจากนั้นแล้วยังมีจารึกบันทึกตำราแพทย์แผนโบราณลงบนหินชนวนใส่กรอบประดับไว้ตามพระระเบียงรอบพระมหาเจดีย์และตามเสาศาลาราย ซึ่งวิชาความรู้นี้ก็ได้สืบทอดต่อมาจนการนวดแผนโบราณของวัดโพธิ์นั้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์แผนโบราณ และมีชื่อเสียงโด่งดังจนทุกวันนี้
เดินผ่านเข้ามาชมที่อุโบสถกันต่อ บริเวณซุ้มประตูทางเข้ามีรูป "สางแปลง" ประดับอยู่ทุกด้าน ตัวอาคารพระอุโบสถมีเสาเป็นแบบวัดในรัชกาลที่ 3 ที่เป็น เสาสี่เหลี่ยม เนื่องจากได้รับการขยายพระอุโบสถในสมัยรัชกาลที่ 3 ให้กว้างขึ้น
พระประธานเป็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ ซึ่งเป็นปางที่หมายถึงตอนที่ทรงตรัสรู้ เป็นปางที่เราพบไม่มากนักในเมืองไทย เพราะหากเป็นพระพุทธรูปนั่งแล้วมักจะเป็นปางมารวิชัย ซึ่งหมายถึงตอนที่ทรงชนะเหล่ามารก่อนที่จะตรัสรู้ พระพุทธรูปองค์นี้เดิมอยู่ที่วัดศาลาสี่หน้า ได้เชิญมาปฏิสังขรณ์แล้วประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดโพธิ์ ถวายนามว่า "พระพุทธเทวปฏิมากร" เนื่องจากเห็นว่าองค์พระนั้นงามนักหนาราวกับเทพยดาเป็นผู้สร้างก็ปาน ถัดลงมาจะมีพระอัครสาวกอยู่สองข้าง คือพระสารีบุตรและพระโมคัลลานะ ถัดลงมาอีกจะมีพระสาวกอีก 8 องค์รอบพระประธานเปรียบเป็นพระสาวกทั้งแปดทิศ ใต้ฐานพระประธานได้บรรจุพระบรมอัฐิและพระบรมสรีรางคารของรัชกาลที่ 1 และเหนือพระประธานจะมีเศวตฉัตรกั้น ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่รัชกาลถัดมาจะถวายเศวตฉัตรที่กั้นพระบรมโกศพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลก่อนแก่พระประธานซึ่งได้บรรจุพระบรมอัฐิเอาไว้ เบื้องหน้าพระประธานเราจะเห็นพัดยศที่งามมากประดับอยู่ เป็นพัดยศที่รัชกาลที่ 1 พระราชทานเอาไว้ ซึ่งการถวายพัดยศเช่นนี้จะกระทำได้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น กวาดมองรอบๆ พระอุโบสถก็อดนึกชมทางวัดไม่ได้ เพราะดูแลรักษาไว้ได้สะอาดเรียบร้อย ไร้ข้าวของรกรุงรังอย่างที่มักพบเห็นในวัดอื่น ๆ แล้วก็เลยยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศสงบเคร่งขรึมยามเมื่อเข้าไปในพระอุโสบถ ซึ่งเปรียบเสมือนการได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ประทับเป็นประธานสงฆ์อยู่
ภาพวาดภายในพระอุโบสถวาดในสมัยรัชกาลที่ 3 สังเกตว่ายังไม่มีการใช้แสงเงาหรือมิติความใกล้ไกล แต่ถ้าเป็นภาพในสมัยรัชกาลที่ 4 ลงมาจะเริ่มมีการใช้แสงเงาและมิติตามอย่างศิลปะตะวันตกซึ่งได้มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในสมัยนั้น
เหนือบานหน้าต่างจะมีบานกระจกในกรอบประดับอยู่ทุกบ้าน ซึ่งเป็นคติของจีนในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายไม่ให้กร่ำกรายเข้ามา ส่วนบนเสานั้นจะมีรูปใส่กรอบ รูปด้านบนจะเป็นเรื่องสามก๊ก ส่วนด้านล่างจะเป็นรูปวิวทิวทัศน์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นของในสมัยรัชกาลที่ 4
ก่อนจะออกจากพระอุโบสถอย่าลืมชื่นชมกับ งานฝังมุกเรื่องรามเกียรติ์ ที่บานประตูพระอุโบสถ ถ้าดูด้านที่เดินขึ้นไปไม่ถนัดเพราะมีผู้คนเดินขึ้นเดินลงแล้วล่ะก็ แนะนำให้อ้อมไปดูบานประตูอีกด้านหนึ่งก็ได้ งานฝังมุกที่นี่นั้นถือกันว่าเป็นงานศิลปะชั้นยอดในสมัยรัชกาลที่ 3 เลยทีเดียว แต่งานชิ้นที่ถือว่าล้ำเลิศต้องไปดูบานประตูหอมณเฑียรธรรม วัดพระแก้ว เป็นงานบานประตูฝังมุกตั้งแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่ทำสำหรับประตูพระอุโบสถวัดบรมพุทธารามที่อยุธยา แต่ปัจจุบันถูกถอดไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติแล้ว ว่าไปแล้วโบราณวัตถุชิ้นงาม ๆ ส่วนมากจะเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์เพื่อง่ายต่อการดูแลรักษาสมบัติอันล้ำค่าของชาติเช่นนี้
รอบ ๆ พระอุโบสถยังมีงานศิลปะให้ชมอยู่อีกหลายชิ้น อย่างเช่น ที่ด้านนอกระเบียงพระอุโบสถมีหินสลักเป็นรูปในเรื่องรามเกียรติ์ติดอยู่โดยรอบ รูปเหล่านี้ลอกมาจากภาพที่เขาเล่นหนังใหญ่กัน เพราะรัชกาลที่ 3 ทรงเห็นว่าการเล่นหนังใหญ่นับวันจะเสื่อมความนิยมลงไป ก็เลยโปรดฯ ให้เก็บภาพบนหนังใหญ่ไว้บนศิลาให้คนรุ่นหลังได้ชมกัน เห็นแล้วก็ต้องทึ่งกับฝีไม้ลายมือของช่างในสมัยก่อนที่สามารถทำให้หินแข็ง ๆ กลับดูอ่อนช้อยมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้
ส่วนที่อยู่สี่มุมรอบพระอุโบสถนั้นคือพระปรางค์ 4 องค์ด้วยกันบุภายนอกด้วยหินอ่อน บนสี่ทิศของปรางค์แต่ละองค์มีเทวรูปของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ประดับอยู่ ท้าวจตุโลกบาลก็คือเทวดาที่มีหน้าที่ดูแลแต่ละทิศทั้งสี่ทิศนั่นเอง
ส่วนตามระเบียงคดรอบพระอุโบสถนั้นจะมีพระพุทธรูปอยู่รายรอบ ทางวัดได้ทำตู้กระจกติดไว้ทั้งหมดเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกเข้าไปถูกองค์พระ ใครที่สนใจศึกษาพระพุทธรูป หากได้มาเดินชมที่วัดโพธ์นี้ก็น่าจะได้มีโอกาสได้เห็นพระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ ที่จะไม่มีก็เห็นจะเป็นเฉพาะพระพุทธรูปในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้น ที่เป็นอย่างนี้นก็เพราะว่า พระพุทธรูปเหล่านี้นั้นรัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้เชิญลงมาจากหัวเมืองต่าง ๆ เป็นเพราะนับตั้งแต่กรุงเก่าเสียแก้ข้าศึกและจนตั้งกรุงธนบุรีขึ้น ก็ยังมีสงครามทั้งภายในกันเองและพม่ายกมารบด้วยอยู่เนือง ๆ รัชกาลที่ 1 ท่านได้ไปทัพตามหัวเมืองต่าง ๆ หลายครั้ง ได้เห็นบ้านเมืองรกร้างเนื่องจากผู้คนแตกหนีไป วัดวาอารามก็ปรักหักพัง ถูกทิ้งร้างไป พระพุทธรูปต่าง ๆ ต้องตากแดดตากฝนเสียหาย ดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านได้ครองราชย์ก็ได้โปรดให้ไปอัญเชิญพระพุทธรูปจากที่ต่าง ๆ มาจำนวนมากถึง 1,200 กว่าองค์มาปฏิสังขรณ์ใหม่และ ให้พอกปูน ไว้ทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้มาไว้ที่รอบพระอุโบสถวัดโพธิ์ แต่ถ้าปัจจุบันไปดูก็จะไม่เห็นเป็นพระปูนแล้ว เพราะได้มีการกะเทาะเอาปูนออกไปหมดแล้ว ว่ากันว่าเหตุที่ต้องให้พอกปูนไว้นั้นก็เพราะเป็นพระพุทธรูปสัมริดซึ่งเป็นโลหะ ในคราวที่เสียกรุงนั้นนอกจากพม่าจะเผาทำลายบ้านเมืองแล้ว ก็ยังมีคนไทยกันเองที่ใจบาปเห็นแก่ได้ เอาไฟเผาหลอมพระพุทธรูปแล้วเอาโลหะที่ได้ไปขายเอาเงินกันซะ ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือฟืนที่ใช้เผานั้นก็ไปแกะเอามาจากบานประตูบานหน้าต่างตามวัดวาอารามที่แกะสลักไว้อย่างสวยงามเสียอีกด้วย แม้จะเชิญมาเก็บไว้ในกรุงเทพแล้ว แต่ความกริ่งเกรงว่าบ้านเมืองจะเสียทีแก่ข้าศึกอีกครั้งก็ยังมีอยู่ เพราะยังมีศึกกับพม่ามาอีกหลายครั้งด้วยกัน บางครั้งก็เป็นศึกที่ใหญ่หลวงที่ทัพข้าศึกมีมากันเป็นเรือนแสน เพราะอย่างนั้นการพอกปูนองค์พระเสียน่าจะเป็นการป้องกันภัยให้แก่พระพุทธรูปของบ้านเมืองเอาไว้ทางหนึ่ง
นอกจากระเบียงคดที่ล้อมรอบพระอุโบสถแล้ว ทั้งสี่ทิศยังมีพระวิหารทิศอยู่ด้วย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ ๆ ไว้ เอาเป็นว่าเริ่มที่วิหารตะวันออกก่อน เพราะสังเกตุง่ายเนื่องจากมี โขลนทวาร หรือที่เรียกว่าประตูสวรรค์ตั้งอยู่ เข้าใจว่าเป็นของที่สั่งทำมาจากเมืองจีน
พระพุทธโลกนาถ ราชมหาสมมตวงศ องคอนันตญาณสัพพัญญู สยัมภูพุทธบพิตร
พระพุทธชินราช วโรวาทธรรมจักร อัครปฐมเทศนา นราศภบพิตร ปางปฐมเทศนา
พระพุทธชินศรีมุนีนาถ อุรคอาสนบัลลังก์ อุทธังทิศภาคนาคปรก ดิลกภพบพิตร ปางนาคปรก ซึ่งปางนี้เป็นพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และประทับเสวยวิมุติสุขอยู่นั้นได้เกิดฝนตกพรำไม่ขาด จึงมีพญานาคตนหนึ่งชื่อ มุจลินทนาคราช ได้ขึ้นมาจากบาดาลแล้วขนดตัวเป็น 7 ชั้น แผ่พังพานปกคลุมเบื้องบนพระเศียรของพระพุทธเจ้าเอาไว้
พระพุทธปาลิไลย ภิรัติไตรวิเวก เอกจาริกสมาจาร วิมุตญาณบพิตร ปางป่าเลไลยก์ จะเห็นมีรูปช้างและลิงหมอบถวายกระบอกน้ำและรวงผึ้งอยู่ เนื่องจากในคราวหนึ่งที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี แคว้นวังสะ พระเถระได้เกิดบาดหมางกันเป็นฝักฝ่ายด้วยเรื่องผิดวินัยเล็กน้อย แม้พระพุทธเจ้าจะทรงห้ามปรามตักเตือนก็ไม่เชื่อฟัง พระพุทธเจ้าจึงทรงเสด็จไปเอกจาริกวัตร คือ เสด็จไปลำพังพระองค์เดียวในป่ารักขิตวัน ต่อมาได้มีช้างนามปาลิไลยกะได้มาพบพระพุทธเจ้าก็บังเกิดความเลื่อมใส ถวายตัวอุปัฎฐากหาน้ำและภัตราหารมาถวาย ทั้งยังคอยพิทักษ์รักษาความปลอดภัยไม่ให้สัตว์ร้ายมากร้ำกราย นอกจากนั้นยังมีลิงอีกตัวมาถวายตัวด้วยเช่นกัน
เดินมาจนเหนื่อยเมื่อยล้าอย่างนี้แล้ว ไหน ๆ ก็มาถึงสำนักใหญ่แห่งวิชานวดอย่างนี้แล้ว ไม่ลองนวดสักหน่อยก็กระไรอยู่ ราคาสำหรับคนไทยก็ชั่วโมงละ 180 บาท เปิดบริการกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ไปจนถึง 6 โมงเย็น หายเมื่อยแล้วเดี๋ยวจะได้ไปเดินเที่ยวกันต่อ ตัวศาลาจะอยู่ริมกำแพงวัดด้านที่ติดกับกรมการรักษาดินแดน
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.