Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

มีพิพิธภัณฑ์ดี ๆ ของบ้านเรามาชวนให้ไปกันอีกแล้ว  ที่จริงจะเรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ถูกนักเพราะที่นี่เขาเรียกตัวเองว่าเป็น นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เป็นนิทรรศการที่นำเสนอของดีของเด่นแห่งยุครัตนโกสินทร์ในรูปแบบสมัยใหม่ทีสวยงาม น่าตื่นตา และดูสนุกไปพร้อมกัน  ที่สำคัญไปชมแล้วรับรองจะเดินยืดอกออกมาด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทยอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะใครที่ต้องพาเพื่อนต่างชาติไปเที่ยววัดชมวังในย่านเกาะรัตนโกสินทร์  ไม่ควรพลาดโปรแกรมมาที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์แห่งนี้กันด้วย


 


 

 

ที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เขามีสโลแกนว่า Experience the best of Rattanakosin in a day  แปลเป็นไทยได้ว่า "คุณค่าแห่งยุคสมัย สัมผัสได้ในหนึ่งวัน"

แวะมาเที่ยวที่นี่กันได้ไม่ยาก อยู่ริมถนนราชดำเนินกลางติดกันกับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ หรือที่หลายคนจะคุ้นเคยเรียกพิกัดนี้กันว่าเฉลิมไทยเก่า  ตรงนั้นอยู่ในตำแหน่งที่เท่ากับเป็นปากประตูสู่เกาะรัตนโกสินทร์ก็ว่าได้

เจ้าของที่นี่ก็คือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่กำลังมีโครงการปรับปรุงอาคารสองฝั่งถนนราชดำเนินในย่านนี้ แล้วก็เริ่มด้วยการทำศูนย์เรียนรู้ดี ๆ อย่าง นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ที่เริ่มเปิดให้บริการกันไปเมื่อเดือนมีนาคม 53 นี่เอง

 

 


 

 

เข้ามาชมกันที่นี่มีค่าเข้าชม 100 บาท ราคาเท่ากันทั้งคนไทยคนต่างชาติ

บางคนอาจจะบ่นว่าค่าเข้าชมแพงจัง  ก็ต้องเล่าว่าที่นี่ลงทุนกันเป็นหลักร้อยล้านบาท  เรียกว่างานนี้เก็บค่าเข้าชมก็เพียงแค่ให้มีรายได้เข้ามาชดเชยค่าใช้จ่ายบ้าง  ไม่ได้คิดไปถึงจะให้คืนทุนที่ลงไป

ข่าวดีคือเขาให้เข้าชมฟรีกันสำหรับคนหลายกลุ่มเลย

เริ่มตั้งแต่เด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. (วัดได้จากเคาน์เตอร์ขายบัตรเข้าชมได้เลย)  แต่ถ้าโตกว่านั้นจะโชว์บัตรประจำตัวนักเรียน นักศึกษา (ไม่เกิน ป.ตรี) หรือแต่งเครื่องแบบมาก็ได้  เลยจากนั้นไปก็ข้ามไปกลุ่มผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป  แล้วก็เป็นผู้พิการ พระภิกษุหรือนักบวชในศาสนาอื่น  ทั้งหมดนี้สามารถเข้าชมได้ฟรีไม่ต้องเสียสตางค์

ส่วนเส้นทางเดินชมเขาจะแบ่งออกเป็น 2 เส้นทาง

เส้นทางที่ 1 ก็คือ ห้องจัดแสดง 1-7  ส่วนนี้หลังจากห้องแรก ๆ แล้วห้องต่อไปก็เดินชมไปตามอัธยาศัยได้  ปกติก็ใช้เวลาชมประมาณ 2 ชม. หรือถ้าเดินชมผ่าน ๆ อาจจะเร็วกว่านั้นได้

ส่วนเส้นทางที่ 2 คือห้องจัดแสดง 8 และ 9 ที่เพิ่งเปิดเพิ่มเมื่อปลายเดือน มิ.ย. 54 นี้  แต่การชมจะต้องไปเป็นกลุ่มด้วยกันตลอด  แล้วก็จะใช้เวลาชมรวมกัน 2 ชม. พอดิบพอดี

ตอนมาซื้อบัตรเขาชม เขาจะถามว่าจะชมในเส้นทางไหน  ใครเคยมาแล้วจะเลือกเดินเฉพาะเส้นทาง 2 ที่เพิ่งเปิดเพิ่มก็ได้  หรือจะเลือกเดินทั้ง 2 เส้นทางไปในคราวเดียวกันก็เสีย 100 บาทเท่ากัน  แต่ต้องเผื่อเวลาไว้เยอะ ๆ เลยไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง

 

 


 

 

ซื้อบัตรแล้วใช่ว่าจะลุยกันได้เลย  ที่นี่จะจัดให้เข้าชมกันเป็นรอบ รอบละไม่เกิน 23 คน แล้วก็มีรอบออกกันทุก 20 นาที  ระหว่างรออาจะแวะไปที่ห้องสมุดหรือชมนิทรรศการหมุนเวียนได้

เอาล่ะ  มาเดินชมในเส้นทางที่ 1 ด้วยกันก่อนเลย

เริ่มต้นด้วยการเดินผ่านโถงแสดงเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์

 

 


 

 

ใครสนใจแต่อ่านไม่ทัน ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยย้อนกลับมาอ่านกันใหม่ทีหลังได้

 

 


 

 

นิทรรศการที่นี่จะแบ่งเป็นห้อง ๆ อย่างที่เล่ากันไปว่าตอนนี้เปิดให้ชมกันแล้ว 7 ห้อง

ห้องแรกคือ รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์ ที่จัดเหมือนเป็นห้องฉายหนังเล็ก ๆ

 

 


 

 

ระหว่างรอรอบก่อนหน้า  เจ้าหน้าที่จะชวนให้มารอกันในห้อง ดื่มด่ำย่านชุมชน

 

 


 

 

ห้องนี้จะมืดสักนิด เพราะเขาจัดให้เป็นจอฉายบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนเก่าแก่ให้ได้ชมกัน

จะได้มารู้กันว่าที่เรียกว่า บ้านดินสอ  นั้นไม่ใช่ย่านขายเครื่องเขียนแบบ B2S สมัยนี้  แต่เป็นย่านที่ทำ "ดินสอพอง" ขายกัน  หรืออย่างบ้านดอกไม้ ใครที่นึกไปถึงตลาดดอกไม้สวย ๆ แบบเดียวกับที่ปากคลองตลาด  ก็ต้องบอกว่าย่านนี้เขาขาย "ดอกไม้ไฟ" กันต่างหาก

 

 


 

 

ได้เวลาเจ้าหน้าที่ก็จะมาพามาที่ห้องรัตนโกสินทร์เรืองโรจน์ มาชมสื่อผสม 4 มิติ  ส่วนจะ 4 มิติยังไงต้องอุบไว้ก่อน  งานนี้้ต้องให้ไปลองสัมผัสกันดูเอง

ส่วนเรื่องราวก็จะเล่าถึงการเปลี่ยนผ่านจากยุคธนบุรีมาสู่ยุครัตนโกสินทร์หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์

 

"ตั้งใจจะอุปถัมภก  ยอยกพระพุทธศาสนา

ป้องกันขอบขัณฑสีมา  รักษาประชาชนและมนตรี"

พระราชนิพนธ์เรื่อง นิราศท่าดินแดง ของรัชกาลที่ 1 คราวที่นำทัพออกไปรบกับพม่าที่กาญจนบุรี

 

 


 

 

รัชกาลที่ 1 ขึ้นครองราชย์เมื่อ 6 เม.ย. 2325  ถัดจากนั้นอีกแค่ 2 อาทิตย์คือ วันที่ 21 เม.ย. 2325  ก็มีพิธีตั้งเสาหลักเมืองบนอีกฝั่งแม่น้ำตรงข้ามกับกรุงธนบุรีเดิม


แสดงให้เห็นว่าน่าจะทรงมีแนวคิดจะย้ายเมืองหลวงเพื่อประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการป้องกันพระนครหากมีศึกมาประชิดไว้อยู่ก่อนแล้ว

 

 


 

 

ถัดมาเป็นห้อง เกียรติยศแผ่นดินสยาม

จะมีที่ไหนจะอวดถึงเกียรติยศของแผ่นดินไปได้เท่ากับ พระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว  ที่ห้องนี้ก็เลยจำลองบริเวณพระบรมมหาราชวังทั้งหมดมาให้ชมกัน แล้วยังฉายวิดีทัศน์ประกอบให้ความรู้ว่า อาณาเขตของพระบรมมหาราชวังจะประกอบไปด้วยชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน

 

 


 

 

ที่นี่เราจะมองเห็นอาณาบริเวณทั้งหมดของพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว

 

 


 

 

เหมือนจริงมาก

 

 


 

 

อาคารยอดปราสาทอย่างที่เห็น เป็นประเพณีแต่โบราณมาแล้วว่าจะสร้างได้เฉพาะในพระราชวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

 

 


 

 

ซุ้มประตูหน้าต่างสวยงามที่ถอดแบบมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

 

 


 

 

ความที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบอ่านป้ายข้อมูล  ที่นี่เขาก็เลยมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่แต่ละห้องจัดแสดง คอยอธิบาย คอยชี้ชวนให้ชมโน้นนี่ รวมทั้งตอบคำถามข้อสงสัย  อย่างใครเคยได้ยินกว่าเขามีพิธียกช่อฟ้า ก็ลองถามดูได้เลยว่า ช่อฟ้า คือส่วนไหนกัน

ถ้าใครพาเพื่อนต่างชาติมา นอกจากป้ายข้อมูลที่มีเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วย เขายังจัดเจ้าหน้าที่ที่คล่องภาษามาเดินตามบรรยายให้  หรือจะใช้บริการเครื่องแปลภาษาที่มีให้ยืมใช้กันได้ฟรีด้วย

 

 


 

 

มาต่อกันที่ส่วนของวัดพระแก้ว

 

 


 

 

เขามีเล่าถึงประวัติพระแก้วมรกต

 

 


 

 

แล้วยังโชว์องค์พระแก้วมรกตจำลองในเครื่องทรงแต่ละฤดู ที่จะหมุนเวียนขึ้นมาให้ชมครบทั้ง 3 ฤดู

 

 


 

 

ปกติไปชมพระบรมมหาราชวังของจริง จะเข้าได้เฉพาะส่วนของชั้นนอกกับชั้นกลาง  แต่ที่นี่เขาเปิดโอกาสให้ได้เข้าไปยลบรรยากาศในเขตชั้นในกันด้วย

ด้วยการจำลองประตูสนามราชกิจมาให้เราได้ลองลอดผ่านเข้าไป

อ้อ ระวังธรณีประตูกันด้วย  ชาววังเขาถือว่าตามธรณีประตูวังมีเทวดาสถิตย์อยู่ เพราะงั้นระวังอย่าเหยียบเข้าเชียว

 

 


 

 

เขตพระราชฐานชั้นในจะไม่ให้ผู้ชายเข้าไป เพราะงั้นแม้แต่คนที่ทำหน้าที่ รปภ. ก็ยังใช้ผู้หญิงที่มีชื่อเรียกว่า "โขลน"

 

 


 

 

ได้โอกาสเข้ามาแล้ว ไปแอบดูสาวชาววังซ้อมรำกันดีกว่า

 

 


 

 

สมัยโบราณเขาจะนิยมส่งลูกหลานผู้หญิงเข้าไปถวายตัวรับใช้เจ้านายผู้หญิงในวัง  เพราะจะได้รับการอบรมสั่งสอนกิริยามารยาทและงานฝีมืออย่างชาววัง

จะว่าไปก็เหมือนได้ส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนประจำ  เพราะในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว  ยิ่งโรงเรียนสำหรับผู้หญิงแล้วก็เพิ่งจะมามีในสมัยรัชกาลที่ 5 นี่เอง

 

 


 

 

ห้องถัดไปน่าสนุกมาก  เริ่มด้วยการฉายการละเล่นสารพัดรูปแบบผ่านจอ 360 องศารอบตัว

 

 


 

 

ห้องนี้ชื่อ เรืองนามมหรสพศิลป์ เป็นเรื่องราวระบำ รำ เต้น ที่กลายมาเป็นมหรสพประจำชาติไทย

 

 


 

 

หนังใหญ่ มหรสพชั้นสูงที่เป็นการแสดงที่รวมงานศิลปะหลากหลายแขนงไว้ด้วยกัน  แล้วยังมีหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว

 

 


 

 

ว่ากันว่าหนังใหญ่เป็นต้นกำเนิดของมหรสพอีกชนิดที่เรียกว่า โขน

ถ้าใครอยากพาแขกต่างชาติไปชมการแสดงของจริงกัน  เขามีจัดแสดงเป็นประจำทุกวันศุกร์และวันเสาร์อยู่ที่ ศาลาเฉลิมกรุง รายละเอียดลองคลิกไปดูที่ www.salachalermkrung.com

 

 


 

 

หัวโขนไหนเป็นตัวละครอะไรเขามีป้ายบอกเอาไว้  ถ้าดูแล้วจำได้ว่าใครเป็นใครก็จะช่วยให้เราสนุกกับการดูโขนได้มากขึ้น

อย่างถ้าเห็นหัวโขนสีเขียวก็บอกได้เลยว่าคือ พระราม เพราะพระรามจะมีกายสีเขียว  ส่วนพระลักษณ์ที่เป็นน้องต่างแม่ของพระรามที่ขอตามมาอยู่ป่าด้วยกันจะมีกายสีเหลือง

ส่วนพญาลิงสีแดง ก็คือ สุครีพ ที่เป็นทหารเอกคนสำคัญของพระราม แกได้สีนี้เป็นสัญลักษณ์ก็เพราะความที่เป็นลูกของพระอาทิตย์

แล้วยักษ์ที่แตกแถวย้ายข้างมาอยู่ฝั่งเดียวกับพระรามแบบนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พิเภก

 

 


 

 

เคยสงสัยไหมว่ากว่าจะออกมาเล่นโขนกันได้  เขาต้องนุ่งผ้าแต่งตัวกันขนาดไหน

 

 


 

 

มีหุ่นกระบอกให้ลองเชิดเล่นกันด้วย

 

 


 

 

ฝีมือการเชิดจะมีถ่ายทอดออกมาอวดฝีมือให้คนชมกันข้าง ๆ

 

 


 

 

ในเกาะรัตนโกสินทร์นอกจากวัดวังที่น่าสนใจแล้ว ยังมีย่านชุมชนเก่าแก่หลายต่อหลายแห่ง ที่แน่นอนว่าจะต้องมีที่เที่ยวแหล่งกินของแต่ละย่าน

เดี๋ยวเดินผ่านหน้าเรือนแถวเก่าแก่ที่ถูกจำลองขึ้น แล้วเข้าไปชมกันได้ที่ห้อง เยี่ยมยลถิ่นกรุง ว่ามีที่เที่ยวที่กินที่ไหนบ้างให้ไปต่อหลังจากชมที่นี่เสร็จแล้ว

 

 


 

 

ก่อนเข้าไปชมเจ้าหน้าที่จะชวนให้ถ่ายรูป  อย่าอิดออดขัดเขินให้รีบรี่เข้าไปถ่ายเลยเชียว แต่ถ่ายแล้วจะเป็นยังไงต่อขอเก็บเป็นเซอร์ไพร์สให้ไปลองกันเอง แต่รับรองว่าต้องประทับใจแน่ ๆ

 

 


 

 

ชมกันไป 5 ห้องจาก 7 ห้องนิทรรศการที่จัดแสดงอยู่ตอนนี้แล้ว  ลงไปต่อที่ชั้น 2 ที่จะเป็นห้อง ลือระบิลพระราชพิธี

 

 


 

 

ภาพพระราชพิธี 12 เดือน ที่ถ่ายมาจากจิตรกรรมฝาผนังที่วัดราชประดิษฐ์ที่วาดไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5

แล้วอยากรู้ว่าแต่ละเดือนจะมีพระราชพิธีอะไรบ้าง  ก็ไปจิ้มหน้าจอตรงนั้นดูได้ เขาทำภาพจิตรกรรมนิ่ง ๆ มาปลุกให้เคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาน่าสนุกเลยเชียว

 

 


 

 

สำหรับเมืองอู่ข้าวอู่น้ำอย่างบ้านเรา พระราชพิธีที่สำคัญมาก ๆ เห็นจะเป็น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่จัดขึ้นให้เป็นขวัญเป็นกำลังใจให้กับเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ

และที่ทำให้ชาวนาปลื้มใจไปยิ่งกว่านั้นก็คือ เมล็ดพันธ์ข้าวที่นำมาใช้โปรยหว่านในพระราชพิธีนี้ถูกปลูกขึ้นจากแปลงนาในพระตำหนักจิตรลดาฯ ของพระเจ้าอยู่หัว

 

 


 

 

ที่ชอบมากคือฉากหลังที่ใช้ฉายภาพงานพระราชพิธี เข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วจะเห็นว่าเป็นเมล็ดข้าวเรียงกันเต็มไปหมด  เหมือนจะสื่อให้เห็นว่าบ้านเราช่างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหารเสียจริง ๆ

 

 


 

 

พระราชพิธีนี้จะปิดท้ายด้วยการเสี่ยงทายพระโคว่าจากกระยาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มี  พระโคจะเลือกกินอะไร  แล้วสิ่งที่พระโคกินก็จะมีคำทำนายต่าง ๆ กันไป  อย่างถ้าพระโคกินถั่วก็ทำนายว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี

ดูท่ากลับบ้านไปทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลกินบ้างก็ไม่เลวเหมือนกัน

 

 


 

 

เล่ากันว่าสมัยก่อนคนไทยไปอยู่เมืองนอกก็มักจะถูกฝรั่งถามว่า คนไทยยังขี่ช้างไปทำงานกันอยู่หรือเปล่า ทำนองจะเป็น Frequent Asked Question ประจำชาติ

อาจเป็นเพราะ ช้าง เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญและผูกพันกันวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่สมัยโบราณ  อย่างที่่ถือกันว่าพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการก็จะมีช้างเผือกมาสู่พระบารมี  และแม้ครั้งหนึ่งรูปช้างบนผืนผ้าแดงก็เคยใช้เป็นธงชาติไทยมาในยุคหนึ่ง

 

 


 

 

ภาพแบบนี้คนไทยคงเห็นจนคุ้นเคยดี สำหรับการออกไปทรงงานช่วยเหลือพสกนิกรไปทั่วประเทศ  แต่พาเพื่อนต่างชาติมาดูเขาจะได้รู้ว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวงเหลือเกิน

ก็เพราะในหลวงของเราท่านทรงงานอย่างหนักมาตลอด เพื่อจะให้พสกนิกรของพระองค์อยู่ดีกินดีและีมีความสุข

 

 


 

 

ก่อนจะพาใครไปชมเรือสุพรรณหงส์ที่โรงเรือพระราชพิธีที่อยู่ตรงคลองบางกอกน้อย  ที่นี่มีตัวอย่างเรือลอยลำมาให้ชมพร้อมฉากหลังที่เป็นพระบรมมหาราชวังอย่างสวยงาม

ส่วนจอที่อยู่สองข้างยังจับภาพความงดงามของเรือแต่ละลำมาเน้นให้ดูกันด้วย

 

 


 

 

แล้วก็มาถึงห้อง สง่าศรีสถาปัตยกรรม ที่ต้อนรับกันด้วยลายเส้นของสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของกรุงรัตนโกสินทร์

 

 


 

 

และจากรูปแบบตำหนักในวังที่เป็นเรือนไม้ฝาปะกน

 

 


 

 

รูปแบบของวังก็เปลี่ยนกลายมามีศิลปะแบบตะวันตกเข้ามาผสมผสาน  ทั้งวิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเหมือนกัน  อย่างการนั่งกับพื้นก็ย้ายมานั่งเก้าอี้แบบฝรั่ง

 

 


 

 

เดินมาถึงตรงนี้เหมือนมาอยู่แถวลานวัดที่ไหนสักแห่ง

 

 


 

 

สร้างให้คล้ายกับพระระเบียงในวัด

 

 


 

 

เพื่อจะบอกเล่าถึงลักษณะเด่นของวัดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละรัชสมัย

 

 


 

 

อีกด้านแสดงถึงรูปแบบของบ้านเรือนไทย

 

 


 

 

แถมท้ายด้วยสภาพบ้านเมืองของแต่ละยุค ใครอยากดูบ้านเมืองยุคที่ยังใช้เรือพายกันเป็นหลักก็มาตรงนี้  หรือจะเลือกแบบรถม้า รถยนต์ ก็มีให้ลอง

ขมมาถึงตรงนี้ก็จะครบ 7 ห้องจัดแสดงในส่วนแรกหรือเส้นทางที่ 1 เรียบร้อยแล้ว

 

 


 

 

เดี๋ยวไปต่อกันที่เส้นทางที่ 2

 

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.