| นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ |
|
หน้า 1 จาก 3
โดยเฉพาะใครที่ต้องพาเพื่อนต่างชาติไปเที่ยววัดชมวังในย่านเกาะรัตนโกสินทร์ ไม่ควรพลาดโปรแกรมมาที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์แห่งนี้กันด้วย
ที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เขามีสโลแกนว่า Experience the best of Rattanakosin in a day แปลเป็นไทยได้ว่า "คุณค่าแห่งยุคสมัย สัมผัสได้ในหนึ่งวัน" แวะมาเที่ยวที่นี่กันได้ไม่ยาก อยู่ริมถนนราชดำเนินกลางติดกันกับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ หรือที่หลายคนจะคุ้นเคยเรียกพิกัดนี้กันว่าเฉลิมไทยเก่า ตรงนั้นอยู่ในตำแหน่งที่เท่ากับเป็นปากประตูสู่เกาะรัตนโกสินทร์ก็ว่าได้ เจ้าของที่นี่ก็คือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่กำลังมีโครงการปรับปรุงอาคารสองฝั่งถนนราชดำเนินในย่านนี้ แล้วก็เริ่มด้วยการทำศูนย์เรียนรู้ดี ๆ อย่าง นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ที่เริ่มเปิดให้บริการกันไปเมื่อเดือนมีนาคม 53 นี่เอง
เข้ามาชมกันที่นี่มีค่าเข้าชม 100 บาท ราคาเท่ากันทั้งคนไทยคนต่างชาติ บางคนอาจจะบ่นว่าค่าเข้าชมแพงจัง ก็ต้องเล่าว่าที่นี่ลงทุนกันเป็นหลักร้อยล้านบาท เรียกว่างานนี้เก็บค่าเข้าชมก็เพียงแค่ให้มีรายได้เข้ามาชดเชยค่าใช้จ่ายบ้าง ไม่ได้คิดไปถึงจะให้คืนทุนที่ลงไป ข่าวดีคือเขาให้เข้าชมฟรีกันสำหรับคนหลายกลุ่มเลย เริ่มตั้งแต่เด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. (วัดได้จากเคาน์เตอร์ขายบัตรเข้าชมได้เลย) แต่ถ้าโตกว่านั้นจะโชว์บัตรประจำตัวนักเรียน นักศึกษา (ไม่เกิน ป.ตรี) หรือแต่งเครื่องแบบมาก็ได้ เลยจากนั้นไปก็ข้ามไปกลุ่มผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป แล้วก็เป็นผู้พิการ พระภิกษุหรือนักบวชในศาสนาอื่น ทั้งหมดนี้สามารถเข้าชมได้ฟรีไม่ต้องเสียสตางค์ ส่วนเส้นทางเดินชมเขาจะแบ่งออกเป็น 2 เส้นทาง เส้นทางที่ 1 ก็คือ ห้องจัดแสดง 1-7 ส่วนนี้หลังจากห้องแรก ๆ แล้วห้องต่อไปก็เดินชมไปตามอัธยาศัยได้ ปกติก็ใช้เวลาชมประมาณ 2 ชม. หรือถ้าเดินชมผ่าน ๆ อาจจะเร็วกว่านั้นได้ ส่วนเส้นทางที่ 2 คือห้องจัดแสดง 8 และ 9 ที่เพิ่งเปิดเพิ่มเมื่อปลายเดือน มิ.ย. 54 นี้ แต่การชมจะต้องไปเป็นกลุ่มด้วยกันตลอด แล้วก็จะใช้เวลาชมรวมกัน 2 ชม. พอดิบพอดี ตอนมาซื้อบัตรเขาชม เขาจะถามว่าจะชมในเส้นทางไหน ใครเคยมาแล้วจะเลือกเดินเฉพาะเส้นทาง 2 ที่เพิ่งเปิดเพิ่มก็ได้ หรือจะเลือกเดินทั้ง 2 เส้นทางไปในคราวเดียวกันก็เสีย 100 บาทเท่ากัน แต่ต้องเผื่อเวลาไว้เยอะ ๆ เลยไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง
ซื้อบัตรแล้วใช่ว่าจะลุยกันได้เลย ที่นี่จะจัดให้เข้าชมกันเป็นรอบ รอบละไม่เกิน 23 คน แล้วก็มีรอบออกกันทุก 20 นาที ระหว่างรออาจะแวะไปที่ห้องสมุดหรือชมนิทรรศการหมุนเวียนได้ เอาล่ะ มาเดินชมในเส้นทางที่ 1 ด้วยกันก่อนเลย เริ่มต้นด้วยการเดินผ่านโถงแสดงเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์
ใครสนใจแต่อ่านไม่ทัน ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยย้อนกลับมาอ่านกันใหม่ทีหลังได้
นิทรรศการที่นี่จะแบ่งเป็นห้อง ๆ อย่างที่เล่ากันไปว่าตอนนี้เปิดให้ชมกันแล้ว 7 ห้อง ห้องแรกคือ รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์ ที่จัดเหมือนเป็นห้องฉายหนังเล็ก ๆ
ระหว่างรอรอบก่อนหน้า เจ้าหน้าที่จะชวนให้มารอกันในห้อง ดื่มด่ำย่านชุมชน
ห้องนี้จะมืดสักนิด เพราะเขาจัดให้เป็นจอฉายบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนเก่าแก่ให้ได้ชมกัน จะได้มารู้กันว่าที่เรียกว่า บ้านดินสอ นั้นไม่ใช่ย่านขายเครื่องเขียนแบบ B2S สมัยนี้ แต่เป็นย่านที่ทำ "ดินสอพอง" ขายกัน หรืออย่างบ้านดอกไม้ ใครที่นึกไปถึงตลาดดอกไม้สวย ๆ แบบเดียวกับที่ปากคลองตลาด ก็ต้องบอกว่าย่านนี้เขาขาย "ดอกไม้ไฟ" กันต่างหาก
ได้เวลาเจ้าหน้าที่ก็จะมาพามาที่ห้องรัตนโกสินทร์เรืองโรจน์ มาชมสื่อผสม 4 มิติ ส่วนจะ 4 มิติยังไงต้องอุบไว้ก่อน งานนี้้ต้องให้ไปลองสัมผัสกันดูเอง ส่วนเรื่องราวก็จะเล่าถึงการเปลี่ยนผ่านจากยุคธนบุรีมาสู่ยุครัตนโกสินทร์หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์
"ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี" พระราชนิพนธ์เรื่อง นิราศท่าดินแดง ของรัชกาลที่ 1 คราวที่นำทัพออกไปรบกับพม่าที่กาญจนบุรี
รัชกาลที่ 1 ขึ้นครองราชย์เมื่อ 6 เม.ย. 2325 ถัดจากนั้นอีกแค่ 2 อาทิตย์คือ วันที่ 21 เม.ย. 2325 ก็มีพิธีตั้งเสาหลักเมืองบนอีกฝั่งแม่น้ำตรงข้ามกับกรุงธนบุรีเดิม
ถัดมาเป็นห้อง เกียรติยศแผ่นดินสยาม จะมีที่ไหนจะอวดถึงเกียรติยศของแผ่นดินไปได้เท่ากับ พระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว ที่ห้องนี้ก็เลยจำลองบริเวณพระบรมมหาราชวังทั้งหมดมาให้ชมกัน แล้วยังฉายวิดีทัศน์ประกอบให้ความรู้ว่า อาณาเขตของพระบรมมหาราชวังจะประกอบไปด้วยชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน
ที่นี่เราจะมองเห็นอาณาบริเวณทั้งหมดของพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว
เหมือนจริงมาก
อาคารยอดปราสาทอย่างที่เห็น เป็นประเพณีแต่โบราณมาแล้วว่าจะสร้างได้เฉพาะในพระราชวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์เท่านั้น
ซุ้มประตูหน้าต่างสวยงามที่ถอดแบบมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ความที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบอ่านป้ายข้อมูล ที่นี่เขาก็เลยมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่แต่ละห้องจัดแสดง คอยอธิบาย คอยชี้ชวนให้ชมโน้นนี่ รวมทั้งตอบคำถามข้อสงสัย อย่างใครเคยได้ยินกว่าเขามีพิธียกช่อฟ้า ก็ลองถามดูได้เลยว่า ช่อฟ้า คือส่วนไหนกัน ถ้าใครพาเพื่อนต่างชาติมา นอกจากป้ายข้อมูลที่มีเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วย เขายังจัดเจ้าหน้าที่ที่คล่องภาษามาเดินตามบรรยายให้ หรือจะใช้บริการเครื่องแปลภาษาที่มีให้ยืมใช้กันได้ฟรีด้วย
มาต่อกันที่ส่วนของวัดพระแก้ว
เขามีเล่าถึงประวัติพระแก้วมรกต
แล้วยังโชว์องค์พระแก้วมรกตจำลองในเครื่องทรงแต่ละฤดู ที่จะหมุนเวียนขึ้นมาให้ชมครบทั้ง 3 ฤดู
ปกติไปชมพระบรมมหาราชวังของจริง จะเข้าได้เฉพาะส่วนของชั้นนอกกับชั้นกลาง แต่ที่นี่เขาเปิดโอกาสให้ได้เข้าไปยลบรรยากาศในเขตชั้นในกันด้วย ด้วยการจำลองประตูสนามราชกิจมาให้เราได้ลองลอดผ่านเข้าไป อ้อ ระวังธรณีประตูกันด้วย ชาววังเขาถือว่าตามธรณีประตูวังมีเทวดาสถิตย์อยู่ เพราะงั้นระวังอย่าเหยียบเข้าเชียว
เขตพระราชฐานชั้นในจะไม่ให้ผู้ชายเข้าไป เพราะงั้นแม้แต่คนที่ทำหน้าที่ รปภ. ก็ยังใช้ผู้หญิงที่มีชื่อเรียกว่า "โขลน"
ได้โอกาสเข้ามาแล้ว ไปแอบดูสาวชาววังซ้อมรำกันดีกว่า
สมัยโบราณเขาจะนิยมส่งลูกหลานผู้หญิงเข้าไปถวายตัวรับใช้เจ้านายผู้หญิงในวัง เพราะจะได้รับการอบรมสั่งสอนกิริยามารยาทและงานฝีมืออย่างชาววัง จะว่าไปก็เหมือนได้ส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนประจำ เพราะในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว ยิ่งโรงเรียนสำหรับผู้หญิงแล้วก็เพิ่งจะมามีในสมัยรัชกาลที่ 5 นี่เอง
ห้องถัดไปน่าสนุกมาก เริ่มด้วยการฉายการละเล่นสารพัดรูปแบบผ่านจอ 360 องศารอบตัว
ห้องนี้ชื่อ เรืองนามมหรสพศิลป์ เป็นเรื่องราวระบำ รำ เต้น ที่กลายมาเป็นมหรสพประจำชาติไทย
หนังใหญ่ มหรสพชั้นสูงที่เป็นการแสดงที่รวมงานศิลปะหลากหลายแขนงไว้ด้วยกัน แล้วยังมีหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว
ว่ากันว่าหนังใหญ่เป็นต้นกำเนิดของมหรสพอีกชนิดที่เรียกว่า โขน ถ้าใครอยากพาแขกต่างชาติไปชมการแสดงของจริงกัน เขามีจัดแสดงเป็นประจำทุกวันศุกร์และวันเสาร์อยู่ที่ ศาลาเฉลิมกรุง รายละเอียดลองคลิกไปดูที่ www.salachalermkrung.com
หัวโขนไหนเป็นตัวละครอะไรเขามีป้ายบอกเอาไว้ ถ้าดูแล้วจำได้ว่าใครเป็นใครก็จะช่วยให้เราสนุกกับการดูโขนได้มากขึ้น อย่างถ้าเห็นหัวโขนสีเขียวก็บอกได้เลยว่าคือ พระราม เพราะพระรามจะมีกายสีเขียว ส่วนพระลักษณ์ที่เป็นน้องต่างแม่ของพระรามที่ขอตามมาอยู่ป่าด้วยกันจะมีกายสีเหลือง ส่วนพญาลิงสีแดง ก็คือ สุครีพ ที่เป็นทหารเอกคนสำคัญของพระราม แกได้สีนี้เป็นสัญลักษณ์ก็เพราะความที่เป็นลูกของพระอาทิตย์ แล้วยักษ์ที่แตกแถวย้ายข้างมาอยู่ฝั่งเดียวกับพระรามแบบนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พิเภก
เคยสงสัยไหมว่ากว่าจะออกมาเล่นโขนกันได้ เขาต้องนุ่งผ้าแต่งตัวกันขนาดไหน
มีหุ่นกระบอกให้ลองเชิดเล่นกันด้วย
ฝีมือการเชิดจะมีถ่ายทอดออกมาอวดฝีมือให้คนชมกันข้าง ๆ
ในเกาะรัตนโกสินทร์นอกจากวัดวังที่น่าสนใจแล้ว ยังมีย่านชุมชนเก่าแก่หลายต่อหลายแห่ง ที่แน่นอนว่าจะต้องมีที่เที่ยวแหล่งกินของแต่ละย่าน เดี๋ยวเดินผ่านหน้าเรือนแถวเก่าแก่ที่ถูกจำลองขึ้น แล้วเข้าไปชมกันได้ที่ห้อง เยี่ยมยลถิ่นกรุง ว่ามีที่เที่ยวที่กินที่ไหนบ้างให้ไปต่อหลังจากชมที่นี่เสร็จแล้ว
ก่อนเข้าไปชมเจ้าหน้าที่จะชวนให้ถ่ายรูป อย่าอิดออดขัดเขินให้รีบรี่เข้าไปถ่ายเลยเชียว แต่ถ่ายแล้วจะเป็นยังไงต่อขอเก็บเป็นเซอร์ไพร์สให้ไปลองกันเอง แต่รับรองว่าต้องประทับใจแน่ ๆ
ชมกันไป 5 ห้องจาก 7 ห้องนิทรรศการที่จัดแสดงอยู่ตอนนี้แล้ว ลงไปต่อที่ชั้น 2 ที่จะเป็นห้อง ลือระบิลพระราชพิธี
ภาพพระราชพิธี 12 เดือน ที่ถ่ายมาจากจิตรกรรมฝาผนังที่วัดราชประดิษฐ์ที่วาดไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วอยากรู้ว่าแต่ละเดือนจะมีพระราชพิธีอะไรบ้าง ก็ไปจิ้มหน้าจอตรงนั้นดูได้ เขาทำภาพจิตรกรรมนิ่ง ๆ มาปลุกให้เคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาน่าสนุกเลยเชียว
สำหรับเมืองอู่ข้าวอู่น้ำอย่างบ้านเรา พระราชพิธีที่สำคัญมาก ๆ เห็นจะเป็น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่จัดขึ้นให้เป็นขวัญเป็นกำลังใจให้กับเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ และที่ทำให้ชาวนาปลื้มใจไปยิ่งกว่านั้นก็คือ เมล็ดพันธ์ข้าวที่นำมาใช้โปรยหว่านในพระราชพิธีนี้ถูกปลูกขึ้นจากแปลงนาในพระตำหนักจิตรลดาฯ ของพระเจ้าอยู่หัว
ที่ชอบมากคือฉากหลังที่ใช้ฉายภาพงานพระราชพิธี เข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วจะเห็นว่าเป็นเมล็ดข้าวเรียงกันเต็มไปหมด เหมือนจะสื่อให้เห็นว่าบ้านเราช่างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหารเสียจริง ๆ
พระราชพิธีนี้จะปิดท้ายด้วยการเสี่ยงทายพระโคว่าจากกระยาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มี พระโคจะเลือกกินอะไร แล้วสิ่งที่พระโคกินก็จะมีคำทำนายต่าง ๆ กันไป อย่างถ้าพระโคกินถั่วก็ทำนายว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี ดูท่ากลับบ้านไปทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลกินบ้างก็ไม่เลวเหมือนกัน
เล่ากันว่าสมัยก่อนคนไทยไปอยู่เมืองนอกก็มักจะถูกฝรั่งถามว่า คนไทยยังขี่ช้างไปทำงานกันอยู่หรือเปล่า ทำนองจะเป็น Frequent Asked Question ประจำชาติ อาจเป็นเพราะ ช้าง เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญและผูกพันกันวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่สมัยโบราณ อย่างที่่ถือกันว่าพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการก็จะมีช้างเผือกมาสู่พระบารมี และแม้ครั้งหนึ่งรูปช้างบนผืนผ้าแดงก็เคยใช้เป็นธงชาติไทยมาในยุคหนึ่ง
ภาพแบบนี้คนไทยคงเห็นจนคุ้นเคยดี สำหรับการออกไปทรงงานช่วยเหลือพสกนิกรไปทั่วประเทศ แต่พาเพื่อนต่างชาติมาดูเขาจะได้รู้ว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวงเหลือเกิน ก็เพราะในหลวงของเราท่านทรงงานอย่างหนักมาตลอด เพื่อจะให้พสกนิกรของพระองค์อยู่ดีกินดีและีมีความสุข
ก่อนจะพาใครไปชมเรือสุพรรณหงส์ที่โรงเรือพระราชพิธีที่อยู่ตรงคลองบางกอกน้อย ที่นี่มีตัวอย่างเรือลอยลำมาให้ชมพร้อมฉากหลังที่เป็นพระบรมมหาราชวังอย่างสวยงาม ส่วนจอที่อยู่สองข้างยังจับภาพความงดงามของเรือแต่ละลำมาเน้นให้ดูกันด้วย
แล้วก็มาถึงห้อง สง่าศรีสถาปัตยกรรม ที่ต้อนรับกันด้วยลายเส้นของสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของกรุงรัตนโกสินทร์
และจากรูปแบบตำหนักในวังที่เป็นเรือนไม้ฝาปะกน
รูปแบบของวังก็เปลี่ยนกลายมามีศิลปะแบบตะวันตกเข้ามาผสมผสาน ทั้งวิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเหมือนกัน อย่างการนั่งกับพื้นก็ย้ายมานั่งเก้าอี้แบบฝรั่ง
เดินมาถึงตรงนี้เหมือนมาอยู่แถวลานวัดที่ไหนสักแห่ง
สร้างให้คล้ายกับพระระเบียงในวัด
เพื่อจะบอกเล่าถึงลักษณะเด่นของวัดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละรัชสมัย
อีกด้านแสดงถึงรูปแบบของบ้านเรือนไทย
แถมท้ายด้วยสภาพบ้านเมืองของแต่ละยุค ใครอยากดูบ้านเมืองยุคที่ยังใช้เรือพายกันเป็นหลักก็มาตรงนี้ หรือจะเลือกแบบรถม้า รถยนต์ ก็มีให้ลอง ขมมาถึงตรงนี้ก็จะครบ 7 ห้องจัดแสดงในส่วนแรกหรือเส้นทางที่ 1 เรียบร้อยแล้ว
เดี๋ยวไปต่อกันที่เส้นทางที่ 2
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.