| ชมงานศิลป์ ถิ่นราชบุรี |
|
หน้า 3 จาก 3
อีกแห่งที่น่าแวะชมในย่านนี้คือ วัดคงคาราม ให้วิ่งรถย้อนกลับทางเดิน มาข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง แต่ไม่ต้องข้ามทางรถไฟ พอลงสะพานปุ๊บให้เลี้ยวซ้ายวิ่งเลียบทางรถไฟไปราว 1.4 กม. ก็จะเจอวัดคงคารามอยู่ทางซ้ายมือ
เข้ามาที่อุโบสถของวัดที่อยู่ด้านหน้าริมถนนกันก่อนเลย เห็นเจดีย์ทรงมอญอย่างนี้ ที่นี่เป็นวัดมอญแน่ ๆ เดิมวัดนี้มีชื่อเป็นภาษามอญเรียกว่า "เภี้ยโต้" ซึ่งแปลว่า "วัดกลาง" เพราะเป็นวัดที่ชาวมอญที่เข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภารในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาร่วมกันสร้างขึ้น ภายใต้การนำของเจ้าเมืองมอญ 7 คนด้วยกัน สำหรับจะใช้เป็นศูนย์กลางของชาวมอญ ที่มาอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่แถบริมแม่น้ำแม่กลองนี้
ที่นี่มีงานจิตรกรรมฝาผนังงาม ๆ ให้มาชมกัน
จิตรกรรมที่วัดนี้เชื่อว่าวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ลงมา เพราะดูจากลักษณะของบ้านเรือนที่วาดไว้ บางส่วนมีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมจีนที่เป็นแนวพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 หรืออีกทีก็อาจจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เป็นได้ เพราะตามประวัติบอกว่าวัดนี้มารุ่งเรืองที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะได้รับการอุดหนุนจากเจ้าจอมมารดากลิ่น ในรัชกาลที่ 4 ซึ่งท่านเป็นชาวมอญ พูดถึงเจ้าจอมมารดากลิ่น ฟังชื่อแล้วก็คงไม่คุ้นไม่รู้จัก แต่ถ้าใครเคยได้ชิมข้าวแช่ที่เมืองเพชรบุรี ต้องบอกว่าสูตรของเมืองเพชรนี้มาจากเจ้าจอมมารดากลิ่นนี่เอง เจ้าจอมมารดากลิ่นมีฝีมือในการปรุงข้าวแช่มาก สูตรการทำข้าวแช่อร่อย ๆ นี้มาเผยแพร่จากห้องเครื่องไปถึงคนเมืองเพชรได้ก็เพราะเจ้าจอมฯ ตามเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 4 มาที่เขาวัง เพชรบุรีนี่เอง
ภาพจิตรกรรมที่นี่ก็มีแบบแผนตามพิมพ์นิยมทั่วไป คือ ผนังด้านหลังพระประธานจะวาดเป็นเขาพระสุเมรุ ที่เชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และมีดวงอาทิตย์กับพระจันทร์ (อย่างที่เห็น) โคจรรอบอยู่ บนยอดเขาพระสุเมรุจะเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีพระอินทร์ เป็นตั้วเฮียทำหน้าที่ปกครองสวรรค์ชั้นนี้อยู่
ส่วนในรูปก็จะเป็นวิมานของเหล่าเทวดา
ส่วนผนังฝั่งตรงข้ามที่พระประธานหันพระพักตร์ไป ก็จะนิยมวาดเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าผจญมาร จะเห็นว่ามีกองทัพมารมากมายมาผจญ ตอนนี้ล่ะที่พระพุทธเจ้าอ้างเอาพระแม่ธรณีเป็นพยาน ถึงการบำเพ็ญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน อย่างที่สมควรที่จะบรรลุโพธิญาณได้ พระแม่ธรณีก็เลยโผล่มาเป็นพยาน แล้วก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ให้การยืนยันบุญบารมีของพระพุทธเจ้าด้วยการสยายมวยผม ปล่อยน้ำที่พระพุทธเจ้าสมัยที่ยังบำเพ็ญสั่งสมบารมี ได้เคยกรวดน้ำเอาไว้ที่มีมากมายเหลือคณานับ ออกมาท่วมทัพมารไปจนหมด
มาดูผนังด้านข้างกันบ้าง
ด้านบนสุดเป็นภาพพระพุทธเจ้าในอดีตจำนวนมากมาย สะท้อนแนวความเชื่อว่าในอดีตนั้นได้เคยมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วนับไม่ถ้วน อย่างในภัทรกัปป์ที่เราอยู่นี้ จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น 5 พระองค์ด้วยกัน พระพุทธเจ้าของเราเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 ส่วนองค์ถัดไปก็คือพระศรีอาริยเมตไตรย ส่วนคำว่า "กัปป์" จะหมายถึงการที่โลกจักรวาลเกิดมีขึ้นและดับลงไปครั้งหนึ่ง
ต่ำลงมาจะเป็นภาพพุทธประวัติ อย่างตรงนี้เป็นตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะตัดใจละทิ้งลูกเมียออกบวช
ปัญจวัจคีย์ที่อยู่คอยปรนนิบัติ หนึ่งในนั้นคือ โกทัญญะ ที่ได้เคยทำนายเจ้าชายสิทธัตถะว่าจะออกบวชและได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ในขณะที่พราหมรณ์คนอื่นทำนายเป็นสองแนว ว่าถ้าเป็นกษัตริย์ก็จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์หรือถ้าออกบวชก็จะเป็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก
ถ้าเป็นภาพพระพุทธเจ้าตอนที่ตรัสรู้แล้ว สังเกตว่าช่างจะวาดให้มีเปลวรัศมีอยู่เหนือพระเศียร เป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ถึงผู้ที่หลุดพ้นแล้ว อย่างที่เราจะพบเห็นเปลวรัศมีอย่างนี้บนพระพุทธรูปอีกเหมือนกัน ภาพนี้เรายังเห็นพระนางพิมพาสยายผมออกมาเช็ดพระบาทพระพุทธเจ้า เป็นธรรมเนียมการแสดงความเคารพอย่างสูงของผู้หญิงในสมัยโบาณ
ถัดลงมาจะเป็นภาพเรื่องทศชาติ หรือการบำเพ็ญบารมีที่สำคัญในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าสิบชาติด้วยกัน นอกจากเรื่องพระเวสสันดรที่ใคร ๆ ก็รู้จักแล้ว พระชาติที่เป็น พระมหาชนก ที่ไปเรือแตกอยู่กลางทะเลดูจะเป็นพระชาติที่คนไทยเรารู้จักกันดีที่สุดอีกพระชาติหนึ่ง ในพระชาตินี้เป็นเรื่องของการบำเพ็ญวิริยะบารมี ที่ แม้จะมองไม่เห็นฝั่งแต่พระมหาชนกก็เพียรว่ายอยู่กลางทะเลอย่างไม่ย่อท้อ ถึงบางคนจะคิดว่าในที่สุดก็มีนางมณีเมขลามาช่วยนี่นา แต่ก่อนที่จะช่วย นางมณีเมขลาก็มีคำถามลองใจเหมือนกัน ว่าจะว่ายไปทำไม มหาสมุทรออกกว้างใหญ่ ทำไปก็ตายเปล่าหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ฟังคำถามแล้วก็คล้ายๆ นางร้ายในละครชอบพูดเหมือนกันเลย พระมหาชนกที่ว่ายน้ำมา 7 วันแล้วก็ยังอุตส่าห์มีแรงตอบว่า ถึงตายก็ตายอย่างที่ไม่มีใครมาติเตียนเอาทีหลังได้ แล้วยังย้ำเอาอีกว่า ถ้าไปคิดว่าทำไปแล้วก็ไร้ผล ชาตินี้ชีวิตก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จไปได้ แต่ถ้าเชื่อว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เนี่ยดีแล้วชอบแล้ว ก็ต้องพยายามให้เต็มที่ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เป็นอีกข้อคิดดี ๆ ที่ได้จากเรื่องทศชาติที่คนโบราณยกมาใช้อบรมสั่งสอนแล้วก็เตือนใจกัน
พระเตมีย์ใบ้ ก็เป็นอีกพระชาติหนึ่งที่คงคุ้นหูคนไทยที่มีอายุสักหน่อย ที่ทันช่วงที่ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ท่านเคยได้ฉายาว่าเป็น "เตมีย์ใบ้" ด้วยความที่ท่านเป็นคนพูดน้อย ที่จริงพระเตมีย์นี่ไม่ใช่แค่เป็นใบ้ไม่พูด แต่ยังหูหนวก และง่อยเปลี้ยเสียขาอีกด้วย เพียงแต่ว่า ไม่ได้เป็นจริงแต่แกล้งทำ ที่ต้องลงทุนแกล้งทำขนาดนี้เพราะพระเตมีย์ประสูติมาเป็นโอรสกษัตริย์ พออายุครบเดือนพระบิดาก็อุ้มมานั่งตักพลางว่าราชการไปด้วย
แล้วก็บังเอิญต้องมีคดีให้พระบิดาต้องตัดสินให้ลงโทษด้วยการประหารชีวิต แถมวิธีประหารสมัยนั้นยังดูโหดร้ายไม่เบา พระเตมีย์เห็นแล้วก็หดหู่ใจคิดว่าถ้าโตขึ้นก็คงต้องมาทำอย่างพระบิดา แล้วด้วยความที่เป็นพระโพธิสัตว์ด้วยกระมังก็เลยเกิดระลึกชาติได้ว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นพระราชาเหมือนกัน เพียงแค่ครองราชย์อยู่ 20 ปี แต่ผลก็คือต้องไปตกนรกนานถึง 84,000 ปี ทีนี้ก็เลยเศร้าหนักเลย ประมาณว่าเดี๋ยวคงต้องซวยกลับไปตกนรกอีกแน่ ๆ เลย ว่าแล้วก็มีเทพธิดาองค์หนึ่ง ว่ากันว่าเคยเป็นแม่ของพระโพธิสัตว์มาก่อนนี่ล่ะ แอบมากระซิบแนะนำว่า ให้พระเตมีย์ทำเป็น หูหนวก เป็นใบ้ ไม่พูดไม่จา ง่อยเปลี้ยเสียขาซะ เดี๋ยวคนก็จะเห็นว่าเป็นกาลกิณีบ้านเมือง แล้วก็เอาไปทิ้งเสียในป่าเองล่ะ
พระเตมีย์เห็นทางรอดอย่างนั้นก็ตกลง แต่หนทางไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ เพราะพระบิดาก็อุตสาหะหาวิธีมาทดสอบแล้วทดสอบอีกตั้งแต่เล็กจนโต แถมวิธีการก็โหดหินขึ้นเรื่อย ๆ ตอนแรกก็ยังดูดีเอาของเล่นมาล่อ เอาของอร่อยมาล่อ หนักเข้าก็เริ่มใช้วิธีข่มขู่ อย่างที่เห็นว่าเอางูมาขู่ให้กลัว เผื่อจะร้องโวยวายหรือลุกหนี จนแม้โตเป็นหนุ่มขึ้นมา ก็เลยหาสาวเอ๊าะเอ๊าะมายั่วให้หลงใหลก็ไม่สำเร็จ
ไม่ว่าจะทดสอบอะไรยังไง จะน่ากลัวหรือน่ายวนใจแค่ไหนก็ไม่หวั่นและไม่ไหวติง เรียกว่าใช้กระบวนท่าความสงบสยบความเคลื่อนไหว ด้วยเหตุที่พระเตมีย์กลัวภัยในนรกยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด จนพระบิดาหมดความอดทน สั่งให้เอาไปฝังเสียทั้งเป็นที่ป่าช้านอกเมือง ทีนี้ล่ะ ก็สมใจพระเตมีย์แล้ว พอเข้าไปในป่าได้ ความที่ทำเป็นง่อยมาเสียนาน ก็เลยลองพละกำลังด้วยการยกรถที่นั่งมากวัดแกว่งเล่นเสียเฉยเลย จะว่าไปก็คงเป็นเชิงสัญลักษณ์อีกเหมือนกันว่า หลังจากอดทนมานานในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ถ้าเป็นสมัยนี้ช่างอาจจะวาดเป็นภาพพระเตมีย์กำกำปั้นแล้วร้อง เยส ! บารมีที่บำเพ็ญในพระชาตินี้ของพระโพธิสัตว์ ก็คือ เนกขัมมบารมี เป็นการปฏิเสธเรื่องทางโลกทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นของที่น่ายินดี หรือของที่น่ายินร้ายที่นำไปสู่การทำชั่ว ฟังดูแล้วก็หวังว่าจะเตือนใจผู้มีตำแหน่งอำนาจวาสนาที่มีคนเอากระเป๋าใส่ธนบัตรมาลืมทิ้งไว้ที่บ้านได้บ้าง ว่าต้องใจเข้มแข็งหน่อย พระโพธิสัตว์ท่านกลัวนรกขนาดนี้ให้เห็นแล้ว
เวลามาดูภาพจิตรกรรมแล้ว นอกจากตัวเรื่องหลักแล้วยังมีภาพประกอบ ที่เรียกว่า "ภาพกาก" ที่จะสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้น ๆ ไว้ด้วย
เวลามาชมก็อย่าพลาดชมบรรยากาศที่อยู่แวดล้อมเนื้อเรื่องหลักด้วย
แล้วก็มักจะมีภาพแนวอีโรติกอย่างนี้ให้ได้ตื่นตาว่ามาวาดไว้ในวัดได้ด้วยหรือ ที่สำคัญยังมีฉากเด็ดกว่านี้อีก อยากเห็นก็ต้องแวะมาไล่หาชมกันเอง
ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังแล้ว ก็ชวนให้อ้อมมาชมภาพทวารบาลงาม ๆ ที่บานประตูอีกแห่งหนึ่งด้วย
มาแถวโพธารามกันอย่างนี้ ถ้าจะหาอะไรทานกัน แนะนำให้แวะมาชิมร้านบะหมี่ขึ้นชื่อของที่นี่ ร้านจะอยู่ใกล้ๆ กับที่ว่าการอำเภอโพธาราม
ถ้าไปเที่ยวอยู่ที่วัดขนอนหรือวัดม่วง ก็ให้วิ่งย้อนรถข้ามสะพานกลับมา พอลงสะพานมาแล้วยังไม่ข้ามทางรถไฟ เลี้ยวซ้ายไปดูจิตรกรรมที่วัดคงคาราม ถ้าเลี้ยวขวาก็จะไปกินบะหมี่กัน
วิ่งตามทางมาจนสุดทางจะเจอสามแยกนี้ ก็ให้ เลี้ยวซ้าย
เลยมานิดเดียวก็เจอทางรถไฟ ให้ขับรถข้ามทางรถไฟมา
ข้ามมาปุ๊บก็ เลี้ยวขวา วิ่งขนานทางรถไฟไปเลย
เลยมาไม่ไกลจะผ่านหน้า รพ.โพธาราม ผ่านพ้นหน้าโรงพยาบาลมาจะมีสามแยกมีไฟจราจรก็ เลี้ยวซ้าย
วิ่งตรงไปสุดทางจะเป็นที่ว่าการอำเภอ ร้านบะหมี่จะอยู่ฝั่งขวามือก่อนถึงที่ว่าการอำเภอ ต้องวิ่งรถไปกลับรถที่วงเวียนหน้าที่ว่าการอำเภอมาอีกที
ร้านนี้ชื่อ "เฮ่งกี่" นอกจากบะหมี่แล้วก็ยังมีข้าวหมูแดง หมูกรอบให้เลือกชิมด้วย
เป็นร้านที่มีหลายต่อหลายสื่อเคยลงแนะนำกัน
ชอบบทความนี้ชวนเพื่อนมาอ่านด้วยผ่าน จำนวนผู้เข้าชม: 10731 ความเห็น (9)เกาะติดความเคลื่อนไหวการแสดงความเห็นของหัวข้อนี้เปิด/ปิด ความเห็นของสมาชิก รูปประกอบเก่าไปนิด ะคะ
ตอนที่จะไปทานบะหมี่กัน ที่บอกว่าให้เลี้ยวซ้ายตรงสามแยก ที่มี Honda
ตอนนี้เป็นร้านขายของประเภท Super market แล้วนะคะ
และอีกอย่างทางแยกนั้นจริงแล้วเป็นวงเวียนค่ะ
แต่บังคับทาง One way อย่างไรก็ต้องเลี้ยวซ้ายอยู่แล้วค่า
ถ้าใครชมศิลป์เก่ากันจนบ่ายเริ่มเย็น แล้วขอแนะนำให้ ย้อนกลับมาตรงทางแยกก่อนข้ามทางรถไฟ
แล้วเบนไปช่องทางขวาสุด จะเป็นเส้นทางผ่านหน้าวัดนะคะ
แถวนั้นช่วงเย็นๆจะมีของกินขายกันเยอะแยะ แต่ที่แนะนำก็คือร้านไอติมกะทิ ฝั่งตรงข้ามกับประตูวัดค่ะ
ที่พิเศษหน่อยก็คือ สามารถสั่งให้ใส่ขนมไข่ ได้ด้วยนะคะ ส่วนรสชาติคิดว่าคงไม่ผิดหวังกัน
บนทางเดินเท้าจะมีเก้าอี้ พอจะนั่งได้นะคะ ส่วนรถยนต์คงต้องหาที่จอดและดวงในการจอดกันเองนะคะ
แต่ถ้าที่วัดไม่มีงานศพ ก็คิดว่าน่าจะมีที่จอดรถบ้างนะคะ
ส่วนวิธีกลับกรุงเทพ ก็ออกจากวัดแล้วเลี้ยวขวา ขับจนสุดทางแล้วเลี้ยวขวา ตรงตามทางจนถึงวงเวียนแล้วก็กลับไปทางเดิม ข้ามทางรถไฟไป แล้วขับตรงข้ามแยกไปเรื่อยๆ ก็จะกลับไปยังแยกบางแพค่ะ
แต่ถึงตรงนั้นทางจะแบ่งออกเป็นซ้าย-ขวา ถ้าไปทางขวาก็ไป อ.ดำเนินฯ หรือราชบุรีค่ะ
ส่วนทางซ้ายก็ทางกลับกรุงเทพมหานครค่า
ลืมไปอีกอย่าง
ตรงทางข้ามทางรถไฟ จะมีต้นโพธิ์อยู่นะคะ ตรงนั้นจะมีขนมครกของอร่อยอยู่ ถ้าอย่างไรก็ลองจอดรถซื้อไปชิมกันดูนะคะ
แต่ต้องไวๆหน่อยนะ เวลาจะไปซื้อ เพราะว่าเป็นขนมครกที่หมดเร็วมากๆ
แล้วก็อย่างสุดท้าย
ทำไมขี้หลงขี้จัง... เขียนแล้วก็เขียนไม่จบ
อ.โพธารามไม่มีโรงแรม หรือเกสเฮาส์ เลยนะคะ
เวลาจะเดินทางก็กะเวลาให้ดีด้วยนะคะ จะได้ไม่ลำบาก
ภาพประกอบ
ขอบคุณข้อมูลแหล่งของกินอร่อยๆ ด้วยครับ แต่ว่าสามแยกที่เป็นร้านมอเตอร์ไซค์ Honda น่าจะยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นอะไรนา เพราะว่าถ่ายมาใหม่สดเมื่อปลายเดือนมีนา 51 นี่เองครับ อาจจะหมายถึงคนละแยกกันรึเปล่าครับ
สงสัยจะบอกผิดมุมไป ิด
ขอโทษด้วยนะคะ สงสัยว่าจะบอกผิดไปนิด แต่ข้างกันก็เป็นร้านขายของแบบที่ว่าแหละค่ะ
สงสัยจะลำดับร้าน กับมุมมองภาพผิดไปนิดหน่อย เพราะปกติไม่ค่อยได้ผ่านจากเส้นนี้ แฮะๆ
แต่แยกนั้นเป็นทางที่เลี๊ยวซ้าย ถ้าไม่อยากย้อนศร ก็อย่าเผลอไปเลี๊ยวขวาแล้วกันนะคะ
อยากทราบครับ
อ่านแล้วดูที่วัดขนอนเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆเลยครับเคยไปเมื่อ10 กว่าปีก่อนน่าจะลองไปอีกสักครั้งชอบที่มีวัฒนธรรมที่หาดูอยากครับ และน่าจะแนะนำให้ไปเที่ยวดูเครื่องปั้นดินเผ่ากันด้วยครับเป็นของฝากจากราชบุรี ส่วนถ้าเราจะเดินทางไปดูถ้ำค้างคาวที่เป็น Unseen อ่ะครับต้องเดินทางไปอย่างไรพอทราบไหมครับ คุณ weekender ขอบคุณครับ สำหรับข้อมูล
ทางไปชมค้างคาว เขาช่องพราน
ถ้าจะไปชมค้างคาวด้วยนี่ต้องไปที่เขาช่องพราน ช่วงเย็น ๆ ตอนกำลังโพล้เพล้ครับ ค้างค้า;จะบินกันเป็นสายยาวเหยียดออกไปหากินกัน ไปไม่ยากครับ ขับรถข้ามสะพานเจอสามแยกที่เลี้ยวขวาจะไปชมหนังใหญ่วัดขนอน ตรงนี้ให้เลือกเลี้ยวซ้ายแทน แล้ววิ่งตรงตามทางไปอย่างเดียวประมาณ 9 กม. จะเจอเขาช่องพรานอยู่ทางขวามือ ก็เลี้ยวรถไปจอดรอเวลาได้เลย
ส่วนที่ราชบุรีคงจะมีเรื่องราวที่เที่ยวย่านสวนผึ้งมาฝากกันอีกที แล้วคงจะไปไปชมถ้ำแถบราชบุรีไปพร้อมกัน แต่ฟ้องไว้นิดว่า ราชบุรี เค้าไม่ค่อยเน้นให้ไปเที่ยวกัน เพราะว่าป้ายบอกทางแหล่งท่องเที่ยวมีน้อยมาก หรือไม่ก็ไม่สะดุดตาเอาซะเลย อย่างตรงแยกตัววายที่จะไปวัดขนอนนั่น ป้ายก็เล็กนิดเดียว คนไม่คุ้นทางคงอ่านไม่ทัน หรือในตัวเมืองจะไปที่เที่ยวสำคัญอย่างวัดมหาธาตุหรือพิพิธภัณฑ์ ก็หาป้ายบอกทางยากเหลือเกิน ถึงจะไปสำรวจมีข้อมูลแล้วแต่ก็เปลี่ยนใจยังไม่เอามาเขียนแนะนำ เพราะกลัวคนอ่านจะหลงจนเข็ด
อิอิ แอบฟ้องคนอ่านหน่อย
เขียนแสดงความเห็น |

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.