| วัดในรัชกาลที่ 3 |
|
หน้า 2 จาก 3
เดินต่อไปอีกหน่อยก็จะเจอกับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร จากตรงนี้ก็จะเห็นวิหารของวัดสุทัศน์ฯ ยืนตระหง่านอยู่ เดินตรงไปที่ประตูทางเข้าวัดกันเลยครับ ก่อนจะเข้าวัดแวะชมเสาชิงช้ากันสักนิด สมัยก่อนตรงนี้มีพิธีโล้ชิงช้ากันในเทศกาลปีใหม่ตามคติพราหมณ์ ที่เชื่อว่าในระหว่างนั้นพระอิศวรจะเสด็จมาเยี่ยมเยือนโลกมนุษย์ ก็จะมีพิธีเพื่อรับเสด็จและส่งเสด็จ แต่เสาชิงช้านี้ไม่ใช่ของเดิม เป็นของที่ซ่อมแซมใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยบริษัท หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ จำกัด ได้บริจาคไม้ทำเสาตะเกียบและทับหลังใหม่ แหงนคอดูเสาชิงช้าแล้วทำให้นึกถึงป่าเมืองไทยสมัยก่อน คงเต็มไปด้วยไม้สูงเสียดฟ้าอย่างนี้ แต่สมัยนี้จะหาไม้มาเปลี่ยนเสาเดิมที่ทรุดโทรมไปก็หาได้ยากเหลือเกินแล้ว
เข้ามาที่วัดสุทัศน์ฯ แล้วลองมายืนตรงหน้าพระวิหารลองมองขึ้นไปที่หน้าบันด้านบนสุดซิ จะเห็นเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ โดยนัยก็คือเปรียบตัวพระวิหารนี้เป็นเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่สถิตของพระอินทร์ และมีความเชื่ออีกด้วยว่าเขาพระสุเมรุนั้นเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล อันหมายถึงความสำคัญและยิ่งใหญ่ เพราะอย่างนั้นการสร้างวัดสุทัศน์ฯ ให้มีสัญลักษณ์เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ไม่ว่าจะเป็นหน้าบันรูปพระอินทร์ ชื่อวัดที่ตั้งตามชื่อเมือง " สุทัสสนะนคร " อันเป็นเมืองที่พระอินทร์ปกครอง รวมไปถึงทำเลที่ตั้งวัดสุทัศน์นี้ก็ถูกเลือกมาสร้างในตำแหน่งกึ่งกลางของอาณาบริเวณกรุงเทพในยุคนั้น ล้วนแต่จะสื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของราชธานีแห่งนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับที่้คนมาไหว้พระวัดนี้ แล้้วจะกลายเป็น "ผู้มีวิสัยทัศน์" ไปได้ ส่วนมุขเด็จหรือมุขที่ยื่นออกมา มีหน้าบันเป็นรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ เป็นส่วนที่สร้างเพิ่มเติมขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งก็เป็นไปตามคติทั่วไปที่วัดของพระเจ้าแผ่นดินที่ถือเสมือนว่าเป็นองค์นารายณ์อวตาร มักจะมีหน้าบันลักษณะนี้
ภายในพระวิหารนั้นมี พระศรีศากยมุนี ประดิษฐานเป็นประธานอยู่ พระศรีศากยมุนีนี้นั้นรัชกาลที่ 1 โปรดให้เชิญลงมาจากวิหารหลวง วัดมหาธาตุ สุโขทัย ซึ่งได้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือราวหกร้อยกว่าปีมาแล้ว ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้มีวัดใหญ่เช่นวัดพนัญเชิงที่อยุธยาไว้ในพระนคร เมื่อเชิญองค์พระลงมาถึงที่ริมท่าช้างวังหลวงแล้ว ไม่สามารถเชิญเข้าเมืองมาได้เพราะองค์พระใหญ่คับประตู รัชกาลที่ 1 ต้องโปรดให้รื้อประตูเมืองลง ท่าที่เชิญพระขึ้นมานี้ในสมัยนั้นเรียกว่าท่าพระ แต่ต่อมาก็เรียกเป็นท่าช้างวังหลวงอย่างเดิม เพราะผู้คนต่อ ๆ มาไม่เห็นองค์พระ เห็นแต่ช้างในวังหลวงลงมาอาบน้ำที่ท่านี้ บริเวณใต้ฐานของพระประธานประดิษฐานพระบรมสรีรางคารของรัชกาลที่ 8 อยู่ด้วย
เมื่อแรกสร้างวัดนั้นเพียงเชิญพระมาตั้งขึ้นที่ได้ รัชกาลที่ 1 ก็เสด็จสวรรคต การก่อสร้างวิหารมาทำต่อในสมัยรัชกาลที่ 2 แต่การก่อสร้างวัดยังไม่เรียบร้อยดี เสร็จเพียงเฉพาะวิหารเท่านั้นรัชกาลที่ 2 ก็เสด็จสวรรคตไปก่อน ในการก่อสร้างพระวิหารนั้น รัชกาลที่ 2 ซึ่งทรงพระปรีชาในงานเชิงช่าง ได้มีพระราชศรัทธาสลักบานประตูพระวิหารด้วยฝีพระหัตถ์เป็นประเดิมไว้ด้วย ซึ่งเดิมบานประตูกลางนั้นเป็นบานที่เป็นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 2 แต่ได้ถูกไฟไหม้บางส่วนจึงได้ถอดไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งถ้ามีโอกาสก็น่าจะได้ไปชมกัน
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงสร้างส่วนอื่น ๆ ต่อให้เสร็จ ดังนั้นวัดสุทัศน์นี้ต้องนับว่าสร้างต่อเนื่องกันมาถึง 3 แผ่นดิน โดยส่วนใหญ่นั้นจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 จะเว้นก็แต่พระวิหารเท่านั้นที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2
ของดีที่น่าชมในพระวิหารก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เพราะวิหารมีขนาดใหญ่โตมาจึงมีพื้นที่เขียนได้มากทำให้ดูยิ่งใหญ่มโหฬารมาก
สำหรับภาพที่เขียนบนผนังเป็นเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า 27 พระองค์ ส่วนบนเสานั้นเขียนเป็นโลกสัณฐานตามแนวไตรภูมิ ที่ประกอบด้วยป่า ทะเล มนุษย์ กินนร กินนรี เทวดา นรก สวรรค์
ด้านหลังพระประธาน มีศิลปะอีกอย่างที่น่าชมคือ หินสลักสมัยทวาราวดี (ซึ่งก็แปลว่ามีอายุเป็นพันปี) สลักเป็นพุทธประวัติตอนแสดงยมกปาฏิหาริย์ กับตอนโปรดพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
รอบ ๆ พระวิหารใหญ่นั้นเป็นวิหารโถงอยู่ 4 ทิศ เปรียบได้กับสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งเป็นที่สถิตย์ของท้าวจตุโลกบาลที่ดูแลทิศทั้ง 4 รวมทั้งคอยสอดส่องและบันทึกความประพฤติของมนุษย์เอาไว้ หากพบผู้กระทำความดีก็จะนำรายชื่อบรรจุในผอบทองไปที่สุธรรมาเทวสภา เพื่อให้เทวดาได้อ่านรายชื่อและร่วมอนุโมทนา อย่างนี้แล้วใครที่เคยคิดว่าทำดีไม่มีใครเห็น ก็เย็นใจได้ อย่างน้อยก็มีเทวดาที่คอยอนุโมทนากุศลที่เราทำลงไป
ด้านหน้าทางเข้าพระวิหารนั้นจะมีเก๋งจีน ซึ่งเปรียบเป็นวิมานไพชยนต์ของพระอินทร์ แต่เดิมเคยประดิษฐานอยู่หน้าพระประธาน แต่ได้ย้ายออกมาในสมัยรัชกาลที่ 8 ด้วยเห็นว่าบดบังความงามขององค์พระ
เจดีย์แบบจีนที่เรียกว่า ถะ ตั้งอยู่บนกำแพงแก้วรอบพระวิหาร เปรียบเสมือนเป็นวิมานของกามภูมิเทวโลกที่อยู่ห้อมล้อมตามแนวแกนกลางของเขาพระสุเมรุ
ตรงมุมหน้าพระวิหารได้ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 และใต้ฐานพระประธานได้บรรจุพระบรมสรีรางคารของพระองค์ท่านไว้ด้วย
บริเวณระเบียงคดประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง จำนวน 156 องค์ ผนังด้านหลังพระพุทธรูปเป็นภาพลายดอกมณฑารพ ซึ่งเป็นดอกไม้บนสวรรค์ที่โปรยปรายลงมาบูชาพระพุทธเจ้า
ถัดออกจากระเบียงคดออกไป จะเป็นพระอุโบสถซึ่งมีขนาดยาวเอามาก ๆ นับเสาชายหลังคารอบ ๆ แล้วมีมากถึง 68 ต้นทีเดียว
ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานคือ พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ เป็นพระปางมารวิชัยที่หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3
แต่ที่น่าสะดุดตาในพระอุโบสถแห่งนี้ คือรูปปั้นพระมหาสาวก 80 รูป ที่อยู่ด้านหน้าพระประธาน
ถัดออกไปจากพระอุโบสถ เป็นเขตสังฆาวาส หรือกุฏิพระซึ่งสร้างเรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ผังของวัดสุทัศน์นี้ ศ.ศิลป์ พีระศรี เคยยกย่องว่าเป็นแผนผังวัดที่งามที่สุดในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นเลยทีเดียว
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.