Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง วัดในรัชกาลที่ 3

วัดในรัชกาลที่ 3

ถือกันว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของงานศิลปะในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเลยทีเดียว ทั้งรัชกาลที่ 3 เองก็ทรงโปรดการสร้างวัดมาก ก็เลยมีวัดที่ทั้งสร้างใหม่ทั้งบูรณะในรัชสมัยนี้มากมาย  ทริปนี้ก็เลยจะพาไปชมวัดที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งพระอารามในสมัยรัชกาลที่ 3 พอเป็นตัวอย่าง  แต่ละที่ล้วนแต่มีจุดเด่นน่าประทับใจกันทั้งนั้น

วัดที่รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้สร้างขึ้น ที่เลือกจะพาไปชมกันในทริปนี้ก็คือ "วัดราชนัดดาฯ" และ "วัดเทพธิดารามฯ" ที่ตั้งอยู่เคียงกัน

ที่ วัดราชนัดดา ไม่ใช่แค่เป็นวัดที่รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเท่านั้น  ยังมีของดีของเด่นอีกอย่าง นั่นคือ โลหะปราสาท ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามแปลกตา แถมเรายังสามารถขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุได้ถึงข้างบนโลหะปราสาทด้วย แล้วก็เลยได้โอกาสขึ้นไปชมวิวกรุงเทพไปด้วยในตัว

ส่วนที่ วัดเทพธิดาราม เราก็จะได้ชมความงามของศิลปะที่เรียกกันว่า ศิลปะพระราชนิยม รัชกาลที่ 3  ส่วนจะเป็นยังไงต้องตามไปดูกัน

และเห็นว่าอยู่ใกล้ๆ กันแค่นี้เอง ก็จะเลยถือโอกาสแถมด้วยการชวนไปชม วัดสุทัศน์ฯ อีกด้วย ถึงแม้ว่าวัดจะไม่ได้เริ่มสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3   แต่สิ่งก่อสร้างเกือบทั้งหมดในวัดก็ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 จะมีก็เพียงพระวิหารหลังเดียวเท่านั้นที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2   และถึงแม้ว่าวัดสุทัศน์ออกจะเป็นวัดใหญ่วัดดังที่หลายคนคงจะได้เคยแวะไปกันมาแล้ว  แต่ก็เชื่อว่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่จะเล่าให้ฟัง คงทำให้คุณสนุกสนานไปด้วยจนอาจจะอยากแวะเวียนไปดูด้วยตาตัวเองอีกสักรอบก็เป็นได้

แล้วถ้าคุณสนใจจะไปเดินตามทริปที่เล่าให้ฟังแล้วล่ะก็ ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้องเพราะตามธรรมเนียมก็จะแนะนำร้านอาหารอร่อย ๆ ในย่านนี้ทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยแน่นอน

ว่าแล้วก็ตามมาเลย

 


 

เริ่มทริปเที่ยววัดที่รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้สร้าง ก็น่าจะได้ถือโอกาสมาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 3 ที่ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์ท่านนั่นเอง

ในรัชสมัยของพระองค์ท่านนับเป็นช่วงที่เจริญรุ่งเรืองถึงที่สุดของยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นเลยทีเดียว ทั้งด้านเศรษฐกิจการค้าและด้านงานศิลปกรรมต่าง ๆ

และด้วยความมั่งคั่งในยุคนี้นี่เองที่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ในคราวที่เรารู้จักกันดีว่า กรณี ร.ศ. 112 ที่ไทยเราถูกฝรั่งเศสเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่ไทยเรายิงเอาเรือปืนของฝรั่งเศสที่บุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาเข้า เราก็ได้เงินถุงแดงที่รัชกาลที่ 3 ได้ทรงสั่งสมไว้ และได้เคยมีพระราชดำรัสสั่งให้เก็บเงินก้อนนี้ไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง ราวกับจะทรงหยั่งรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นั้นช่วยให้เมืองไทยเรารอดจากการตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติไปได้อย่างหวุดหวิด

 


 

เราคงคุ้นกับลานพลับพลาแห่งนี้กันมาแล้ว ทั้งในแง่สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของโรงหนังเฉลิมไทย หรือเห็นจากเมื่อคราวมีพิธีรับแขกบ้านเมืองระดับพระราชอาคันตุกะ ลานพลับพลาแห่งนี้ก็เป็นเสมือนประตูบ้าน ที่จะมีธรรมเนียมมอบกุญแจเมืองให้เป็นเกียรติโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 


 

ด้านหลังลานพลับพลาคือ วัดราชนัดดารามที่สถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ 3 และมีโลหะปราสาทยืนตระหง่านอวดความงามของสถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวในโลก ที่เดี๋ยวจะพาขึ้นไปชมกัน

 


 

มาว่าที่มากันสักหน่อย ว่าทำไมถึงเรียกว่าหนึ่งเดียวในโลก

ตามประวัติแล้วโลหะปราสาทนั้นมีการสร้างขึ้นเพียง 3 องค์ในโลกเท่านั้น

องค์แรกนั้นสร้างในสมัยพุทธกาลหรือคือสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ได้มีเศรษฐินีชื่อ นางวิสาขา มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนามาก ถึงกับขายทิ้งบรรดาเครื่องประดับเพื่อเอาเงินมาสร้างโลหะปราสาทถวายเป็นพุทธบูชา ประวัติว่าโลหะปราสาทในครั้งนั้นเป็นอาคารสูง 2 ชั้น แต่ละชั้นมีห้องถึง 500 ห้อง หลังคาหุ้มด้วยทองคำประดับอัญมณี คิดดูว่าจะสวยขนาดไหน น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่หลงเหลืออยู่แล้ว

ส่วนองค์ที่สอง มาสร้างขึ้นในลังกาโดย พระเจ้าอภัยทุษฐดามินี พระเจ้าแผ่นดินลังกา ในราวปี พ. ศ. 382 เป็นอาคารสูง 9 ชั้น หลังคาหุ้มด้วยทองแดง ใช้เป็นที่พักอาศัยของพระสงฆ์ ต่อมาได้ถูกข้าศึกคือพวกทมิฬยึดเมืองและได้เผาทำลายโลหะปราสาทนี้ไปด้วย แม้ในสมัยต่อมาจะได้มีการบูรณะขึ้นใหม่แต่ก็ถูกพวกทมิฬเผาทำลายอีก ปัจจุบันเหลือเพียงเสาหินเป็นหลักฐานอยู่

จะว่าไปแล้ว คำว่า "ทมิฬ" ที่เราใช้ในความหมายของความโหดเหี้ยมนั้น  ก็มีรากมาจากความเจ็บช้ำของคนลังกาที่ถูกคนทมิฬทำร้ายอยู่หลายครั้งหลายครานี่เอง

สำหรับองค์ที่สามนี้นั้น รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นพระเจดีย์ของวัดที่มีลักษณะแปลกออกไป และด้วยไม่มีรูปแบบของโลหะปราสาทที่เคยสร้างมาก่อนแล้วเป็นแบบ ดังนั้นโลหะปราสาทที่สร้างขึ้นนี้ก็เป็นรูปแบบที่เฉพาะเป็นเอกลักษณ์ของไทยเราเอง

 


 

เราสามารถเข้าไปชมในโลหะปราสาทได้ ตั้งแต่เวลา 08.30 น . - 17.00 น . ทุกวัน  ภายในมีบันไดเวียนสำหรับขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุด้านบน ใครเดินรวดเดียวไม่ไหว จะแวะเที่ยวตามแต่ละชั้นบ้างก็ได้

 


 

บางชั้นก็มีโค้งแสงสวย ๆ ให้ถ่ายรูปกัน

 


 

บางชั้นก็ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้โดยรอบ แต่จะไม่ได้ทำเป็นห้องไว้อย่างที่โลหะปราสาทแห่งอื่น ที่ใช้เป็นที่พักของสงฆ์

 


 

บนยอดโลหะปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสามารถขึ้นไปนมัสการได้อย่างใกล้ชิด

 


 

มองยอดปราสาทเราสามารถชมวิวของกรุงเทพมหานครออกไปได้โดยรอบ กรุงเทพที่เคยมีบริเวณไม่มากมายนัก ที่แม้เจดีย์ภูเขาทองที่อยู่ถัดไปก็อยู่นอกกำแพงเมืองเสียแล้ว เดี๋ยวนี้กรุงเทพขยายอาณาบริเวณออกไปกว้างขวางเหลือเกิน

ตึกระฟ้าสูงลิ่ว มองแล้วคงไม่ต่างจากมหานครแห่งไหนในโลก แต่ความเป็นไทยที่เรากำลังมาเที่ยวชมกันนี่แหละ ที่จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกรากเหง้าความเป็นมาของเรา เพื่อให้เรามีที่วางสองเท้าลงไว้อย่างมั่นคงก่อนจะก้าวออกไปรู้โลกกว้างต่อไป

 


 

ชมวิวกันแล้ว น่าสังเกตว่าโลหะปราสาทจะมียอดอยู่มากเลยทีเดียว ตั้งแต่ชั้นล่างมาจนถึงยอดบนสุด จะเห็นว่ายอดในชั้นบนนี้ทำด้วยโลหะ นี่กระมังถึงทำให้ได้ชื่อว่าโลหะปราสาท

 


 

เห็นยอดเยอะ ๆ อย่างนี้ นับไปนับมาได้ถึง 37 ยอดเชียว

ไม่ได้กำลังจะใบ้หวยหรอก แต่นัยของการสร้างให้มี 37 ยอดเนี่ยก็มีที่มาเหมือนกัน คือจะหมายถึง "โพธิปักขิยธรรม 37" อันหมายถึง ธรรม 37 ประการที่เป็นฝ่ายนำให้ถึงการตรัสรู้ ได้แก่

  • สติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม)
  • สัมมัปปธาน 4 (เพียรพยายามอย่างยิ่งยวด ไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิด  ละอกุศลที่เกิดแล้วให้หมดไป  ให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น  เพียรทำให้กุศลกรรมที่เกิดแล้วเจริญยิ่งขึ้น)
  • อิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)
  • อินทรีย์ 5 ( สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์  สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์)
  • พละ 5 ( สัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ  ปัญญา)
  • โพชชงค์ 7 ( สติ  ธัมมวิจยะ  วิริยะ  ปีติ   ปัสสัทธิ  สมาธิ  อุเบกขา)
  • มรรค 8 ( สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ  สัมมายายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ)

 

พระอุโบสถของวัดก็เป็นอีกที่ที่น่าสนใจแวะชม แต่ช่วงนี้อยู่ระหว่างบูรณะภาพเขียนภายใน  ไว้ถ้าเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่  คงจะได้เก็บภาพมาฝากกันอีกที

 


 

สำหรับบางคนอาจจะสงสัยว่าหลังไหนที่เรียกว่า โบสถ์หรือพระอุโบสถ

สังเกตได้ไม่ยาก

ถ้าเป็นพระอุโบสถแล้วจะมีใบเสมาปักล้อมรอบบริเวณอยู่ สำหรับแสดงเขตที่ใช้เป็นสำหรับประกอบสังฆกรรม แล้วถ้าเป็นใบเสมาคู่ด้วยแล้วก็แสดงว่าวัดนี้เป็นวัดหลวงอีกด้วย

ที่วัดราชนัดดารามก็เป็นวัดหลวง ถ้าไปดูก็จะเห็นเป็นใบเสมาคู่  รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างสำหรับพระราชทานให้แก่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี ซึ่งเป็นพระเจ้าหลานเธอที่รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดปรานมาก

 


 

พระเจ้าหลานเธอพระองค์นี้ต่อมาได้เป็นเอกอัครมเหสีในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 4 ก็ได้ทรงสร้าง วัดโสมนัสวิหาร อุทิศให้เคียงคู่กับ วัดมกุฎกษัตริยาราม ของพระองค์เองบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเป็นคลองคูเมืองที่ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อขยายเขตพระนครให้กว้างขวางออกไป

 


 

จากวัดราชนัดดารามเดี๋ยวเราจะเดินไปชมวัดเทพธิดารามกันต่อ

เดินออกจากวัดราชนัดดาด้านถนนมหาชัยที่ยังมีแนวกำแพงเมืองเดิมอยู่ แล้วให้เลี้ยวขวาไปตามถนน ข้ามคลองหลอดวัดราชนัดดา

 


 

คลองนี้เป็นคลองที่ขุดขึ้นเชื่อมคลองคูเมืองเดิมตรงแถว ๆ รูปแม่พระแม่ธรณีบีบมวยผมตรงสนามหลวง กับคลองรอบกรุงที่ขุดขึ้นมาเป็นแนวคลองสำหรับป้องกันพระนครในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่อยู่ถัดออกไปจากกำแพงเมืองตรงนี้

เหตุที่เรียกว่าคลองหลอด ก็เพราะเป็นคลองที่ขุดเป็นเส้นตรงแน่วเหมือนหลอดเลยทีเดียว สมัยก่อนมีเรือเดินทางขึ้นล่องกันคับคั่ง แต่เดี๋ยวนี้มีแต่คลองสีดำปี๋ แล้วก็ส่งกลิ่นชวนให้เร่งฝีเท้าให้ห่างออกไป

 


 

วัดเทพธิดารามนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นเดียวกับวัดราชนัดดา

 


 

โปรดฯ ให้สร้างสำหรับจะพระราชทานแก่ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ หรือเรียกว่าสร้างให้ลูกสาว คล้ายกับวัดราชนัดดารามที่โปรดให้สร้างให้แก่หลาน

 


 

แต่สถาปัตยกรรมในวัดเทพธิดารามจะต่างไปจากวัดราชนัดดาที่เพิ่งไปชมมามากทีเดียว

หน้าบันเปลี่ยนมาใช้เป็นกระเบื้องประดับ ส่วนเครื่องบนของวัดอย่างพวกช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน ที่เคยทำด้วยไม้ก็ถูกเอาออกทั้งหมด

ซึ่งเข้าใจว่าลักษณะการก่อสร้างแบบนี้จะมีเหตุผลหนึ่ง คือเพื่อให้คงทนกว่าเครื่องบนที่เป็นไม้อย่างที่ใช้กันมา ที่ผ่านไปเพียงไม่นานก็ชำรุดทรุดโทรมจนต้องซ่อมแซมกันเสมอ อย่างเช่นที่รัชกาลที่ 1 ได้เคยสร้างวัดโพธิ์ไว้ เพียงมาถึงรัชกาลที่ 3 ก็ชำรุดจนต้องรื้อทำใหม่เป็นการใหญ่

นอกจากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นช่วงที่คนจีนเริ่มอพยพกันเข้ามามาก รวมทั้งมีช่างจีนซึ่งจะถนัดงานปูนเข้ามามากด้วย ผิดกับช่างไทยที่จะถนัดงานไม้มากกว่า

 


 

น่าสังเกตว่าหน้าบันจะเป็นรูปหงส์ซึ่งเป็นสัตว์มงคลอย่างหนึ่งของจีน ซึ่งมีความหมายแทนเจ้านายฝ่ายใน อันสอดคล้องกับพระราชประสงค์ที่จะสร้างพระราชทานพระราชธิดา

 


 

โดยรอบพระอุโบสถนั้นก็ตกแต่งด้วยศิลปะอย่างจีน ทั้งซุ้มเสมาและตุ๊กตาหินจีนที่นำมาประดับ

 


 

แม้ว่าภายนอกจะเอาศิลปะแบบจีนมาประยุกต์ใช้ แต่ภายในพระอุโบสถก็ยังคงตกแต่งแบบไทย ภาพจิตรกรรมเป็นรูปพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นหลังเป็นสีดำซึ่งเป็นศิลปะในยุคนั้น

บนหน้าต่างจะแขวนกระจก 3 บาน เป็นคติความเชื่อตามแบบจีนที่จะใช้ขับไล่สิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามา

 


 

ที่เห็นจะแปลกคือพระประธานนั้นมีขนาดเล็ก ผิดกับวัดอื่น ๆ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เรียกกันว่า หลวงพ่อขาว เดิมประดิษฐานในพระบรมมหาราชวังแต่ได้พระราชทานมาเมื่อสร้างวัดนี้ มาถวายพระนามในรัชกาลปัจจุบันนี้ว่า พระพุทธเทววิลาส

พระพุทธรูปลักษณะนี้จัดว่าเป็นศิลปะแบบพม่า ซึ่งถ้าใครไปเที่ยววัดตามเมืองเหนือก็อาจพบพระพุทธรูปลักษณะนี้ได้เช่นกัน

 


 

สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วมักจะรู้จักวัดเทพธิดาราม ในฐานะที่สุนทรภู่เมื่อคราวบวชเป็นพระนั้นได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ และได้แต่งเรื่องพระอภัยมณีขึ้นก็ที่วัดนี้นี่เอง

ภายในเขตสังฆาวาสยังมีการรักษากุฏิที่สุนทรภู่เคยพักอยู่เอาไว้ด้วย จะเห็นจากป้ายหน้าทางเข้าจะติดไว้ว่า "กุฏิสุนทรภู่"

 


 

จากกุฏิสุนทรภู่ให้เดินออกมาทางลานจอดรถด้านหลังวัด ออกมาที่ถนนแล้วเดินตามเส้นทางที่รถวิ่งไป

กระซิบว่า ถ้าใครมาช่วงเย็น ๆ ข้างวัดด้านถนนนี้มีร้านข้ามต้มเป็ดเจ้าอร่อยอยู่ด้วย

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.