| เพชรบุรี |
|
หน้า 3 จาก 4
ชวนเถลไถลออกนอกทางกันใหญ่ เดี๋ยวคนจะไปวัดใหญ่สุวรรณารามอาจงง เอาใหม่ ถ้าจอดรถอยู่ในวัดมหาธาตุก็เลี้ยวซ้ายออกมา ถึงแยกไฟแดงแรกก็เลี้ยวขวา ข้ามสะพานจอมเกล้าแล้วก็วิ่งตรงมาอย่างเดียวสัก 500 เมตรก็จะเจอวัดใหญ่ฯ อยู่ทางขวามือแล้ว ที่นี่อย่างแรกต้องมาชมศาลาการเปรียญของวัดกันก่อน
อย่าเพิ่งแปลกใจไป ปกติไปวัดก็ต้องไปดูโบสถ์ ดูวิหาร หรือไม่ก็ดูภาพจิตรกรรม ชมความงามพระพุทธรูป ที่นี่กลับมาดูศาลาการเปรียญกันเสียนี่ ก็เพราะศาลาการเปรียญวัดนี้ไม่ธรรมดา เป็นของพระราชทานจากพระเจ้าเสือในสมัยอยุธยา พระเจ้าเสือองค์ที่พันท้ายนรสิงห์เป็นนายท้ายเรือพระที่นั่งนั่นแหละ ด้วยความที่พระองค์ท่านเลื่อมใสศรัทธา พระราชาคณะซึ่งคือ สมเด็จแตงโม ตอนที่สมเด็จฯ ท่านไปถวายพระลาจะกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดที่เมืองเพชรบุรี พระเจ้าเสือก็เลยให้รื้อพระราชมณเทียรหลังหนึ่งในวังมาถวาย ซึ่งก็คือศาลาการเปรียญหลังนี้นี่เอง
ก็เลยเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเพราะจะได้มาเห็นว่าที่ประทับของกษัตริย์ในสมัยอยุธยา หน้าตาเป็นอย่างนี้นี่เอง เพราะถึงจะดั้งด้นไปที่พระราชวังโบราณในอยุธยา ก็เรียกว่าไม่เหลืออะไรให้ดูแล้ว เพราะตอนที่เสียกรุงภายในวังถูกข้าศึกจุดไฟเผาเสียหายไปเสียหมด
ตัวศาลามีขนาดใหญ่ถึง 10 ห้อง แต่ละช่วงหน้าต่างนี้เราจะเรียกกันว่า 1 ห้อง ยิ่งมากห้องก็ยิ่งแสดงถึงฐานะของเจ้าของ
คันทวย เขาว่าเป็นลายหน้าตั๊กแตน ลองดูว่าหน้าตาเหมือนตั๊กแตนจริงไหม
เข้าไปชมด้านในศาลากัน
ภายในมีธรรมมาสน์สมัยอยุธยาตอนปลายเก็บไว้ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงเคยบันทึกไว้ว่า "งามเหลือที่จะพรรณนา"
บนศาลายังมีการใช้งานกันอยู่ ศาลาการเปรียญจะว่าไปก็เปรียบเสมือนกับศาลาอเนกประสงค์ ให้ชาวบ้านได้มาทำบุญ เลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ฟังธรรมกัน
ก่อนจะลงศาลาไป ต้องแวะมาดูประตูบานกลางกันก่อนด้วย เพราะมีชื่อเสียงว่าเป็นงานไม้จำหลักปิดทองที่งดงามมาก ลวดลายบนบานเป็น ลายก้านขดสองชั้น ตัวลายม้วนขึ้นลงพริ้วไหว อย่างศิลปะอยุธยาตอนปลาย มีกรอบเป็นซุ้มเรือนแก้วที่งดงามมาก
รอยแตกด้านบน เล่ากันว่าเป็นรอยขวานของทหารพม่า
ที่สระน้ำในวัด มีหอไตรอยู่กลางน้ำ เสาของหอไตรนี้มีอยู่แค่ 3 ต้น เชื่อกันว่าสร้างเพื่อสื่อความหมายว่า พุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยพระไตรปิฎก 3 หลักนี้ เป็นสมัยนี้อาจจะต้องสร้างให้มี 4 เสาก็เป็นได้ เพราะเชื่อกันว่าพุทธศาสนาจะมั่นคงยั่งยืนได้ ถ้าเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าเป็นศาสนาประจำชาติอีกอย่างหนึ่ง
เดี๋ยวเดินผ่านพระระเบียงเข้าไปดูอุโบสถกันต่อ ระเบียงที่นี่ รัชกาลที่ 5 เคยชมว่าไอเดียเก๋ เพราะออกแบบมาให้เป็นทั้งระเบียงบวกกับศาลารายไปพร้อมกัน ถ้าไม่รู้ว่าศาลารายคืออะไร ลองนึกถึงศาลาหลังเล็ก ๆ ที่อยู่รอบอุโบสถวัดพระแก้ว นั่นล่ะศาลาราย
หน้าบันของพระระเบียงที่นี่ ทำเป็นเลข 5 ไทย เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สร้างขึ้นไว้
แต่ถ้ามาดูด้านทิศเหนือ หรือด้านที่ติดกับถนนหน้าวัด จะมีเลข 5 แบบกลับข้างอยู่ด้วย สันนิษฐานว่าช่างที่สร้างต้องการสื่อว่า รัชกาลที่ 5 สวรรคตแล้ว
ตัวพระอุโบสถที่นี่ สร้างไว้แปลกคือไม่มีช่องหน้าต่างเอาไว้เลย สมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างคงช่วยให้บรรยากาศภายในเคร่งขรึมน่าเลื่อมใสทีเดียว
ส่วนใบเสมาก็ปักไว้สองใบซ้อนกัน แสดงให้เห็นว่าเป็นวัดหลวง
แหงนคอขึ้นไปชมหน้าบันกันหน่อย โดยเฉพาะหน้าบันด้านทิศตะวันตก หรือด้านที่ติดกับศาลาการเปรียญที่เพิ่งชมกันไป
ผู้รู้บอกว่า หน้าบันชิ้นนี้งามหนักงามหนา เรียกว่า ในบรรดาหน้าบันในสมัยอยุธยาตอนปลายแล้วไซร้ ที่นี่สวยสุดแล้ว เด่นทั้งรูปแบบของลวดลายและฝีมือการปั้น
เคยสังเกตบ้างไหมว่า ไม่เคยมีพระพุทธรูปปางไหน ๆ ที่จะยกมือไหว้ ถ้าเห็นรูปพระยกมือไหว้อย่างนี้ แสดงว่าเป็นพระสาวกแน่ ๆ ที่เป็นอย่างนั้นก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน เหตุเพราะในพุทธประวัติมีบอกว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงไม่พบว่าจะมีผู้ใดอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทพเทวดาชั้นสูงแค่ไหน ที่ควรแก่ที่พระองค์จะอภิวาท ทำสักการะ หรือแม้แต่ลุกขึ้นต้อนรับ พลอยทำให้เราชาวพุทธได้เห็นถึงศักยภาพของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ นี้ว่า ยามเมื่อฝึกตนดีแล้วด้วยไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่ล่ะจะเป็นผู้ประเสริฐเหนือว่าใครทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นเทวดาชั้นไหน เพราะแม้แต่พรหมยังต้องมาขอฟังธรรมจากมนุษย์อย่างพระพุทธเจ้า
อยากชักชวนว่ายามเข้าไปภายในอุโบสถ วิหาร หรือที่ไหน ๆ ที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ขอให้น้อมกายน้อมใจก้มลงกราบองค์พระปฏิมา ที่เป็นตัวแทนเสมือนพระพุทธองค์ได้มาประทับอยู่เบื้องหน้าพวกเรา ด้วยความเคารพเลื่อมใส และด้วยอาการทางกายที่ประณีต จรดหน้าผากลงแนบพื้นนิ่งชั่วขณะ ประหนึ่งได้แนบลงแทบเบื้องบาทพระศาสดา เชื่อว่าด้วยกายด้วยจิตที่แสดงความนอบน้อมอย่างสูงสุดแก่พระพุทธองค์ ผู้เป็นบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ จะเป็นอานิสงค์ให้ได้มีโอกาสพบพระธรรมคำสอน ที่ช่วยชี้บอกทางเป็นแสงสว่างให้แก่ชีวิต ยามที่ยังต้องเดินทางอยู่ในสังสารวัฏจนทุกภพทุกชาติไป
หน้าองค์พระประธาน มีรูปหล่อของสมเด็จแตงโมง ที่ชื่อเดิมของท่านคือ "ทอง" และเชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อวัดนี้ด้วย คือ วัดใหญ่สุวรรณาราม และที่เรียกว่าวัดใหญ่ ก็เพราะวัดนี้มีเนื้อที่กว้างขวางมาก เดิมท่านเป็นคนเมืองเพชร ที่กำพร้าพ่อแม่มาแต่น้อย แต่เป็นคนเฉลียวฉลาดปัญญาดี หลังจากบวชเป็นพระแล้วก็ได้เข้าไปศึกษาวิชาความรู้ที่อยุธยา จนในที่สุดก็ได้เป็นพระอาจารย์ถวายความรู้ให้แก่พระราชกุมาร นี่ก็เป็นเหตุให้พระเจ้าเสือทรงให้ความนับถือท่านมาก จนเมื่อถวายพระพรลากลับมาบ้านเกิดที่เมืองเพชร ก็ได้อุทิศถวายพระราชมณเทียรมา
ความที่อุโบสถไม่มีช่องหน้าต่าง ทำให้มีการเขียนภาพจิตรกรรมกันเต็มผนังทั้งสองด้าน เป็นรูปเทพชุมนุม ภาพจิตรกรรมที่นี่ ศจ.ศิลป์ พีระศรี เคยเขียนถึงไว้ว่า "...ในขณะเดียวกันเส้นวาดเป็นรูปเทพชุมนุมและเครื่องอาภรณ์นั้นก็สวยงามอย่างน่าประหลาดช่างที่อยู่ในสมัยที่ภาพเขียนเจริญถึงขีดสุดเท่านั้นถึงจะวาดจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามยิ่งได้เช่นนี้..." สันนิษฐานกันว่าภาพจิตรกรรมนี้วาดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย อาจจะเป็นรัชกาลของพระเจ้าปราสาททองหรือพระเจ้าเสือ
ที่แปลกอีกอย่างก็คือ ภาพเทพชุมนุมที่คุ้นตานั้น ปกติภาพพระพรหมจะอยู่ชั้นบนสุด ถัดลงมาก็จะเป็นเทวดาชั้นรอง ๆ ลงไป ด้านล่างลงมาจึงจะเป็นภาพฤาษี ครุฑ นักสิทธิ์ ต่าง ๆ แต่ภาพที่นี่ วาดให้ปะปนกัน อย่างในรูปจะเห็นว่า ครุฑก็มาอยู่ข้างกันกับเทวดา
ฤาษีก็มาอยู่ข้างกันกับพระพรหม นี่อาจสะท้อนแนวคิดของสังคมพุทธได้อย่างหนึ่งว่า เป็นสังคมที่ปลอดชนชั้นวรรณะ อย่างในสมัยที่พระพุทธเจ้าประกาศศาสนานั้น สังคมอินเดียมีการแบ่งชั้นวรรณะกันอย่างชัดเจนผู้ที่จะศึกษาพระเวทได้ก็มีเพียงเฉพาะพวกพราหมณ์เท่านั้น แต่ไม่ว่าจะมาจากวรรณะไหน ถ้าบวชเข้ามาในพุทธศาสนาแล้วก็ถือว่าเสมอกัน แต่จะเคารพนับถืออาวุโสกันตามอายุพรรษา
บนเสามีการเขียนลายรดน้ำ ที่มีลวดลายไม่ซ้ำกันในแต่ละคู่เสา ซึ่ง น. ณ ปากน้ำ ศิลปินแห่งชาติด้านทัศนศิลป์ ได้ยกย่องไว้ว่า ฝีมือเขียนเข้าขั้นช่างเทวดา เพราะงามจับใจอย่างที่ไม่เคยได้เห็นจากที่ไหน
หลังพระประธาน มีพระพุทธรูป 6 นิ้ว ประดิษฐานไว้ให้สักการะ ทีแรกก่อนไปคิดว่าจะหมายถึงพระองค์เล็ก ๆ ขนาดหน้าตัก 6 นิ้ว ที่ไหนได้กลายเป็นพระมีนิ้วที่พระบาท 6 นิ้วไป ก็เป็นเรื่องอเมซิ่งดี
แต่อย่าออกจากพระอุโบสถไปโดยที่คุณไม่ได้ชมภาพทวารบาลที่ประตูบานกลางก่อน
ภาพทวารบาลตรงนี้ งามจับตาจับใจเหลือเกิน ฝีมือเฉียบขาดทั้งลายเส้น ทั้งรูปทรง ไปจนถึงลวดลายของเครื่องทรง น่าค่อย ๆ ใช้เวลาละเลียดชมมาก
ส่วนหอระฆังที่วัดก็ดูสวยแปลกตาดี เป็นทรงสี่เหลี่ยม มีเสาและซุ้มโค้งอย่างฝรั่ง ด้านบนเป็นลายปูนปั้นแบบไทย ๆ ยังค้นไม่เจอประวัติความเป็น แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะสร้างขึ้นในยุคตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ลงมา เพราะในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการก่อสร้างอาคารตามสถาปัตยกรรมตะวันตกกันมาก ตามนโยบายสร้างประเทศให้ทันสมัย เพื่อให้ประเทศตะวันตกที่กำลังออกล่าอาณานิคมกันอยู่ในขณะนั้น เห็นว่าสยามไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน แต่เป็นประเทศที่มีความเจริญทัดเทียมกัน หากจะเจรจาการค้าหรือเจริญความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ควรทำอย่างอารยประเทศพึงมีต่อกัน
อีกร้านอร่อย อยู่ตรงข้ามกับวัดใหญ่ฯ นี่เอง หน้าร้านไม่มีป้ายชื่อบอกไว้ แต่สังเกตไม่ยาก เพราะจะตั้งโต๊ะกันล้นมาหน้าร้านอย่างนี้
ใครไม่กินเนื้อเลยไม่ได้ชิมก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเจ๊กอ้าหรือร้านเจ๊นก ไม่ต้องเสียดายอะไรไปมาที่ร้านนี้ได้เลย อร่อยไม่แพ้กัน ร้านนี้คือ เพ็ญพริกเผ็ด เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำแดง เห็นรูปนี้ทีไรคนเล่าเรื่องน้ำลายสอขึ้นมาทุกทีซิน่า อ้อ ร้านนี้มีธรรมเนียมตอนสั่งนิดหน่อย คือ เข้าไปนั่งแล้วก็รอไปก่อนเดี๋ยวเขาจะมาถามเองว่าจะสั่งอะไรบ้าง
แถวนี้ยังมีอีกร้านอร่อยให้แนะนำกันอีกร้าน ถ้าใครเคยได้ยินชื่อ ผัดไทยท่ายาง ที่ อ.ท่ายาง ทางจะเข้าไปที่แก่งกระจาน ขอบอกว่ามีร้านผัดไทย ท่ายาง สาขา 2 อยู่ไม่ไกลจากที่วัดใหญ่ฯ นี้ด้วยอีกแห่ง ถ้าออกจากวัดก็เลี้ยวขวาวิ่งรถเลยต่อจากวัดใหญ่ฯมา พอถึงแยกแรกที่มีป้ายชี้บอกไปวัดกำแพงแลง ก็เลี้ยวขวามา ตรงนี้จะเป็นถนนโพธิ์การ้อง
เลี้ยวมาไม่ไกล ก็มองหาซอย 4 โพธิ์ทอง ทางขวามือเอาไว้ ร้านจะอยู่ข้างในซอยนี้
เข้าซอยมานิดเดียว ร้านจะอยู่ขวามือ
ร้านอยู่ในซอยอย่างนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะหาที่จอดรถยาก ตรงข้ามร้านมีลานจอดรถไว้ให้ด้วย
ร้านกว้างขวางนั่งกันสบาย ๆ
สั่งผัดไทยที่นี่ ที่ร้านจะถามว่าจะเอาผัดไทยใส่อะไร ถ้าเป็น หมู/ไก่ ก็จานละ 25-30 บาท ส่วนผัดไทยทะเล หรือ ปูกุ้ง จานละ 40-50 บาท
มาแล้วผัดไทยกุ้ง ชิมแล้วต้องบอกว่ากุ้งสดอร่อยมาก
ของคาวไปแล้ว ไม่ควรพลาดตบท้ายด้วยลอดช่องน้ำตาลข้น ของหวานขึ้นชื่อ (อีกอย่าง) ของเมืองเพชร
ร้านเจ้าดังต้องมาที่ถนนราชดำเนินตรงข้ามกับ รร.อรุณประดิษฐ์ ถ้าอยู่ตรงวัดมหาธาตุ วิ่งรถมาถึงแยกที่เลี้ยวขวาจะไปวัดสุวรรณาราม ตรงนี้ให้ เลี้ยวซ้าย พอถึงแยกถัดไปจะเป็นถนนราชดำเนิน สังเกตว่าจะเป็นถนนกว้างมีเกาะแบ่งเป็นถนนคู่ขนานเหมือนกับถนนราชดำเนินที่กรุงเทพฯ เลี้ยวซ้าย ที่แยกนี้ เลยมานิดเดียวร้านจะอยู่ทางขวามือ
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.