Home เที่ยวที่ไหนดี เที่ยวแรมคืน เพชรบุรี

เพชรบุรี

 

อิ่มท้องกันดีแล้ว เดี๋ยวไปเที่ยววัดมหาธาตุกันต่อ

ถ้าออกจากร้านอร่อยวีไอพี ก็ขับรถตรงต่อมาแล้วมา เลี้ยวซ้าย เข้าถนนเพชรเกษม

แต่ถ้าไม่แวะร้านก๋วยเตี๋ยว ตอนออกจากลานจอดรถของสถานีรถรางก็ เลี้ยวซ้าย มาเข้าถนนเพชรเกษมเหมือนกัน  เข้าถนนเพชรเกษมมานิดเดียว เจอแยกไฟแดงแรก (แยกเขาบันไดอิฐ) ก็ให้ เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดเข้ามาเลย

 


 

เลี้ยวมาแล้วไม่ต้องเลี้ยวไหนอีก ตรงดิ่งตามทางไปเรื่อย ก็จะเห็นปรางค์ที่วัดมหาธาตุเด่นเป็นสง่ารออยู่

 


 

เลี้ยวมาที่หน้าวัด จะเอารถเข้าไปจอดในวัดก็ได้ แต่ถ้าจะจอดไว้ที่ริมถนนก็ดูป้ายนิด ถนนจะจอดได้สลับฝั่งตามวันคู่วันคี่

 


 

เล่าเรื่อง วัดมหาธาตุ กันต่อ

สังเกตไหมว่า เวลาไปเมืองโน้นเมืองนี้มักจะต้องมีวัดมหาธาตุ  เห็นชื่อเหมือนกันอย่างนี้ไม่ได้มีสาขาหรือเป็นแฟรนไชนส์กัน  แต่เป็นธรรมเนียมกันตั้งแต่โบราณแล้วว่าเวลาสร้างบ้านสร้างเมืองก็จะต้องมีวัดมหาธาตุ ซึ่งวัดจะมีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่เพื่อเป็นขวัญเป็นหลักของเมือง

แล้วทำเลที่ตั้งก็จะเลือกให้อยู่บริเวณใจกลางเมืองพอดิบพอดี วัดมหาธาตุที่เมืองเพชรบุรีนี่ก็เหมือนกัน

วัดนี้เป็นวัดที่สร้างมาเก่าแก่แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเริ่มสร้างสมัยไหน  แต่ที่แน่ ๆ คือ ที่นี่มีงานปูนปั้นศิลปะช่างสกุลเพชรฝีมือชั้นครูให้ได้มาชมกัน

 


 

ถ้ามาเริ่มดูกันที่หลังซ้ายสุดจะเป็นพระอุโบสถ ลวดลายด้านล่างจะเป็นตัวที่เรียกว่า เหรา หันหน้าเข้าหากัน

 


 

ส่วนด้านบนจะเป็นเรื่องรามเกียรติ์

 


 

หลังถัดมาจะเป็นพระวิหาร

 


 

หน้าบันที่นี่เก๋ไม่เหมือนใคร เพราะปกติเราจะเห็นรูป "ครุฑยุคนาค" คือ ครุฑจะเอามือจับหางแล้วเอาเท้าจับคอนาคเอาไว้

แต่ที่นี่เท้าครุฑไม่ว่างเลยเปลี่ยนมาจับหัวนาคไว้ด้วยมือ แล้วปล่อยหางห้อยไว้ ท่านี้มีชื่อเรียกว่า "ครุฑยุคนาคหิ้ว" คือ ต้องเติมคำว่า หิ้ว เข้ามาด้วย

 


 

จะชวนให้เข้ามากราบพระที่วิหารนี้กันก่อน

ตอนเดินเข้าไปอย่าลืมชมลวดลายที่ซุ้มประตูกันด้วย เป็นลวดลายฝีมือชั้นครูที่ละเอียดยิบกันเลยทีเดียว

 


 

บรรยากาศในวิหาร

 


 

จิตรกรรมฝาผนังเขียนเป็นเรื่องทศชาติ หรือสิบชาติสุดท้ายก่อนจะมาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

อย่างตรงนี้เป็นเรื่อง "เตมีย์ใบ้" เป็นชาติที่พระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นลูกกษัตริย์ พออายุได้ครบเดือน พระราชบิดาก็อุ้มมานั่งตักพลางว่าราชการไป

พระเตมีย์ ซึ่งคือพระโพธิสัตว์ เห็นภาพบรรยากาศอย่างนั้นก็เกิดระลึกชาติขึ้นได้ว่า ตัวเองก็เคยเกิดเป็นกษัตริย์มานั่งว่าราชการสั่งลงโทษสั่งประหารผู้คนอย่างนี้ล่ะ แล้วก็เลยต้องไปตกนรกทนทุกข์ทรมานอยู่เสียนานนม  ตามตำราบอกว่าเป็นกษัตริย์อยู่แค่ 20 ปี แต่ไปใช้กรรมในนรกเสีย 84,000 ปี เพิ่งจะได้กลับมาเกิดเเป็นคนก็จำเพาะว่าได้กลับมาเป็นลูกกษัตริย์อีก

พระองค์ก็คงจะนึกขึ้นมาว่า ฉิบหายแล้ว เพิ่งพ้นนรกมาได้หยก ๆ เดี๋ยวเป็นต้องกลับไปอีกแล้วหรือนี่ แล้วนรกเนี่ยสนุกเสียที่ไหนกัน

ว่าแล้วพระองค์ก็เลยแสร้งทำเป็นบ้าใบ้ ไม่พูดไม่จา ไม่ขยับ ไม่เคลื่อนไหวอะไรทั้งนั้น  กะว่าเป็นเสียอย่างนี้ก็จะไม่มีใครให้ขึ้นเป็นกษัตริย์เป็นแน่


 

แต่เรื่องก็ไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะพระบิดาให้คนทดสอบสารพัดวิธีทั้งยั่วให้อยาก ทั้งหลอกให้กลัว

ตั้งแต่เด็กก็ปล่อยให้อดนม สุมไฟเผาประหนึ่งจะถูกไฟคลอก โตมาหน่อยก็เอาช้างตกมันมาวิ่งเข้าใส่ เป็นเราเจอหมาตัวเล็ก ๆ วิ่งเห่าเข้าใส่ เราก็ลุกขึ้นวิ่งหนีแล้ว แต่พระเตมีย์บอกว่าแค่นี้จิ๊บ ๆ ในนรกทรมานเจ็บร้อนแสนสาหัสกว่านี้อย่างเทียบกันไม่ได้  จนแม้เมื่อโตเป็นหนุ่ม พระบิดาหาสาว ๆ มายั่วก็ยังไม่สำเร็จ

ไม่ว่าพระบิดาทำยังไงพระเตมีย์ก็ไม่ยอมร้อง ไม่ยอมพูด ไม่ยอมขยับ เรียกว่ายอมทนทุกอย่าง เพราะไม่มีอะไรแย่กว่าต้องตกนรกอีกแล้ว

ในพระชาตินี้จึงเป็นการบำเพ็ญเนกขัมบารมี  ซึ่งคือการปฏิเสธสิ่งทางโลกทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นของยั่วยวน น่าปราถนา หรือของที่น่าสะพรึงกลัว น่าหลีกหนี

 


 

ภาพจิตรกรรมที่วิหารนี้ เป็นฝีมือของช่างระดับครูของเมืองเพชรหลายต่อหลายท่าน ที่น่าสังเกตคือ ใช้การเขียนภาพแบบสมัยใหม่ ที่เขียนให้มีระยะใกล้ไกลอย่างที่เรียกว่า perspective ซึ่งเป็นอิทธิพลจากตะวันที่เริ่มมีให้เห็นกันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา

 


 

เดินต่อมาด้านหลังวิหาร จะมาชมองค์ปรางค์กันได้

อย่างที่เล่าว่าวัดมหาธาตุเป็นวัดเก่าแก่สร้างมานาน แล้วก็มีการบูรณะซ่อมแซมกันมาตลอด เพราะงั้นลวดลายงานศิลปะอะไรก็จะไม่ใช่ของเดิมแล้ว

แต่แนวคิดของการสร้างปรางค์ก็น่าจะยังไม่เปลี่ยนไป เพราะองค์ปรางค์จะเป็นสัญลักษณ์ถึง เขาพระสุเมรุ

ที่ตามแนวคิดจักรวาลวิทยาที่เราได้รับอิทธิพลจาก อินเดีย ที่ถ่ายทอดผ่าน ขอม มาอีกที ก็เชื่อว่า เขาพระสุเมรุ เป็นศูนย์กลางของจักรวาล

 


 

และมีทวีปทั้งสี่แวดล้อมเขาพระสุเมรุ ส่วนทวีปที่เราอาศัยกันอยู่ก็คือ ชมพูทวีป ซึ่งเป็นทวีปทางทิศใต้ เพราะงั้นนอกจากองค์ปรางค์ประธานตรงกลาง ก็เลยมีการสร้างปรางค์เล็กแวดล้อมอยู่อีก 4 ปรางค์ เปรียบเสมือนเป็นทวีปทั้งสี่ที่แวดล้อมเขาพระสุเมรุอยู่

 


 

ศาลาข้างพระวิหารก็ยังมีงานปูนปั้นให้ได้ชมกันต่อ

 


 

งานปูนปั้นที่นี่จะใช้ปูนที่เรียกว่า ปูนเพชร หรือ ปูนตำ เพราะต้องใช้ส่วนผสมหลายอย่างมาตำเข้าด้วย  มีแม้แต่น้ำตาลโตนด ที่เป็นของขึ้นชื่อของเมืองเพชรอีกอย่างหนึ่งด้วย จนปูนมีความเหนียวแต่อ่อนนุ่ม ทำให้ปั้นลายได้ง่าย แต่พอแห้งแล้วกลับแข็งแรงทนแดดทนฝนได้ดี

 


 

นอกจากนี้แล้ว เอกลักษณ์อีกอย่างของ สกุลช่างเพชรบุรี ก็คือ ลวดลายสองข้างจะไม่สมมาตรกันคือ ถ้าเป็นช่างเมืองอื่น ถ้าเราสามารถพับสามเหลี่ยมหน้าบันลงได้ ลวดลายของทั้งสองข้างจะทับกันพอดี  แต่ถ้าเป็นงานของช่างเพชรบุรีแล้วจะต้องมียักเยื้องกัน

 


 

รูปปูนปั้นแนวล้อเลียนสภาพการณ์ในสังคมอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน ลองไปดูได้แถว ศาลา น.ส.อัมพร บุญประคอง

 


 

มาถึงวัดมหาธาตุกันอย่างนี้ ต้องแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังเอาไว้ด้วย มีกันอยู่สองเจ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อทั้งคู่

ตอนออกจากวัดก็เดินเลี้ยวซ้ายมา ผ่านห้องแถวมาไม่กี่ห้องบนฝั่งเดียวกับวัด ก็จะเจอเจ้าแรก ร้านเจ๊กอ้า

 


 

ก๋วยเตี๋ยวน่ากินบนโต๊ะไม้ที่ร้านนี้ ชามนี้ 20 บาท

 


 

เดินถัดออกมาอีกหน่อยจะเป็น ร้านเจ๊นก ถ้ารถจอดอยู่ที่วัดมหาธาตุก็ไม่ต้องขับรถมาก็ได้ ทั้งสองร้านก็อยู่ใกล้ ๆ กับวัดนั่นล่ะเดินมานิดเดียวก็ถึงแล้ว

 


 

ใครเคยกินร้านนี้ ต้องเล่าว่าร้านย้ายจากที่เดิม ขยับออกมาหน่อย เป็นสองห้องหัวมุมที่ทางกว้างขวางขึ้น

 


 

ก๋วยเตี๋ยวชามอร่อย ที่ทั้งสองร้านจะต้องมีน้ำจิ้มใส่ถ้วยมาให้ด้วย สำหรับใครที่ชอบรสชาติจัดจ้านต้องบอกว่าอร่อยมาก น้ำจิ้มนี้มีส่วนผสมจะมีทั้งน้ำส้มที่ให้รสเปรี้ยว น้ำตาลโตนดที่ให้ความหวาน และพริกกะเหรี่ยงที่เผ็ดจัดจ้าน

ก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงเป็นของขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของเพชรบุรี ถ้ามาเที่ยวจะเห็นป้ายร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงกันอยู่หลายร้าน

 


 

ส่วนถ้าใครไม่กินเนื้อ มีอีกร้านอร่อยเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำแดง อยู่ที่หน้าวัดใหญ่สุวรรณารามที่จะชวนให้ไปเที่ยวต่อกันพอดี

ตอนออกจากที่วัดมหาธาตุก็เลี้ยวซ้าย ผ่านหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อสองร้านนี้ไป เจอแยกไฟแดงแรกก็เลี้ยวขวา

 


 

เลี้ยวขวามาก็จะเป็นสะพานจอมเกล้า ที่ข้ามแม่น้ำเพชรบุรีมาอีกฟากหนึ่ง

 


 

แถมกันนิดว่า ก่อนจะข้ามสะพานไป ตรงมุมขวามือข้างสะพานจะมี ร้านระเบียงริมน้ำ เป็นเจ้าของเดียวกับระเบียงเกสต์เฮ้าส์ที่อยู่ติดกัน

 


 

ร้านเป็นเรือนไม้ริมน้ำอยู่ข้างกับสะพานพอดี

 


 

จะเล่าว่าบรรยากาศที่ร้านนี้น่านั่งมาก ๆ

 


 

เดินเที่ยวมาเหนื่อย ๆ อาจจะมานั่งพักหย่อนขาหาอะไรทาน แบบที่ไม่ต้องรีบกินรีบไปเหมือนนั่งร้านก๋วยเตี๋ยว ราคาก็ไม่แพงอะไร มีอาหารจานเดียวให้เลือกเยอะด้วย แต่ร้านจะไม่มีที่จอดรถ อาจจะต้องหาที่จอดตามถนนใกล้ ๆ แล้วเดินมาอีกที

 


 

ตอนวิ่งรถข้ามสะพานมา ถนนแยกด้านขวามือจะเป็นย่านตลาดของตัวเมืองเพชร  ถ้าใครผ่านมาช่วงเช้า ๆ อาจจะลองแวะไปเดินชมตลาด ดูว่าชาวเมืองที่นี่กินอยู่กันยังไงก็น่าสนุกดี

 


 

พวกกุ้งปลาหอยปูเท่าที่เห็น ส่วนมากมีแต่ตัวย่อม ๆ ตัวใหญ่ได้ราคาคงส่งเข้าไปขายกรุงเทพกันหมด

 


 

ส่วนใครมาเมืองเพชรแล้วอยากกินข้าวแช่ ถามคนที่นี่แล้วบอกว่าต้องเจ้านี้เลย

ป้าแกมาวางขายอยู่หน้าร้านขายยา ตรงมุมถนนเยื้อง ๆ กับทางเข้าตลาดทรัพย์สินฯ ที่อีกด้านเป็นสถานีอนามัย มีจัดเป็นชุดให้ซื้อกลับบ้าน ชุดละ 10 บาท

ถ้าขับรถข้ามสะพานจอมเกล้ามา ลงสะพานมาปุ๊บจะมีถนนแยกตรงเชิงสะพานพอดี ยังไม่ต้องเลี้ยว ไปเลี้ยวขวาที่ ถนนมาตยวงษ์ สังเกตง่าย ๆ ว่าถนนสายนี้จะเป็นทางวันเวย์ ให้เลี้ยวเข้าไปอย่างเดียวสวนออกมาไม่ได้

เลี้ยวแล้ววิ่งไปสักหน่อย สังเกตสถานีอนามัยทางซ้ายมือเอาไว้  ร้านป้าแกจะอยู่ตรงหัวมุมฝั่งตรงข้ามกับสถานีอนามัยตรงนี้

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.