| 
Home เที่ยวที่ไหนดี เที่ยวแรมคืน เพชรบุรี

เพชรบุรี
พูดถึงเพชรบุรี หลายคนคงคุ้นเคยกันดีตอนเดินทางไปและกลับจากหัวหิน  เพราะต้องแวะเติมพลังจากข้าวแกงขึ้นชื่อ ไปจนถึงซื้อหาขนมของฝากจากสารพัด "แม่" ที่เรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทางในย่านนี้  แต่เพชรบุรียังมีดีมากกว่านั้น ด้วยความเป็นเมืองที่มีวังถึง 3 วังใน 3 รัชกาล ศิลปกรรมตามวัดก็งามขนาดที่ผู้รู้เห็นแล้วต้องร้องว่า นี่มันฝีมือช่างเทวดานี่นา

เพราะงั้นเวลาขับรถล่องใต้ไปเที่ยว ชะอำ หัวหิน หรือว่าจะเป็นปราณบุรี กว่าจะเช็คอินเข้าที่พักได้ก็ช่วงเที่ยง ถ้าช่วงเช้าไม่รู้จะแวะที่ไหนก่อนดี ต้องบอกว่ามีของดีน่าดูน่าชมน่าชิมมากมาย ให้แวะเที่ยวแวะกินกันก่อนที่เมืองเพชรบุรีแห่งนี้นี่เอง

 


 

ไม่ว่าจะมาทางถนนพระรามที่ 2 ผ่านสมุทรสาคร หรือจะใช้ถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ออกจากกรุงเทพผ่านราชบุรีมา พอผ่านแยกวังมะนาวเลยเขาย้อยมาได้สักหน่อย จนเริ่มเข้าย่านตัวเมืองเพชรแล้ว

เลยจากทางแยกเข้าตัวเมืองเพชรมานิดจะเห็นป้าย "รถรางไฟฟ้า" ตรงนี้ก็เลี้ยวตามป้ายมากันเลย

คลิ๊กดู แผนที่เพชรบุรี คู่ไปด้วยได้

 


 

มาจอดรถกันที่สถานีรถรางไฟฟ้า

 


 

ที่จอดรถกว้างขวาง จอดสบาย

 


 

ใช่แล้ว จะชวนให้มาแวะเที่ยวกันที่ เขาวัง หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า "พระนครคีรี" กันก่อน

แล้วถ้าไม่อยากเหนื่อยเดินขึ้นเขา ก็แวะต้องแวะมาใช้บริการรถรางกันตรงนี้

ค่าบริการรถรางคนละ 30 บาท เด็ก 10 บาท แต่ถ้าสูงไม่เกิน 90 ซ.ม. ไม่ต้องเสีย เปิดให้บริการกันทุกวันตั้งแต่ 8.15 น. จนถึง 17.00 น. แต่ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์จะเพิ่มเวลาให้อีกครึ่งชั่วโมง มาปิดตอน 17.30 น. แทน

ส่วนค่าเข้าชมโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ ซื้อได้ตรงนี้เหมือนกัน คนละ 20 บาท ส่วนนี้เปิดให้ชมกันตอน 9.00 - 16.00 น.

 


 

รถรางจะมีสองคัน คันหนึ่งอยู่บน อีกคันอยู่ล่าง แต่มีแค่รางเดียวเพราะงั้นต้องขึ้น-ลงพร้อมกัน มีทางเบี่ยงให้เลี่ยงกันอยู่ตรงกลางอย่างนี้

 


 

แต่ถ้าอยากเดินขึ้นเขาวังก็ได้ ไม่ยากอะไร สมัยก่อนยังไม่มีรถราง ใคร ๆ ก็ต้องเดินขึ้นกัน

ตอนขับรถมาก็ เลี้ยวซ้าย เข้าตัวเมืองเพชรบุรีมาเลย สังเกตว่าแยกนั้นจะมีทางยกระดับตัดข้ามถนนอยู่ (เป็นสะพานที่ให้รถจากในเมืองเพชร วิ่งมาเชื่อมกับถนนเพชรเกษมฝั่งขาเขากรุงเทพ)

แล้วก็มา เลี้ยวขวา ที่แยกแรก พอถึงแยกถัดไปตรงแยกพอดีทางขวามือก็จะเห็นป้ายพระนครคีรีอย่างนี้มาเดินขึ้นที่นี่ได้เลย

 


 

ทางจะผ่านหน้าศาลหลักเมือง

 

 


 

 

แล้วไปจอดไว้ได้ที่ลานจอดข้างศาลหลักเมือง

 


 

ทางเดินขึ้นจะเป็นทางลาดปูด้วยอิฐ ร่มรื่นไปด้วยร่มไม้

 


 

แต่บนเขาวังจะมีเจ้าจ๋อเป็นเจ้าถิ่นอยู่ เค้าไม่ดุอะไร แต่เตือนกันไว้ว่า อย่าถือขนม ถ้วยน้ำ ของกินอะไรไว้ เพราะลิงจะเข้ามาแย่งให้ตกอกตกใจกันได้

 


 

ถังขยะบนนี้ก็ต้องออกแบบให้ลิงเข้าไปรื้อคุ้ยไม่ได้อย่างนี้

 


 

ขึ้นจากรถรางมาแล้ว อยากชวนให้เลี้ยวตามป้ายชี้ไปที่ "สำนักงาน" กันก่อน ส่วนมากคนไม่ค่อยได้เดินมาทางนี้กัน

 


 

เดินมานิดก็จะเจอ หมู่พระที่นั่งสันถาคารสถาน เป็นหมู่พระที่นั่งขนาดใหญ่แต่ก่อนใช้เป็นที่รับรองแขกเมือง ส่วนลานด้านหน้าเป็นโรงมหรสพ

ถ้าเดินเท้าขึ้นมาก็จะมาผ่านพระที่นั่งองค์นี้อยู่แล้ว

 


 

ด้านหน้าออกแบบให้มีมุข สำหรับจะเสด็จฯ ออกมาประทับทอดพระเนตรนาฏศิลป์ที่จัดแสดง

 


 

ย้อนกลับขึ้นมาที่ศาลาประชาสัมพันธ์ ตรงนี้สมัยก่อนเรียกว่า ทิมดาบราชองครักษ์

เพราะว่าจากตรงนี้เข้าไปก็จะเป็นเขตพระราชฐานชั้นกลาง คือเป็นส่วนที่จะเสด็จฯ ออกที่ท้องพระโรงสำหรับจะทรงสั่งราชการ สมัยก่อนก็เลยต้องมีกองรักษาการณ์กันอยู่ตรงนี้อีกชั้น

 


 

เดินขึ้นไปข้างศาลาประชาสัมพันธ์จะเจอ พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์

ตอนที่แรกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เคยใช้สำหรับเป็นท้องพระโรง แต่พอมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ถูกดัดแปลงให้เป็นที่ประทับของพระราชอาคันตุกะ

มีเกร็ดเล็ก ๆ จะเล่าว่าพระราชอาคันตุกะของรัชกาลที่ 5 ที่มาประทับที่นี่ก็คือ เจ้าชายของเยอรมันและพระชายา และถ้าไปดูประวัติพระราชวังบางปะอินที่อยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นั่นก็เคยใช้เป็นที่รับรองมงกุฏราชกุมารของรัสเซียด้วยเหมือนกัน

จะเห็นว่าในช่วงนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงชาญฉลาดอย่างยิ่ง ที่จะดำเนินการทางการทูตให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนมกับทั้งเยอรมันและรัสเซีย ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่ฝรั่งเศสและอังกฤษจะต้องให้ความเกรงใจ  เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารอดพ้นจากการต้องตกเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคมมาได้  ที่มีฉากหลังเป็นพระราชวังที่เรากำลังมาชมกันอยู่ที่นี่

 


 

ตัวพระที่นั่งตอนนี้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนครคีรี ที่จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ และลักษณะการตกแต่งที่ใช้สำหรับเป็นที่ประทับพระราชอาคันตุกะเอาไว้ให้ได้ชมกัน

เรียกว่า แวะมาดูแล้วจะได้เห็นว่าที่พักระดับหรูหราเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วนั้นหน้าตาเป็นยังไง นอกจากนี้แล้วลวดลายบนเครื่องถ้วยชามจากยุโรปที่จัดแสดงอยู่ต้องบอกว่าสวยหวานมาก น่ามาดูกัน

เพียงแต่อย่าลืมซื้อบัตรเข้าชมกันตรงทางขึ้นข้างล่างมาก่อนด้วยก็แล้วกัน คนละ 20 บาทเท่านั้น

 


 

ลวดลายปูนปั้นประดับบนตัวพระที่นั่งทำเป็นแบบตะวันตก

 


 

ตอนไปชม ด้านในสุดของท้องพระโรง จะมีบันไดขึ้นไปสู่ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์

ชื่อยาวจำยาก ว่ากันง่าย ๆ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนของที่ประทับ ขึ้นไปดูก็จะเห็นห้องทรงพระสำราญ ห้องบรรทม ห้องสรง

พระราชวังนี้รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2401 มาเสร็จเอาในปี 2404 สำหรับจะใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อน เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้เสด็จฯ มาประทับอยู่หลายครั้ง  รวมทั้งรัชกาลที่ 5 ก็ได้ทรงเคยใช้เป็นที่ประทับด้วย

 


 

มองจากมุมไกลมา จะเห็นว่าอาคารทางขวามือคือ ท้องพระโรง ที่ก็คือที่ทรงงาน ส่วนอาคารทางซ้ายคือ พระราชมณเฑียร หรือก็คือส่วนของที่ประทับนั่นเอง

 


 

ถัดมาจะเป็น พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท ที่นี่เป็นปราสาทขนาดย่อม เรียกว่าคงใช้งานพระราชพิธีอะไรไม่ได้

แต่คงสร้างไว้เป็นการรักษาแบบแผนการสร้างพระราชวัง เพราะนอกจากพระราชวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์แล้ว วังอื่นแม้แต่ วังหน้า ที่เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชก็จะสร้างปราสาทขึ้นไว้ไม่ได้

 


 

แต่ถึงอย่างนั้น เรายังเห็นได้ถึงอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกที่แผ่เข้ามาในยุครัชกาลที่ 4 ได้จากอาคารรูปโดมที่อยู่ข้างองค์ปราสาท

 


 

ถ้าสังเกตดู ตามซุ้มประตูจะเป็นรูปกระต่ายประดับอยู่

 



ที่เป็นกระต่าย ก็เพราะเป็นปีนักษัตรของปีพระราชสมภพของรัชกาลที่ 4

 


 

ไม่ได้มีแค่แบบเดียว

 


 

ถัดจากปราสาทมาแล้ว เราก็เดินมาชม พระที่นั่งราชธรรมสภา กันต่อ พระที่นั่งองค์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานศิลปะอย่างน่าสนใจ  ตัวอาคารจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบไทย ๆ

ภายในพระที่นั่งจัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 4  ให้ได้ชมกัน

 


 

ส่วนซุ้มประตูจะเป็นทรงโค้งแบบฝรั่ง มีการใช้เสาหลอกที่มีหัวเสาเป็นแบบไอโอนิกของกรีก ประดับด้วยปูนปั้นรูปหม้อน้ำที่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

 


 

ส่วนหลังคาใช้เป็นแบบจีน

 


 

มาดู หอชัชวาลเวียงชัย กันต่อ

ว่ากันว่าสร้างไว้สำหรับเป็นที่ทรงกล้องของรัชกาลที่ 4 อย่างที่เราเคยรู้กันว่าทรงปรีชาในเรื่องดาราศาสตร์มาก  ขนาดทรงคำนวณและพยากรณ์การเกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ จนฝรั่งเองก็ทึ่งต้องนั่งเรือจากสิงคโปร์ตามเสด็จไปชมที่หว้าก้อด้วย

 


 

หลังคาของหอจะกรุด้วยกระจก สมัยก่อนจะมีการจุดโคมไฟมาแขวนไว้ ทำให้ชาวเรือใช้เป็นที่อ้างอิงในการเดินเรือได้ประมาณเดียวกับประภาคาร

 


 

ที่พระนครคีรีถูกสร้างขึ้นบนยอดเขา 3 ลูก ลูกแรกที่เราขึ้นมาเจอจะเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งต่าง ๆ

 


 

ลูกถัดมาจะเป็น พระธาตุจอมเพชร

 


 

ด้านข้าง หอชัชวาลเวียงชัย จะมีทางเดินไปชม พระธาตุจอมเพชร กันต่อ

 


 

ศาลาที่นี่จะหน้าตาแนวนี้กันหมด เป็นหลังคาแบบจีนคู่กับเสาแบบฝรั่ง

 


 

ระหว่างทางจะมีร้านน้ำ มีน้ำดื่มและผ้าเย็นให้บริการกันอยู่

 



ตัวเจดีย์ พระธาตุจอมเพชร ถูกสร้างครอบเจดีย์เดิมที่มีอยู่แล้ว สังเกตว่าถ้าเป็นเจดีย์ที่รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้สร้างขึ้น หน้าตาจะเป็นเจดีย์ทรงระฆังอย่างนี้กันทั้งนั้น

 


 

ชมวิวกันได้ที่ลานประทักษิณรอบเจดีย์

 


 

ยอดถัดไปจะเป็นที่ตั้งของ วัดพระแก้วน้อย สร้างให้เป็นวัดในพระราชวัง อย่างเดียวกับวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวัง

 


 

ที่วัดจะมีพระอุโบสถขนาดกระทัดรัดแต่สมส่วนงดงามอยู่ตรงกลางในตำแหน่งประธาน

 


 

ลวดลายที่บานหน้าต่าง

 


 

ที่น่าสังเกตคือหน้าบันของอุโบสถ เป็นตราประจำรัชกาลที่ 4 ที่เป็นรูปมงกุฎ ซึ่งก็มาจากพระนามเดิมของพระองค์คือ "เจ้าฟ้ามงกุฎ" นั่นเอง

ในยุคก่อนหน้ายังไม่มีตราประจำรัชกาลอย่างนี้  แต่เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าของที่ราชวงศ์ในยุโรปส่งเข้ามาถวายเพื่อเจริญพระราชไมตรีกัน  จะมีตราประจำพระองค์ของกษัตริย์ติดมาเป็นโลโก้ไว้ด้วย  ถ้าเคยไปดูตามพิพิธภัณฑ์อาจจะเคยเห็นตราอย่างนี้ตามถ้วยชามเครื่องใช้ส่วนพระองค์

รัชกาลที่ 4 จึงทรงทำขึ้นบ้าง ก็เลยออกมาเป็นรูปมงกุฏตามพระนามเดิมของพระองค์ท่าน

คำว่า จอมเกล้า ก็มีความหมายว่ามงกุฏเหมือนกัน  และถ้านึกต่อไปว่าพระนามของรัชกาลที่ 5 ที่ว่า จุลจอมเกล้า  ถ้าแปลเป็นฝรั่งก็คือ จอมเกล้า จูเนียร์ นั่นเอง  เรียกว่าเป็นการตั้งพระนามในธรรมเนียมแบบฝรั่ง  รวมทั้งตราประจำพระองค์ของรัชกาลที่ 5 ก็เลยเป็นมงกุฏน้อย หรือ ที่เรียกว่า พระเกี้ยว

 


 

หน้าบันของเดิมที่ชำรุด ถูกถอดมาเก็บรักษาอยู่ที่ศาลาประชาสัมพันธ์ ก่อนจะไปลงรถรางก็แวะไปชมกันได้

 


 

หน้าอุโบสถมีหอระฆัง

 


 

อีกด้านเป็นปรางค์แดง

 


 

มาถึงที่นี่ก็คงเที่ยวเขาวังกันทั่วแล้ว  เดี๋ยวไปที่อื่นกันต่อ

 


 

ใกล้ ๆ กับเขาวัง มีร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ้าอร่อย อยู่ตรงเชิงสะพานยกระดับที่จะออกจากเมืองเพชรบุรีไปเข้าถนนเพชรเกษมขาเข้า

ถ้ามาจากลานจอดที่สถานีรถราง ก็ให้ เลี้ยวขวา ออกจากลานจอดรถวิ่งเลียบคลองไปเรื่อย พอถึงถนนใหญ่ก็ เลี้ยวซ้าย  เลยขึ้นมานิดเดียวก็ถึงแล้ว

ส่วนใครที่ไปจอดรถฝั่งที่เดินขึ้นเขาวัง ก็ยิ่งง่ายใหญ่ ให้วิ่งรถย้อนทางเดิมกลับออกมาเลย แล้วก็ไม่ต้องขึ้นสะพานยกระดับให้วิ่งเลียบด้านข้างมา

 


 

สังเกตป้าย ร้าน อร่อย วีไอพี เอาไว้

 


 

แต่หน้าร้านจะจอดรถไม่ได้ เพราะทางแคบ ให้เลยไปหน่อยจะมีซอยให้เลี้ยวเข้ามาหาที่จอดกันอีกที

 


 

มาถึงก็หาที่นั่งสั่งกันเลย ร้านนี้กว้างขวางนั่งสะดวกเพราะเป็นห้องแถว 3 ห้อง

 


 

ก๋วยเตี๋ยวปลาของที่นี่จะมีปลาลวกโปะมาให้ด้วย ชามนี้ 40 บาท

 

 



 
Follow us on Twitter
เรามี 85 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.