| ย่านแม่ริม |
|
หน้า 1 จาก 2
ถ้าจะออกไปเที่ยวย่านทางเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่ จริง ๆ แล้วมีที่เที่ยวหลายแห่งมาก ทั้งใกล้ ๆ เมืองอย่างแถวอำเภอแม่ริม แล้วยังอำเภอที่ห่างออกไปอีก เที่ยวนี้ขอยกเอาที่เที่ยวบางแห่งมานำเสนอกันก่อน อีกหน่อยคงจะได้เก็บข้อมูลที่เที่ยวแห่งอื่นมาบอกเล่าเพิ่มเติมอีกที แล้วถ้าจะไปออกไปเที่ยวโซนทางเหนือของเมืองเชียงใหม่อย่างนี้ ก็ต้องมาตั้งต้นกันที่ประตูช้างเผือก ถ้าเดินทางแต่เช้า อยากหาเสบียงติดรถ ลองแวะที่กาดช้างเผือกสักนิด
ตรงทางเข้ากาดฝั่งถนนช้างเผือก เดินเข้าไปนิดทางซ้ายมือจะมีร้านขายหมูทอดเจ้าเด็ดที่ขายดีจนทอดแทบไม่ทัน ให้ซื้อหาเป็นมื้อเช้ากันได้
เลยขึ้นมาจนถึงแยกตัดกับถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ตรงผ่านขึ้นไปก็จะมุ่งหน้าอำเภอแม่ริม แต่จะชวนให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ หรือ ทล. 11 เข้ามาก่อน เลยมาไม่ไกลก็จะเห็นป้ายชี้บอกทางไปวัดเจ็ดยอดอย่างในรูป ก็ให้เลี้ยวขวาที่แยกไฟแดงข้างหน้า
ที่นี่ก็สมชื่อวัดเจ็ดยอด ก็คือมีเจดีย์ที่แปลกไม่เหมือนใครในเมืองไทย คือมียอดทั้งหมด 7 ยอดด้วยกัน ตัวเจดีย์นี้เป็นการสร้างเลียนแบบ เจดีย์พุทธคยา ที่อินเดีย ที่เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นในบริเวณที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้
เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของพุทธคยา ก็คืออาคารที่มียอดแหลมสูงอย่างที่เห็น แล้วก็มีชื่อเรียกเป็นการเฉพาะว่า ศิขร แต่บ้างก็ว่าเจดีย์องค์นี้อาศัยแบบอย่างเจดีย์มหาโพธิ์ ที่พุกาม (หรือพม่า) ที่ยังไงก็เอาแบบมาจากพุทธคยาที่อินเดียอีกที
แล้วยังสันนิษฐานกันต่อไปอีกว่า เดิมอาจจะมีเพียง 5 ยอด แต่มีการมาสร้างเพิ่มเติมอีก 2 ยอด เพราะ 2 ยอดที่ว่ามีรูปแบบที่แตกต่างออกไป คือ เป็นทรงระฆังอย่างที่เห็นทางขวามือสุด
ท้ายเจดีย์ยังมีต้นโพธิ์ปลูกไว้
ชื่อต้นโพธิ์นี่ ที่จริงจะหมายถึงต้นอะไรก็ได้ที่พระพุทธเจ้าประทับตรัสรู้ เพราะพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็อาจจะตรัสรู้ใต้ต้นไม้ต่างชนิดกัน แต่พอตรัสรู้ใต้ต้นอะไรแล้ว เราก็จะเรียกต้นไม้นั้นว่าคือ ต้นโพธิ์ หรือจะเรียกให้หรูหราว่า โพธิพฤกษ์ ก็ได้ ที่หมายถึง ต้นไม้แห่งการตรัสรู้
นอกจากเจดีย์ที่แปลกกว่าใครแล้ว สิ่งที่ควรชมก็คือลวดลายประดับของเจดีย์
ที่ทำเป็นรูปเทวดาประดับไว้รอบ ที่เชื่อว่าได้รับอิทธิพลการสร้างเทวดาประดับอย่างนี้มาจากลังกา
แล้วก็ยกย่องกันว่างานประติมากรรมเทวดาที่งามที่สุดของล้านนา ก็อยู่ที่วัดเจ็ดยอดนี่เอง อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ผู้เชี่ยวชาญศิลปะไทยก็ยังยกย่องอีกด้วยว่า ถ้าอยากดูศิลปะยุคคลาสสิคของล้านนา ที่วัดเจ็ดยอดมีอยู่สะพรั่งไปหมด
แล้วถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเครื่องทรงของเทวดาแต่ละองค์ แบบจะไม่ซ้ำกันเลย และเชื่อว่าน่าจะเอาแบบอย่างมาจากเครื่องทรงของชนชั้นสูงของล้านนาในสมัยโบราณ
เพราะงั้นตอนที่สร้างอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เครื่องทรงของพญามังราย และพ่อขุนงำเมือง ก็ได้แบบมาจากรูปเทวดาที่นี่ ถ้าสงสัยว่าแล้วของพ่อขุนรามคำแหงล่ะ ส่วนของพ่อขุนรามคำแหงนั้น จะได้แบบมาจากหลักฐานโบราณคดีทางสุโขทัย
ส่วนรอบ ๆ เทวดา ก็จะเป็นรูปดอกไม้ที่ถือว่าคือ ดอกมณฑารพ เป็นดอกไม้บนสวรรค์ที่เหล่าเทวดาพากันนำมาโปรยปรายถวายหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกันทั้งหมด ทั้งแบบของเจดีย์จากพุทธคยา ต้นโพธิ์ และลวดลายประกอบ ก็คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ลวดลายของดอกไม้นี้ ว่ากันว่ามีลักษณะคล้ายกับที่ปรากฎอยู่บนเครื่องถ้วยของจีน พอเห็นลวดลายที่คล้ายคลึงกันอย่างนั้น นักโบราณคดีก็จะอาศัยเงื่อนงำเหล่านี้ ศึกษาย้อนไปถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและจีนในยุคนั้นได้ เป็นความสนุกของการมาเดินชมโบราณสถาน ที่มีรหัสนัยยะให้ค่อย ๆ ถอดกัน
หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ในระหว่างนั้นพระองค์ได้ประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ 7 แห่ง แห่งละ 7 วัน ที่เรียกกันว่า สัตตมหาสถาน สัตตะก็แปลว่า เจ็ด นี่ล่ะ ที่วัดเจ็ดยอดก็คือการสร้างจำลอง สัตตมหาสถาน นี้ขึ้นมา ตัวเจดีย์เจ็ดยอด ก็เปรียบเสมือนเป็น โพธิบังลังก์ คือ บังลังก์ที่ประทับตรัสรู้ ส่วนอนิมิสเจดีย์ที่เห็นในรูป ก็คือหมายถึงที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากโพธิบังลังก์ แล้วไปประทับยืนพิจารณาโพธิบังลังก์ ที่นี่ก็เลยสร้างเจดีย์องค์นี้ ไว้ข้างติดกันกับเจดีย์เจ็ดยอด
แล้วถ้าเห็นเจดีย์อยู่ริมน้ำ ก็เดาได้เลยว่าหมายถึง สระมุจจลินท์ ที่พระพุทธเจ้าไปประทับนั่งข้างสระ แล้วเกิดมีฝนตกหนัก พญานาคชื่อมุจจลินท์ก็เลยมาขดกายกันฝนให้พระพุทธเจ้า เรื่องราวตอนนี้ยังเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรกอีกด้วย
เจดีย์องค์ใหญ่อีกองค์ที่น่ามาชมกันคือเจดีย์องค์นี้ เป็นเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 11 แห่งราชวงศ์มังราย ที่ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของล้านนา แล้วก็เป็นผู้ที่โปรดฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้น แล้วยังโปรดฯ ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ที่นับเป็นครั้งที่ 8 ของโลก แล้วก็ทำกันที่วัดนี้ด้วย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวัดนี้ในยุคนั้น และความเอาใจใส่ให้ความสำคัญของกษัตริย์ที่มีต่อพระพุทธศาสนา รวมทั้งบอกให้เรารู้ด้วยว่าในยุคสมัยของพระเจ้าติโลกราช ต้องเป็นยุคที่บ้านเมืองกำลังรุ่งเรือง จึงได้มีผู้รู้ที่สามารถมาร่วมทำสังคายนาได้
ที่วัดเจ็ดยอด พอเลี้ยวรถตรงแยกเข้ามาแล้ว
ด้านขวามือจะมีประตูทางเข้าวัดอยู่ จะเข้ามาทางนี้ก็ได้
แต่ถ้าเน้นมาไหว้พระ ให้ขับรถเลยไปเข้าประตูถัดไป
จอดรถทางฝั่งนี้จะใกล้ด้านที่มีแม่ค้าขายดอกไม้ธูปเทียน
แล้วก็จะใกล้กับตรงที่วัดจัดให้จุดธูปจุดเทียน
ออกเดินทางกันต่อ ออกจากวัดก็มาเลี้ยวซ้ายย้อนกับทางเดิมมา เลยมาไม่ไกลก็จะเจอพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่
ใครสนใจก็แวะเวียนเข้าไปชมกันได้ ที่นี่ก็คล้าย ๆ กับพิพิธภัณฑ์แห่งอื่น ๆ ในเมืองไทย คือมีของงามล้ำน่าสนใจ แต่การจัดแสดงเพื่อนำเสนอนี่สอบไม่ผ่านกันแทบทั้งนั้น ที่จริงไม่โทษเจ้าหน้าที่เลย เพราะได้เจอเจ้าหน้าที่ที่บรรยายนำชมมีความรู้ดีมาก ๆ แต่ต้องโทษรัฐที่ให้ความสำคัญน้อยเหลือเกิน สมบัติที่น่าภาคภูมิใจของชาติก็เลยต้องซ่อนตัวอย่างเหงา ๆ กันต่อไป
เลยจากพิพิธภัณฑ์มา จะมีป้ายบอกทางว่าจะไป แม่ริม ให้ชิดซ้ายออกมา ถ้าเผลอตรงไปจะพาลงอุโมงค์ลอดแยกไปเลย
ซิดซ้ายออกมาทางถนนคู่ขนาน
ตรงที่แยกออกมาปุ๊บ ก็จะเจอร้านข้าวซอยลำดวน สาขา 2 ข้าวซอยลำดวนเป็นร้านข้าวซอยยอดฮิตร้านหนึ่งในเชียงใหม่ ผ่านมาแล้วก็ต้องลองแวะชิมกันหน่อย แล้วค่อยไปต่อ อิ่มสบายแล้วจากตรงนี้ก็ให้เลี้ยวซ้าย ใช้ ทล. 107 ขึ้นเหนือไปแม่ริมกันเลย ส่วนใครจะเก็บวัดเจ็ดยอดเอาไว้เที่ยวช่วงตอนอยู่ในเมืองก็ได้ ถ้าอย่างนั้นให้ใช้ถนนช้างเผือกตรงอย่างเดียวไปเลย
ทางทิศเหนือของเชียงใหม่ จะมีเที่ยวแนวธรรมชาติมากมายหลายแห่ง แต่เที่ยวนี้ขอเลือกสักแห่งที่อยู่ไม่ไกลตัวเมือง อย่าง ปางช้างแม่สา มาฝากกันก่อน เพราะน่าสนใจดี แล้วก็เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งมาเชียงใหม่ครั้งแรก ๆ หรือคนที่มีเด็กมาเที่ยวด้วยกัน ระหว่างทางไปก็ขอชวนให้แวะชม พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ ด้วย ส่วนจะแวะขาไป หรือ ขากลับ แนะนำให้ดูให้เหมาะกับรอบการแสดงช้างที่ปางช้างแม่สากันอีกทีตอนไปก็แล้วกัน
ป้ายบอกทางไปพระตำหนักจะมีเป็นระยะ
ตอนใกล้ถึงก็สังเกตไม่ยาก เพราะจะมีสะพานลอยคนเดินข้าม ที่อยู่ตรงหน้าที่ว่าการอำเภอแม่ริม
วิ่งลอดใต้สะพานแล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้ามาเลย
ตรงเข้าไปหน่อยจะมีป้อมรักษาการณ์ของตำรวจ ตรงนี้ไม่ต้องแลกบัตรอะไร แค่ลดกระจกบอกว่าจะเข้าไปชมพระตำหนัก
พระตำหนักนี้เคยเป็นที่ประทับของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ซึ่งเป็นพระราชชายาในรัชกาลที่ 5 แล้วก็เป็นพระธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 หลังจากที่รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จสวรรคต พระราชชายาก็ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตจากในหลวง รัชกาลที่ 6 กลับมาประทับที่เชียงใหม่
ตัวพระตำหนักและพื้นที่โดยรอบ ทางจุฬาฯ ได้ซื้อต่อมาจากทายาท แล้วก็ได้ทำการบูรณะตัวพระตำหนักให้สวยงามอย่างที่เห็น ส่วนด้านบนก็จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระราชชายาเอาไว้อย่างน่าชม ใครชอบดูข้าวของเครื่องใช้สวยงามสมัยเก่า อยากให้แวะมาดูกัน แต่ข้างบนห้ามถ่ายรูป ก็เลยไม่มีรูปมาอวดกัน
ที่นี่แวะเข้ามาชมกันได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ค่าเข้าชมคนละ 20 บาท
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.