| ย่านวัดพระธาตุลำปางหลวง |
|
หน้า 2 จาก 3
ใครเป็นคอเที่ยววัดวาเก่าแก่โบราณ ขอบอกว่าต้องไม่พลาดแวะ "วัดไหล่หิน" ด้วยอีกแห่ง ตัววัดอยู่ใกล้ ๆ กันกับวัดพระธาตุลำปางหลวงนี่เอง คือตอนมาที่วัดพระธาตุลำปางหลวงจากทางตัวอำเภอเกาะคา ก่อนถึงวัดพระธาตุฯ จะมีทางแยกไปวัดไหล่หินได้
จากตรงแยกที่เลี้ยวซ้ายเข้ามา ก็วิ่งตามทางไปเรื่อยอีกราว 6 กม. ก็จะมาเจอ วัดไหล่หินหลวง หรือชื่ออย่างเป็นทางการที่ยาวและจำยากว่า วัดเสลารัตนปัพพตาราม
วิ่งเลยป้ายชื่อวัดไปนิด จะมีลานจอดรถอยู่
แล้วค่อยเดินย้อนมาที่หน้าวัด ด้านหน้าวัดจะเป็นลานโล่งกว้าง ๆ อย่างที่ทางเหนือเรียกกันว่า "ข่วง" ส่วนวัดนี้จะสร้างกันมาเมื่อไหร่ยังไม่มีหลักฐานบอกไว้ แต่มาพบในคัมภีร์ใบลานของวัดที่ระบุถึงปี พ.ศ. 2014 แสดงว่าวัดจะต้องมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว เรียกว่าอายุวัดนี้ต้องมีไม่น้อยกว่า 500 ปีมาแล้ว
ซุ้มประตูโขงของที่นี่คล้ายกับที่วัดพระธาตุลำปางหลวง
อย่างเช่นมีรูปกินนร สัตว์ในหิมพานต์ชนิดหนึ่งประดับอยู่ด้วย
เดินลอดซุ้มประตูโขงเข้าไป ก็จะเจอกับวิหารล้านนาที่เราจะมาชมกัน
ธรรมเนียมของล้านนาจะไม่ใส่รองเท้าเข้าไปด้านใน ใครจะถอดรองเท้าไว้ที่หน้าซุ้มประตูโขงเลยก็ได้ ที่พื้นรอบวิหารของล้านนาจะเป็นทราย อย่างที่เราเคยรู้กันว่าพอถึงสงกรานต์ที ชาวบ้านก็จะมีประเพณีขนทรายเข้าวัด ก็คือเอาทรายที่อาจจะติดเท้าออกไปจากวัดนี่ล่ะมาคืน ความหมายของทราย เขาก็ว่าเปรียบเหมือน "มหานทีสีทันดร" ที่คือ มหาสมุทรที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุ ได้ยินอย่างนี้ก็เท่ากับได้เจออีกแล้วว่า ความหมายของพระบรมธาตุเจดีย์ จะถูกเปรียบเป็นเขาพระสุเมรุ ที่ถือว่าเป็นมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะใจกลางของจักรวาล
ลักษณะของวิหารล้านนาที่เล่ากันมาก่อนแล้วว่าจะเป็น วิหารโถง ลักษณะเด่นอีกอย่าคือ หลังคาลดที่จะทำไม่เท่ากันระหว่างด้านหน้ากับด้านหลัง คือด้านหน้าจะทำหลังคาลดลงมา 3 ชั้น แต่ด้านหลังถ้าเดินเลี้ยวไปดูจะเห็นว่าทำลดไว้แค่ 2 ชั้น ผิดกับวิหารทางภาคกลางที่จะทำลดชั้นเท่ากันทั้งหน้าและหลัง
อีกอย่างที่ไม่เหมือนวัดทางภาคกลางก็คือ ที่สันกลางหลังคาจะมีเครื่องประดับหลังคาที่เรียกว่า "ปราสาทเฟื้อง" ถ้าไปเที่ยวลาวก็จะไปเจอว่าวัดที่นั่นก็มีเหมือนกัน แต่เขาจะเรียกว่า "ช่อฟ้า"
ส่วนพวกเครื่องบนอย่าง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นรูปแบบของภาคกลาง ที่น่าจะเป็นของที่บูรณะกันในสมัยหลัง
ที่หน้าบันหรือทางเหนือจะเีรียกว่า "หน้าแหนบ" จะประดับด้วยปูนปั้นเป็นรูปเทวดาและสัตว์มงคลต่าง ๆ อย่าง สิงห์ กินนรี หงส์
เรียกกันว่า ลายสะตายจีน
ถัดจากวิหารไปจะเป็นพระเจดีย์ รูปทรงเจดีย์ของล้านนาเห็นไหมว่ามีรูปแบบหน้าตาไม่เหมือนกับเจดีย์ทางภาคกลาง แต่ละถิ่นเขาก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนุกที่จะได้มาชม
ที่ฐานเจดีย์ มีรูปสัตว์ 12 นักษัตร
ไหน ๆ ลำปางก็เป็นเมืองแห่งชามตราไก่แล้วนี่ ต้องมีรูปไก่มาฝากกันหน่อย
ย้อนกลับมากราบพระกันที่พระวิหารบ้าง
พระประธานเป็นพระปางมารวิชัย ที่มีภาำพจิตรกรรมด้านหลังเป็นรูปต้นโพธิ์ กับมีภาพเทวดาเอาดอกไม้มาบูชา เอาเครื่องดนตรีมาประโคม สื่อความหมายถึงตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ โพธิบัลลังค์ และมีเหล่าทวยเทพเทวดามาแซ่ซ้องยินดีในการตรัสรู้ของพระพุทธองค์
ถัดขึ้นไปด้านบนเป็นภาพอดีตพุทธเจ้าเรียงรายเป็นแถว ที่สะท้อนความเชื่อว่าในอดีตเคยมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วมากมายดุจเม็ดทรายในมหาสมุทร
ส่วนที่ฐานชุกชีก็มีลายปูนปั้นเป็น รูปหม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์
ตุง ที่แต่ละแห่งจะมีลักษณะลวดลายที่แตกต่างกันไป ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน อย่างเช่นอาจแกะเป็นลายนักษัตรปีเกิดของผู้ที่ทำถวาย
ปกติด้านหน้าพระประธานจะมี สัตตภัณฑ์ ที่เป็นเชิงเทียนอย่างที่เล่าถึงที่วิหารน้ำแต้ม ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง แต่ที่นี่มีโต๊ะหมู่บูชาแบบภาคกลางหลงมาได้ยังไงไม่รู้เหมือนกัน ต้องแอบนินทาว่าไม่เข้ากั๊น ไม่เข้ากันกับวิหารล้านนาโบราณ
มาดูธรรมาสน์เก๋ ๆ กันดีกว่า ธรรมาสน์แบบนี้จะให้พระเข้าไปนั่งด้านใน แต่โยมจะมองไม่เห็นพระ เรียกว่าเป็นอุบายเก๋ไก๋ให้ญาติโยมได้มองพระประธานไป ฟังเทศน์ไป ประหนึ่งเหมือนกับได้มาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง
ส่วนด้านบนก็จะเปิดโล่งมองเห็นโครงสร้างหลังคา ที่เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของวิหารล้านนา
อุโบสถล้านนาจะสร้างกันหลังเล็กกระจิ๊ดเดียวอย่างที่เห็นนี่ล่ะ เพราะทางล้านนาจะถือว่า อุโบสถ เอาไว้ใช้ทำพิธีกรรมของพระเท่านั้น ก็สร้างกันไว้แบบพอเพียงไม่ต้องใหญ่โตหรูหราเกินจำเป็น
ธรรมเนียมอีกอย่างที่นิยมกันก็คือ การเอาไม้ไปค้ำต้นโพธิ์ เพราะเชื่อกันว่าต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาว คนค้ำจะได้มีชีวิตยืนอย่างต้นโพธิ์บ้าง แต่ยังไงก็อย่าลืมเคล็ดลับอายุยืนอย่าง กินอาหารให้เหมาะสม ออกกำลังสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาอารมณ์ให้แจ่มใส ที่ช่วยให้อายุยืนกันได้เหมือนกัน เรียกว่าจะเป็นชาวพุทธที่ดีก็ต้องทำเหตุทำปัจจัยให้สมควรกับผลที่หวังไว้ด้วย
เล่าเรื่องการเดินทางมาที่วัดพระธาตุลำปางหลวงกันบ้าง ขอเอาใจคนที่เที่ยวแบบไม่มีรถมาเองก่อน ที่ถึงวัดจะอยู่นอกเมืองแต่คนที่ไม่มีรถก็มาก็พอจะหารถมาเที่ยวที่วัดกันได้ จากในตัวเมืองลำปางจะมีคิวรถสองแถวสาย ลำปาง-เกาะคา คิวจะอยู่บนถนนรอบเวียง ตรงช่วงที่ตัดกับถนนราชวงศ์ ปกติรถสองแถวสายนี้จะวิ่งไปถึงแค่ตัว อ.เกาะคา ไม่ได้ไปถึงที่วัดที่อยู่เลยออกไปอีกเกือบ ๆ 4 กม. จะนั่งสองแถวคนละ 20 บาทออกไปที่เกาะคา แล้วค่อยว่าให้รถไปส่งที่วัดอีกคนละ 40 บาท (ไปหลายคนจะถูกกว่านี้) ก็ได้ เพียงแต่ส่งเสร็จรถก็กลับเลยไม่ได้จอดรอ เพราะงั้นถ้าจะสะดวกก็แนะนำให้เหมาไปเลย เขาคิด 300 บาท แล้วก็จะแวะให้เที่ยวที่วัดกันราว 1 ชม. แต่ถ้าจะแวะวัดไหล่หินด้วยคนขับอาจจะขอคิดราคาขึ้นอีกนิดหน่อย
ส่วนใครที่ขับรถมาเที่ยวกัน อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่า ตอนขับรถผ่านตากเพื่อขึ้นไปเชียงใหม่ ก็มาแวะเที่ยวที่วัดพระธาตุลำปางหลวงได้สะดวก เพราะตัววัดอยู่ก่อนถึงตัวเมืองลำปาง ที่ถึงจะไม่ได้อยู่ริมทางสายเอเชียที่วิ่งขึ้นเชียงใหม่ แต่โฉบเข้าไปแล้วก็ไม่ต้องย้อนทางเดิม วิ่งเลยต่อไปก็ัยังมาออกที่ถนนสายเอเชียขึ้นเชียงใหม่ต่อได้เลย วิ่งตาม ทล. 1 มาจนถึงราว กม. 699 ก็จะเจอป้ายสีฟ้าบอกทางไปวัดพระธาตุลำปางหลวง รวมทั้งวัดไหล่หินด้วย
ตรงนั้นจะเป็นทางแยกเข้า อ.เกาะคา
ตรงเข้าไปจะเจอสามแยกนี้ ก็ให้เลี้ยวซ้าย มีป้ายบอกทางก่อนถึงแยกนี้เหมือนกันแต่ถูกบังไป
วิ่งตามทางมาอีกไม่ไกล ก็จะมีสะพานข้ามแม่น้ำวัง
ลงสะพานมานิด ก็จะเจอสามแยกอีกแห่ง ให้ เลี้ยวขวา ที่แยกนี้
วิ่งตามทางมา จะมีต้องแยกซ้ายตามป้ายนี้อีกที (ก่อนมาถึงตรงนี้จะมีป้ายบอกทางสำหรับแยกไปวัดไหล่หิน) รวมระยะทางจากตรงแยกเข้า อ.เกาะคา จาก ทล. 1 มาถึงวัดพระธาตุลำปางหลวงก็ราว 6 กม.
แต่ถ้าพักอยู่ตัวเมืองลำปาง แล้วจะมาเที่ยวที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ความที่ตัววัดจะอยู่นอกเมืองที่ อ.เกาะคาที่อยู่ทิศใต้ของตัวเมือง ก็ให้ใช้ ทล.1 วิ่งลงใต้ทิศทางที่มุ่งหน้าไป จ.ตาก ออกจากเมืองมาราว 10 กม. ก็จะถึงทางแยกเข้า อ.เกาะคา
ทางเข้าอันนี้จะถึงก่อนทางเข้า อ.เกาะคา ด้านที่วิ่งขึ้นมาจาก จ.ตาก เพราะงั้นเลี้ยวขวาเข้ามาตามป้าย อ.เกาะคาแล้ว ก็วิ่งตรงตามทางไปอย่างเดียว
ทางจะมาข้ามแม่น้ำวังเหมือนกัน จากนั้นก็เลี้ยวขวา แล้วแยกซ้ายอีกทีก็ถึงตัววัด อย่างที่เล่าไปแล้ว
ข้ามแม่น้ำวังไป มีร้านอาหารเจ้าดังของ อ.เกาะคาที่อยากแนะนำไว้เป็น ร้านข้าวซอยเกาะคา ร้านนี้
ด้านในมีที่นั่งริมน้ำนั่งสบาย
ข้าวซอยชามอร่อย ใครไม่ถนัดยังมี ขนมจีนน้ำยา-น้ำเงี้ยว หรือก๋วยเตี๋ยวเนื้อ-หมูให้เลือกด้วย
ฝั่งตรงข้ามยังมีอีกร้านอร่อย แต่ว่าไม่มีที่นั่งกินต้องซื้อหิ้วไปชิมอย่างเดียว เป็นร้านส้มตำแยกน้ำ
ดังขนาดร้านขายของฝากในตัวเมืองยังต้องสั่งไปขายกัน ไหน ๆ ผ่านมาถึงร้านเองแล้ว น่าแวะมาซื้อไปชิมกัน
พอเที่ยวที่วัดพระธาตุลำปางหลวงเสร็จแล้ว จากลานจอดรถหน้าวัด ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะย้อนกลับไปที่ตัวอำเภอเกาะคา แต่ถ้าเลี้ยวขวาไป ทางก็จะไปเชื่อมกับ ทล.1 พาเราขึ้นเหนือไปเชียงใหม่่ต่อได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา ถ้าจะขึ้นเชียงใหม่กันก็แนะนำให้เลี้ยวขวามาเลย ระหว่างทางยังมีวัดเล็ก ๆ ที่น่าแวะอยู่อีกแห่งชื่อ วัดปงยางคก
วิ่งตามทางมา มาเจอสามแยกก็ให้เลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าไป "ห้างฉัตร" ตาม ทล.1034
วิ่งรถตามทางมาเรื่อย จนมาเจอสามแยกที่มีไฟกระพริบสีเหลือง มีป้ายบอกทางไป บ.ปงยางคก
ถ้าจะแวะเที่ยวที่วัดปงยางคกด้วยก็เลี้ยวขวาที่แยก แต่ถ้าไม่แวะก็ตรงต่อไปเรื่อย ทางจะไปเชื่อมกับสายเอเชียที่วิ่งขึ้นเชียงใหม่ต่อได้ แล้วยังแวะศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยได้อีกแห่งด้วย
เดี๋ยวแวะมาที่วัดปงยางคกก่อน พอลอดซุ้มประตูมานิด วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ
วัดนี้มีประวัติว่าพระนางจามเทวีเป็นผู้สร้างไว้ ก็เลยมีวิหารพระแม่เจ้าจามเทวี
แล้วยังเป็นวัดที่ หนานทิพย์ช้าง วีรบุรุษของชาวลำปาง และยังเป็นต้นตระกูลเจ้าเจ็ดตนที่ต่อมาได้เป็นผู้ครองนครทางเหนือหลายต่อหลายเมือง ได้เคยอาศัยบวชเรียนอยู่ที่วัดนี้มาก่อน
แล้วยังมีประวัติบอกเล่าอีกว่า ท้าวมหายศ ที่ยกทัพมายึดลำปางหวังจะเป็นเจ้าเมืองนั่น เคยมาฉุดคร่าสาวงามที่บ้านปงยางคกระหว่างที่มีงานที่วัดนี้
แต่ หนานทิพย์ช้าง นี่ล่ะที่ได้ต่อสู้ขัดขวาง จนมีร่องรอยของดาบที่ใช้ต่อสู้กัน
แต่ที่อยากชวนให้แวะมาชมวัดนี้กันด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นวัดเล็ก ๆ แต่ก็เล็กพริกขี้หนู เพราะว่าวิหารที่วัดนี้เคยคว้ารางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม เมื่อปี 2543 มาแล้ว
สันนิษฐานกันด้วยอีกว่าตัววิหารไม่เก่าถึงยุคพระนางจามเทวี แต่น่าจะสร้างในสมัยที่หนานทิพย์ช้างได้ครองเมืองลำปาง เป็นถึงวัดบ้านเกิดของเจ้าเมือง จะใช้ช่างฝีมือธรรมดา ๆ ก็คงไม่เหมาะ เพราะงั้นงานสร้างและศิลปะต่าง ๆ ในวิหารนี้ก็เลยเป็นผลงานช่างชั้นสูงที่ฝากฝีมือไว้ แบบที่ไม่ได้ผ่านการแต่งเติมให้ผิดเพี้ยนไปเสียด้วย ที่นี่เราก็เลยจะได้มาชมงานศิลปะล้านนาแท้ ๆ กับฝีมือช่างชั้นเยี่ยมที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
เริ่มกันที่ด้านนอกก่อน ที่เราจะเห็นรูปแบบโครงสร้างของวิหารล้านนา อย่างที่เล่าไปแล้วว่าจะสร้างเป็นวิหารโถง รวมทั้งทำหลังคาลดที่ด้านหน้ามากชั้นกว่าด้านหลัง
เข้ามาด้านใน
อย่างแรกที่ต้องมาดูเลยก็คือ กู่ปราสาท ตรงนี้ ที่เป็นชิ้นงามฝีมือช่างชั้นสูงที่หาชมกันได้ยาก
ผนังด้านหลังจะมีภาพต้นโพธิ์และเหล่าเทวดาที่มาบูชาพระพุทธเจ้าอีกเหมือนกัน
ภาพอดีตพระพุทธเจ้า
ลวดลายงาม ๆ ที่เสาวิหารที่เรียกว่า ลายคำ
โครงสร้างหลังคาแบบม้าต่างไหม ที่มีลวดลายประดับพราวเต็มไปหมด
นี่ก็ด้วย
ธรรมมาสน์ที่นี่คล้ายกับที่วัดไหล่หินที่ทำไว้สำหรับให้พระนั่งเทศน์ แต่ญาติโยมจะมองไม่เห็นตัวพระ
ชะโงกกล้องขึ้นไปดู จะเห็นมีทางเข้าธรรมาสน์อยู่ด้านหลัง
มาที่ วัดพระธาตุจอมปิง กันบ้าง ที่เล่าไว้ว่าคุณผู้หญิงสามารถมาดูภาพพระธาตุหัวกลับได้ที่วัดนี้
มากราบพระกันที่วิหารด้านหน้ากันก่อน
อ้อมมาด้านหลังวิหารก็จะเป็นพระบรมธาตุเจดีย์
ข้าง ๆ กันมีโบสถ์หลังย่อม ๆ ที่จะเข้าไปดูภาพหัวกลับกันได้ทั้งชายหญิง
มีคุณลุงคอยบริการนำชม
ภาพพระบรมธาตุหัวกลับที่จะได้มาชมกัน
ถ้าสนใจจะแวะไปเที่ยวกันที่วัดพระธาตุจอมปิงด้วย ตอนที่อยู่ที่ตัวอำเภอเกาะคา มุ่งหน้าจะไปวัดพระธาตุลำปางหลวง พอข้ามสะพานข้ามแม่น้ำวังมาแล้ว จะมาเจอสามแยกนี้ ที่ถ้าเลี้ยวขวาก็ไปวัดพระธาตุลำปางหลวงอย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ แต่จะไปวัดพระธาตุจอมปิงก็เลี้ยวซ้าย แล้วตรงไปอย่างเดียวอีกราว 12.5 กม. ก็จะเจอวัดอยู่ทางขวามือ เรียกว่าไปง่ายมาก
แต่สำหรับใครที่วิ่งรถจากทาง จ.ตากขึ้นมา แล้วอยากจะมาแวะที่วัดพระธาตุจอมปิงกันด้วย ถ้าต้องวิ่งรถขึ้นมาจนถึง อ.เกาะคาก่อน ก็เท่ากับจะต้องวิ่งรถย้อนลงใต้มาอีก เพราะงั้นถ้าวิ่งตาม ทล. 1 มาแล้ว สังเกตว่าราว กม.678 จะมีป้ายบอกทางแยกเข้า อ.เสริมงาม ก็ให้ชะลอรถเตรียมเลี้ยวได้เลย
ก่อนจะเลี้ยวจะมีป้ายสีน้ำเงินบอกให้แน่ใจว่าทางนี้อีก 9 กม. ไปถึงวัดพระธาตุจอมปิงได้
ทางสายนี้เป็น ทางหลวงชนบท ลป.1002 วิ่งตรงตามทางมาอย่างเดียว จะมีแยกเล็กตรงนี้ก็ให้วิ่งตรงต่อมา
จนมาสุดทางเป็นสามแยกมีป้ายบอกเลี้ยวซ้ายไป อ.สบปราบ ก็เลี้ยวซ้ายตรงนี้ วิ่งต่อไปอีกนิดเดียวก็เจอวัดพระธาตุจอมปิงทางขวามือแล้ว
ขากลับออกจากวัดพระธาตุจอมปิงแล้วจะมาที่วัดพระธาตุลำปางเหนือ ก็เลี้ยวซ้ายออกจากวัดแล้วตรงมาอย่างเดียว จะมีป้ายบอกทางอย่างนี้เป็นระยะ
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.