| 
Home Sitemap

ย่านวัดพระธาตุลำปางหลวง

R0023028มาถึงลำปางแล้วไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดก็คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง ใกล้กันยังมีวัดสไตล์ล้านนาเล็ก ๆ ที่สวยงามอย่าง วัดไหล่หิน และ วัดปงยางคก เที่ยววัดไหว้พระแล้วยังเลยไป ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ชมการแสดงของช้าง กับหาซื้อของฝากกันได้ที่ กาดทุ่งเกวียน ที่สำคัญที่เที่ยวกลุ่มนี้ยังเหมาะเป็นแวะเที่ยวระหว่างทางสำหรับใครที่ขับรถขึ้นเชียงใหม่อีกด้วย

โดยเฉพาะกาดทุ่งเกวียน ที่มีทั้งของฝากขึ้นชื่อของเมืองเหนืออย่างพวกไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู   เรียกว่าถ้าซื้อของฝากที่เชียงใหม่ไม่ทัน  ขากลับระหว่างทางยังมาแวะที่ กาดทุ่งเกวียน ก็มีของอร่อยให้เลือกครบ แล้วยังจะได้งานเซรามิคที่ขึ้นชื่อของลำปางติดไม้ติดมือเพิ่มขึ้นไปด้วย

 

 


 

 

มาเริ่มกันที่ วัดพระธาตุลำปางหลวง ก่อนเลย วัดนี้เป็นไฮไลต์ที่สุดวัดหนึ่งของลำปางแล้ว

ตัววัดจะอยู่ที่ อ.เกาะคา  จะไปที่วัดก็เลยต้องออกนอกตัวเมืองลำปางมาสัำกหน่อย  (แต่ถ้าขับรถขึ้นมาจากกรุงเทพฯ จะผ่าน อ.เกาะคาก่อน แวะก่อนเข้าลำปางได้เลย)

แต่เดิมบริเวณนี้เป็นชุมชนที่เป็นลักษณะของเมืองศาสนา หรือที่เรียกว่า เวียงพระธาตุ  โดยมีวัดพระธาตุเป็นศูนย์กลางของเวียง

 

 


 

 

คงเห็นแล้วว่าบริเวณวัดจะอยู่บนเนินสูง  ไม่มีที่จอดรถกันข้างในเหมือนวัดอื่น ๆ

ขับรถมาถึงแล้ว  สังเกตว่าตรงเยื้อง ๆ กับด้านหน้าวัด เขาีมีลานจอดรถจัดไว้ให้

 

 


 

 

ที่จอดกว้างขวาง เลือกจอดกันได้สบาย

 

 


 

 

แล้วก็ค่อยข้ามถนนมาที่ตัววัดกัน

เขตพุทธาวาสของวัดจะอยู่บนเนินสูงต้องเดินขึ้นบันไดไป  ตัวบันไดทำเป็นรูปมกรคายนาค  ที่มีความหมายถึงการเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และโลกสวรรค์

 

 


 

 

แต่อย่าเพิ่งรีบเดินเข้าวัดไป  เพราะซุ้มประตูโขงของที่นี่จัดว่าสมบูรณ์และงดงามที่สุดในบรรดาวัดล้านนา  มาแล้วต้องหยุดแวะชมความงามกันหน่อย

 

 


 

 

ลวดลายปูนปั้นบนซุ้มประตูโขงจะมีรูปของสัตว์ในป่าหิมพานต์ประดับ

ถือกันว่าป่าหิมพานต์เนี่ยเป็นป่าที่อยู่เชิงเขาพระสุเมรุ  ก็แปลว่าเมื่อผ่านประตูนี้เข้าไปเราก็จะถึงเขาพระสุเมรุกันแล้ว  แต่เขานี้จะสลักสำคัญยังไงขออุบเอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง

 

 


 

 

ชมประตูกันต่อก่อน

ลวดลายที่ด้านข้างที่เรียกว่า "บัวคอเสื้อ"  มีลักษณะของลวดลายมงคลของจีน

ว่ากันว่างานศิลปะของล้านนา น่าจะได้รับอิทธิพลของศิลปะจีนจากเส้นทางการค้าสมัยโบราณที่มีการใช้ม้า ใช้วัว ต่าง (แบก) สินค้าเดินทางผ่านมาในดินแดนแถบนี้  ก่อนที่จะเปลี่ยนไปนิยมการค้าทางทะเลในยุคถัดมา

ร่องรอยของงานศิลปะในวัดอย่างนี้ ช่วยให้เราจินตนาการได้ถึงภาพชีวิตและความสัมพันธ์ของผู้คนต่างถิ่นในสมัยโบราณได้แจ่มชัดขึ้น

 

 


 

 

ที่หน้าบันเป็นรูปธรรมจักร ที่เป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา

 

 


 

 

รูปธรรมจักรจะตั้งอยู่บนฐานดอกบัว คงเป็นในความหมายเดียวกับที่เรานิยมนำดอกบัวมาบูชาพระ

 

 


 

 

ลอดซุ้มโขงเข้าไปก็จะเจอกับวิหารหลวง  เป็นวิหารในรูปแบบของล้านนา  คือ เป็นวิหารโถง ที่เปิดโล่งไม่มีผนังด้านข้าง

 

 


 

 

ลักษณะเครื่องบนเป็นรูปแบบศิลปะทางภาคกลาง  ที่เชื่อว่าเกิดจากการบูรณะซ่อมแซมในสมัยหลัง

 

 


 

 

ด้านหลังของวิหารหลวงเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์  ที่ตั้งใจสร้างเอาไว้ในตำแหน่งใจกลางเป็นประธานของวัด พอมาบวกกับลวดลายสัตว์หิมพานต์ที่ซุ้มประตูโขง ก็สื่อถึงความสำคัญและยิ่งใหญ่ของพระบรมธาตุเจดีย์นี้ว่าเปรียบเสมือนเป็น เขาพระสุเมรุ ที่เชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แล้วก็เป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ส่วนวิหารหลวงจะถือว่าเป็นตำแหน่งของชมพูทวีป  ที่หมายถึงโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ เพราะงั้นไม่ต้องแปลกใจว่า วิหารหลวงหลังนี้ถึงได้เป็นวิหารหลังที่ใหญ่ที่สุดในวัด

 

 


 

 

เข้ามาไหว้พระในวิหารหลวงกัน  บางคนอาจมองหา  เอ๊ะ เอ พระประธานอยู่ไหนหนอ

ล้านนาโบราณเขานิยมประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ใน กู่  แล้วก็เรียกพระพุทธรูปว่า พระเจ้า กู่อย่างนี้ก็เลยเรียกว่า กู่พระเจ้า กันด้วย

เห็นลักษณะรูปทรงอย่างนี้ ดูแล้วก็คล้ายกับซุ้มประตูโขงที่เพิ่งลอดผ่านมาเลยทีเีดียว

 

 


 

 

พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ด้านในของกู่ที่นี่ มีชื่อว่า พระเจ้าล้านทอง  (นี่ไงคนล้านนาจะเรียกพระพุทธรูปว่า พระเจ้า)

พุทธลักษณะมีลักษณะของศิลปะเชียงแสนผสมสุโขทัย  ที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของลำปางและสุโขทัยในอดีต

เสียดายก็แต่เราคงสังเกตลักษณะลวดลายที่องค์พระไม่ได้  เพราะมีการนำผ้ามาห่มองค์พระไปเสียหมด

 

 


 

 

ความที่เป็นวิหารโถงที่เปิดโล่ง  แต่ว่าชายหลังคาไม่ได้ลาดลงต่ำมากนัก  ก็เลยมีการทำแผงไม้ที่เรียกว่า แผงคอสอง มาช่วยกันฝนที่อาจจะสาดเข้ามาในตัววิหาร

แล้วก็เลยมีการวาดภาพจิตรกรรมเอาไว้ แต่สภาพจะค่อนข้างลบเลือนไปมากแล้วเหมือนกัน

 

 


 

 

พระบรมธาตุเจดีย์ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงนี้  ประดิษฐานพระเกศาธาตุ และพระอัฐิธาตุเป็นพระนลาฏขวากับพระศอ ของพระพุทธเจ้า

ความที่แบบแผนวัดของล้านนาจะวางพระธาตุเจดีย์ไว้ตรงกลางในตำแหน่งประธานของวัด พอเรากราบพระในวิหารก็จะเท่ากับได้กราบพระบรมธาตุไปด้วย

ช่วงที่ไปสำรวจกำลังมีการซ่อมแซมพระบรมธาตุเจดีย์อยู่  ถ้าเสร็จแล้วคงสวยอร่ามมาก  ถ้าใครได้ไปเที่ยวลองสังเกตดูว่า แผ่นทองจังโกที่หุ้มเจดีย์ เขาจะมีการดุนลวดลายเอาไว้ด้วย

 

 


 

 

ตรงฐานพระบรมธาตุเจดีย์ จะมีป้ายชี้ชวนให้เราดูร่องรอยกระสุน

เชื่อกันว่าครั้งหนึ่ง "หนานทิพย์ช้าง" ได้เคยลอบยิงท้าวมหายศ แม่ทัพเมืองลำพูนที่ยกมาตั้งพักทัพอยู่ในวัดระหว่างมายึดเมืองลำปางจนตาย

 

 


 

 

รูกระสุนปืน

ต่อมาหนานทิพย์ช้างก็เลยได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองลำปาง และท่านผู้นี้เองที่เป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลเจ้าเจ็ดต้น ที่ต่อมาลูกหลานได้เป็นเจ้าผู้ครองนครล้านนาหลายต่อหลายเมืองรวมทั้งเชียงใหม่

 

 


 

 

เดินเที่ยวต่อมาทางซ้ายมือ จะมีวิหารพระพุทธ

สังเกตว่าวิหารหลังนี้จะมีการก่อผนังด้านข้างไม่ได้ปล่อยเป็นโถงโล่ง  แต่ก็เชื่อว่าของเดิมก็น่าจะเปิดโล่งแล้วมาก่อผนังเพิ่มเติมขึ้นทีหลัง

 

 


 

 

วิหารหลังนี้มีของงาม ๆ น่ามาชมกันหลายอย่าง  ตั้งแต่ซุ้มโขงทางเข้าที่ทำหน้ามงกุฎซ้อนกัน 3 ชั้น

 

 


 

 

ตุงไม้แกะสลัก ที่แขวนไว้เพื่อเป็นพุทธบูชา

 

 


 

 

พระประธานมีพุทธลักษณะแบบศิลปะสุโขทัย

 

 


 

 

งานจิตรกรรมงาม ๆ จะอยู่ด้านหลังพระประธาน

 

 


 

 

จะเป็นรูปเทวดาถือดอกไม้มาบูชาพระพุทธเจ้า และลวดลายมงคลอื่น

 

 


 

 

ตามเสาจะมีลวดลายสัตว์ในป่าหิมพานต์ อย่าง กินนร กินรี

 

 


 

 

ถัดมาจะเป็นพระอุโบสถ

ทางล้านนาเขาจะนิยมสร้างอุโบสถหลังย่อม ๆ เพราะถือว่าใช้สำหรับพิธีกรรมของพระสงฆ์เท่านัน  ผิดกับวิหารที่ใช้สำหรับญาติโยมมาทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม ก็จะสร้างให้ใหญ่โตเหมาะกับจำนวนคนที่มาร่วม

สันนิษฐานด้วยว่าที่อุโบสถหลังนี้มีผนัง  น่าจะเป็นการมาทำเพิ่มเติมไว้ทีหลัง ของเดิมก็น่าจะเป็นอาคารโถงเปิดโล่งอีกเหมือนกัน

 

 


 

 

เดินเลยต่อเข้ามาจะเป็นวิหารพระพุทธบาท  คนจะแห่แหนกันมาแวะที่วิหารนี้  แต่ไม่ได้ขึ้นไปไหว้รอยพระบาทอะไรหรอก

 

 


 

 

เขาพากันมาดู รูปพระธาตุหัวกลับ กัน

แต่คุณผู้หญิงอาจจะมีงอน ๆ นิดหน่อยถ้าจะต้องบอกว่า วิหารหลังนี้เขาห้ามผู้หญิงขึ้นไป  เพราะงั้นก็ชมภาพกันไปแทนก่อน

 

 


 

 

ที่จริงภาพพระธาตุหัวกลับก็ไม่ได้เป็นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์อะไร  หลักการก็เหมือนกล้องรูเข็มธรรมดา ๆ นี่ล่ะ

แล้วก็ดูเหมือนวัดในลำปางจะมีภาพหัวกลับอย่างนี้ให้ดูกันหลายต่อหลายวัด  ประมาณว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของลำปางไปแล้วเหมือนกัน

คุณสาว ๆ ที่อยากเห็นภาพพระธาตุหัวกลับแบบนี้ด้วยตาตัวเอง  ก็อาจจะแวะชมกันได้ที่ วัดพระธาตุจอมปิง  ที่อยู่ไม่ไกลกันนักจากที่นี่ก็ได้  เดี๋ยวจะเล่าถึงทางไปกันอีกทีตอนท้าย

 

 


 

 

เดินต่อมาก็จะมาเจอกับ วิหารละโว้

 

 


 

 

หางหงส์งาม ๆ ที่วิหารหลังนี้

 

 


 

 

ที่นี่ต้องมาชมพระพุทธรูปปางนาคปรก ศิลปะลพบุรี  ที่ถูกรักษาไว้อย่างดีหลังลูกกรงแข็งแรง  แสดงว่าพระพุทธรูปองค์นี้ต้องสำคัญมากทีเดียว

 

 


 

 

การมีพระพุทธรูปในศิลปะลพบุรีมาอยู่ที่นี่  ก็สอดคล้องกับตำนานเมืองลำปาง ที่สร้างขึ้นสำหรับเป็นเมืองลูกหลวง  สมัยพระนางจามเทวี ธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ที่ขึ้นมาครองเมืองหริภุญไชย (ลำพูน) และได้มาสร้างเมืองลำปางสำหรับให้พระโอรสปกครอง

 

 


 

 

วิหารอีกหลังที่ไม่ควรพลาดมาแวะชมกัน

 

 


 

 

เป็นวิหารน้ำแต้ม  ที่ยังรักษาลักษณะงดงามของวิหารแบบล้านนาเอาไว้

 

 


 

 

คือเป็นวิหารโถง

 

 


 

 

มีชายหลังคาที่ลดต่ำ

 

 


 

 

ช่อฟ้าก็ยังเป็นช่อฟ้าในรูปแบบของล้านนา

 

 


 

 

ด้านในจะไม่มีการทำฝ้าเพดาน  แต่จะเปิดโล่งเห็นโครงสร้างของหลังคา  ที่เรียกกันว่าเป็นแบบ ม้าต่าง

คำว่า ต่าง คือการบรรทุกของ  ที่แต่ก่อนการค้าของล้านนา ก็คือการเอาสัตว์พาหนะ อย่างม้าหรือวัวมาต่างของไว้บนหลัง  แล้วออกเดินทางไปค้าขายต่างบ้านต่างเมือง

 

 


 

 

แล้วที่เรียกว่า "น้ำแต้ม"  เป็นภาษาเหนือที่หมายถึงภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ที่ยังเหลืออยู่แต่เลือนไปมากแล้วที่แผงคอสอง

ส่วนพระประธานคือ พระเจ้าสามหมื่นทอง

 

 


 

 

แต่ภาพจิตรกรรมที่งดงามแบบพลาดไม่ได้  จะอยู่ที่ผนังด้านหลังพระประธาน

เป็นรูปต้นโพธิ์ 3 ต้นที่แผ่กิ่งก้านอย่างอ่อนช้อยสวยงาม  เล็งดี ๆ ด้านบนยังเป็นรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์

ลวดลายแบบนี้มักพบตามโบราณสถานในเมืองพุกามของพม่า  มาพบกันที่ลำปางด้วยแบบนี้  ก็พอจะบอกให้เราได้รู้ว่าในยุคก่อนนั้นพุกามและลำปางก็น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันทางหนึ่งทางใดได้  อย่างเช่นอาจจะเป็นการเดินทางติดต่อค้าขายระหว่างกัน

 

 


 

 

ลวดลายอีกแบบที่มักจะได้เจอกันในวัดล้านนาก็คือ หม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์ หรือเรียกให้ขลัง ๆ หน่อยว่า ปูรณะฆตะ

 

 


 

 

ที่นี่ยังมีรูปปูนปั้นสิงห์  ที่ถือว่าเป็นงานศิลปะชิ้นที่งดงามของล้านนาอีกชิ้นหนึ่ง

 

 


 

 

ลวดลายที่เสาวิหาร

ส่วนที่เห็นอยู่หน้าพระประธาน เรียกว่า สัตตภัณฑ์  เป็นชิงเทียนที่ทางเหนือจะนิยมนำมาตั้งถวายเป็นพุทธบูชา

 

 


 

 

เที่ยววัดกันรอบแล้วบังเอิญเดินมาเจอป้ายนี้ ก็เลยเอามาฝากกันว่า แต่ก่อนจะเข้าวัดแต่ละทีผู้คนจะแต่งตัวงดงามเรียบร้อย  แม้แต่รองเท้าก็ถอดกันตั้งแต่หน้าซุ้มประตูโขงแล้วไม่ได้ใส่เข้าไปด้านใน

ยุคสมัยนี้วัฒนธรรมแบบนี้อาจจะเลือนไป  ยิ่งเป็นวัดที่เป็นแหล่งเที่ยวหลายคนอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไป  แต่งตัวสบาย ๆ แบบไปเที่ยวกันเข้าวัด  แต่ยังไงแล้วก็อยากให้เราที่เป็นชาวพุทธได้ระมัดระวังเรื่องพวกนี้กันสักนิด

เพราะการแสดงความเคารพนอบน้อมต่อสิ่งอันควรเคารพ ก็จะสะท้อนกลับมา เป็นศรี เป็นสง่า แก่ตัวเราเองในที่สุด

 

 


 

 

ทิ้งท้ายกันด้วยว่าใครอยากนั่งรถม้าเที่ยวรอบ ๆ ที่หน้าวัดพระธาตุลำปางหลวงก็มีให้บริการกันอยู่ด้วย  หรือถึงจะไม่นั่งรถม้าแต่อยากจะมาถ่ายรูปคู่กันก็ยังได้  เพียงแต่ก็มีค่าบริการกันนิดหน่อย