| ย่านเมืองเก่า |
|
หน้า 2 จาก 3
อีกวัดสวยที่น่าได้แวะไปชมกัน ก็คือ วัดประตูป่อง ถ้าข้ามสะพานรัษฎามาแล้ว ลงสะพานปุ๊บก็ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนป่าไม้ ตรงมาอีกราว 500 ม. ก็จะเจอวัด (ทางเดียวกับที่ไปร้านไก่ทอด "ป้าน้อย") แต่ถ้าขับรถมากัน ถนนป่าไม้ช่วงแรก ๆ ตรงนั้นจะแคบมาก ให้เลยไปจนเจอแยกไฟแดงแล้วค่อยเลี้ยวขวาที่แยกนั้น (แยกนี้เลี้ยวซ้ายก็จะไปวัดปงสนุก)
ทางเข้าวัดจะมีป้ายบอกไว้ กับมีลานโล่งให้จอดรถได้ แล้วค่อยเดินผ่านซุ้มประตูโขงเข้ามา
ฟังชื่อวัดกับมาเห็นซุ้มประตูโขงใหญ่โตสวยเด่นด้วยลายปูนปั้นงาม ๆ อย่างนี้ ทีแรกก็จินตนาการว่า ประตูป่อง ที่ว่าคงหมายถึงซุ้มประตูโขงของที่นี่เป็นแน่ แต่ที่จริงแล้วชื่อประตูป่อง เป็นชื่อของ "ประตูเมือง" แล้วความที่วัดมาอยู่ตรงนี้ก็เลยได้ชื่อตามกันไป คงคล้ายกับท่าพระจันทร์ข้าง ๆ ม.ธรรมศาสตร์ ที่ได้ชื่อตามป้อมพระจันทร์ที่เคยอยู่ตรงนั้น ส่วนเรื่องราวว่าทำไมถึงมามีประตูเมืองอยู่ทางฝั่งนี้ เดี๋ยวไปเล่าให้ฟังที่วัดพระแก้วดอนเต้า ที่จะพาไปเที่ยวกันต่อ ขึ้นชื่อว่าวัดพระแก้วแล้ว งานนี้มีที่มาที่ไปแบบไม่ธรรมดาแน่นอน
ก่อนอื่นมาชมวิหารที่วัดประตูป่องกันก่อน วิหารล้านนาสกุลช่างลำปาง เราจะเห็นว่าทรวงทรงเส้นสายจะดูเข้มแข็งกว่าวัดล้านนาของทางเชียงใหม่ เพราะงั้นทรงวิหารของเชียงใหม่ เขาจะเรียกกันว่า ป้างแม่ เพราะหุ่นจะดูสะโอดสะองอย่างผู้หญิง แต่ของลำปาง....ใช่แล้ว เขาเรียกว่า ป้างพ่อ
ของเด่นของวิหารที่วัดประตูป่อง ก็คือ ลวดลายบนหน้าแหนบ
ด้านบนจะเป็นลวดลายมงคลอย่างจีน ถัดลงมาด้านล่างจะแกะเป็นรูปยักษ์คายนาค
หลังคาก็เป็นลักษณะของล้านนา ที่จะทำลดด้านหน้ามากชั้นกว่าด้านหลัง ที่นี่ตรงสันหลังคายังทำยอดเรียวแหลมเล็ก ๆ อย่างที่ภาคกลางจะเรียกว่า บราลี ไว้สำหรับกันนกมาเกาะ
ความงามของเครื่องบน
ด้านในเป็นโครงสร้างหลังคาแบบเปิดโล่ง ไม่มีฝ้าเพดาน
มี สัตภัณฑ์ อยู่ด้านหน้าพระประธาน
ส่วนด้านหลังเป็นภาพจิตรกรรมเป็นรูปต้นโพธ์อีกเช่นกัน
ถ้าเดินทะลุผ่านวัดประตูป่อง เราจะออกไปตรงถนนวังเหนือได้ ถนนสายนี้เทศบาลนครลำปาง เขากำลังผลักดันให้เป็นถนนสายวัฒนธรรม ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ก็เลยชักชวนให้ผู้คนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าพื้นเมืองออกมาตักบาตรข้าวเหนียว แล้วยังให้มีข้าวของมาวางขายรายไปตามถนน ที่เรียกว่า กาดมั่วคัวงาย ถ้าจังหวะเหมาะกัน ลองจัดโปรแกรมมาชมวัดแล้วเดินเที่ยวกาดต่อไปเลยก็น่าสนุกดี ข้าวของตักบาตรก็มาหาเอาที่กาดนี่ได้เลย บรรยากาศที่กาดเป็นยังไงเล่ากันไว้ใน เดินเที่ยวกาด
เที่ยวมาสองวัดแล้ว ก่อนที่จะเบื่อขอเปลี่ยนพาไปเดินชมบ้านไม้เก่าแก่บ้าง อยู่ห่างจากวัดประตูป่อง ไปแค่ราว 400 ม. เท่านั้น เลี้ยวซ้ายออกจากวัดประตูป่อง เลี้ยวซ้ายที เลี้ยวขวาอีกหน ก็มาถึง บ้านเสานัก แล้ว ที่นี่มีค่าเข้าชมคนละ 30 บาท แล้วก็เปิดกันตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ทุกวัน
ที่บ้านเสานัก ได้รับรางวัลพระราชทาน อาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภท เคหสถานและบ้านเรือนเอกชน ประจำปี 2548 จากสมาคมสถาปนิกสยาม
เสานัก ก็แปลว่า มีเสามาก เขาบอกว่ามีมากถึง 116 ต้น บ้านที่มีเสามาก ก็แปลว่า ต้องหลังใหญ่แน่ ๆ
เหตุที่เป็นบ้านหลังใหญ่ ก็เพราะเจ้าของเป็นคหบดีเชื้อสายพม่า ตัวบ้านสร้างมาตั้งแต่ปี 2438 ในสมัยรัชกาลที่ 5
ภาพของท่านเจ้าของบ้าน พ่อเลี้ยงหม่องจันโอ่ง กับ คุณยายมุกต์ ซึ่งเป็นต้นตระกูลจันทรวิโรจน์
ทายาทของท่านได้เปิดบ้านให้เราได้มีโอกาสมาชื่นชมกัน
ห้องหับภายในบ้าน
นอกจากนั้นยังมีของเก่าแก่โบราณหลายต่อหลายชิ้นให้ค่อย ๆ เดินชม อย่างตู้นี้มีชามตราไก่ที่เป็นของดั้งเดิม
ชุดขันโตก
เครื่องอัดกลีบผ้า
มีภาพถ่ายโบราณด้วย ในรูปจะเห็นชาวพม่าที่เข้ามาช่วยอังกฤษทำไม้ การทำไม้นี่เองที่ทำให้เศรษฐกิจของลำปางรุ่งเรืองมาก ๆ จนทิ้งร่องรอยของอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ใหญ่โตสวยงามเอาไว้หลายต่อหลายหลังในเมืองนี้
ความเฟื่องฟูบางทีก็สะท้อนผ่านหิ้งพระที่ทำลวดลายไม้ไว้อย่างบรรจง
เดินเที่ยวชมบนบ้านเรียบร้อยแล้ว ลงมาข้างล่างถึงค่อยมาจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ 30 บาท พร้อมกับรับเครื่องดื่มกับของว่างที่เป็นข้าวแต๋น ของขึ้นชื่ออีกอย่างของลำปาง
เลือกหามุมนั่งพักกินของว่างกันได้ตามสบาย
ระหว่างนั้นก็ชมยุ้งข้าวแบบล้านนาที่อยู่มุมด้านหน้าบ้านไปพลางด้วย คนล้านนาจะสร้างยุ้งข้าวเอาไว้ในบริเวณบ้าน ตัวยุ้งจะสร้างไว้บนเสาสูง แต่จะไม่มีการทำบันไดไว้ถาวรจะเป็นการใช้บันไดชัก รวมทั้งจะไม่มีการนอนค้างบนยุ้งกัน เพราะจะถือว่าผิดผี
นอกจากนั้นก็ยังมีร้านขายของที่่ระลึก กับร้านกาแฟให้สั่งมานั่งจิบพักผ่อนดื่มด่ำกับบรรยากาศในบ้านด้วย ใครชอบบรรยากาศที่นี่ ต้องบอกว่าเขารับจัดงานเลี้ยงขันโตก รวมทั้งงานแต่งงานอีกด้วย สนใจก็โทรไปสอบถามได้ที่ โทร.054-227-653 086-910-7408
ถ้าขับรถมากัน ถนนตรงหน้าบ้านกว้างขวางพอที่จะจอดรถไว้ได้สบาย แต่ย่านนี้เป็นบ้านพักของชาวบ้าน ยังไงก็ระวังเรื่องการจอดขวางทางเข้าออกสักนิด จะได้สบายใจด้วยกันทุกฝ่าย
ถ้าออกจากบ้านมาแล้วเลี้ยวไปทางขวา เดินไปไม่กี่ก้าวตรงหัวมุมถนน ตรงนั้นมีร้านกาแฟเก๋ ๆ ให้นั่งพักอีกแห่ง
ร้านชื่อ GA-O-IN GA มาจาก กาแฟ O หมายถึง ชื่อของย่านนี้ที่เรียกกันว่า ท่ามะโอ ส่วน IN ก็คืออินเตอร์เน็ต เพราะที่นี้เป็นร้านเน็ตด้วยในตัว
มุมอินเตอร์เน็ต
มุมน่าสบายที่ชานด้านหน้า (แอบเห็นไหมว่าฝั่งตรงข้ามเป็นร้านอาหารปักษ์ใต้ ให้แวะมาฝากท้องได้ด้วย)
กาแฟร้อนเริ่มต้นที่ 40 บาท ส่วนกาแฟเย็นก็เริ่มที่ 45 บาท
ไปเที่ยววัดกันต่อที่ วัดพระแก้วดอนเต้า ถ้าอยู่ที่บ้านเสานัก ก็มาเลี้ยวซ้ายเข้าถนนท่ามะโอ ตรงหัวมุมร้าน GA-O-IN นี่ล่ะ พอเจอถนนพระแก้วก็ให้เลี้ยวขวาตรงเข้ามา แล้วจะเจอวัดอยู่ทางขวามือ ระยะทางจากที่บ้านเสานักมาก็ประมาณ 1 กม. ก็จะมาถึงที่วัดพระแก้วดอนเต้าแล้ว มาแล้วจะได้มากราบพระบรมธาตุเจดีย์ที่วัดนี้ ที่มีพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่
ถ้าเคยอ่านประวัติของพระแก้วมรกต ตอนที่เขาอัญเชิญจากเชียงรายจะมาไว้ที่เชียงใหม่ แล้วช้างที่เชิญพระแก้วไม่ยอมเดินไปเชียงใหม่ จนสุดท้ายต้องมาไว้ที่ลำปาง ตอนนั้นพระแก้วมรกตก็ถูกนำมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วดอนเต้านี่ล่ะ ในบริเวณวัดก็เลยมีรูปช้างที่แสดงเหตุการณ์ตอนนั้นเอาไว้
วิหารหลวงตรงนี้เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต แต่ที่เรามาเห็นน่าจะเป็นหลังใหม่เพราะประวัติบอกว่าเคยผ่านการบูรณะมาแล้วโดยครูบาศรีวิชัย วัดที่จะนำพระสำคัญอย่างพระแก้วมรกตมาไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเป็นวัดที่สำคัญมากของลำปาง แต่จะสงสัยกันไหมว่า เอ นี่เราต้องข้ามฟากจากตัวเมืองลำปางมาที่วัดพระแก้วดอนเต้านี่นา ที่นี่ก็น่าจะเป็นวัดนอกเมือง ทำไมถึงสำคัญนัก ที่จริงแล้วตัวเมืองลำปางเมื่อแรกสร้างอยู่ทางฝั่งนี้ เรียกกันว่า เวียงเขลางค์ แล้วก็มีวัดพระแก้วดอนเต้านี่ล่ะ เป็นวัดสำคัญประจำเวียง หลังจากที่พม่ามายึดเวียงเขลางค์เอาไว้ได้ ก็ขยับไปสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เรียกว่า เวียงลคร ตัวเวียงลครก็อยู่ติดกันกับเวียงเดิมที่ยึดได้ เพียงแต่ขยับลงไปทางใต้ตรงแถว ๆ วัดปงสนุกนั่นเอง ส่วนคำว่า ลำปาง ที่จริงคือเวียงลำปาง เป็นอีกเมืองที่อยู่คู่กัน ตัวเมืองก็อยู่ตรงวัดพระธาตุลำปางหลวงนั่นล่ะ
ความที่เป็นเมืองคู่กัน ก็เลยเรียกรวมกันว่า "นครลำปาง" ที่หมายถึง เวียงลคร กับ เวียงลำปาง ไป ๆ มา ๆ ตอนหลังก็เลยกลายเป็นแค่ จังหวัดลำปาง ไป แต่การรถไฟก็ัยังรักษาชื่อเมืองเดิมเอาไว้ เพราะงั้นสถานีรถไฟของที่นี่ก็เลยมีชื่อเรียกว่า "นครลำปาง" มาจนทุกวันนี้ ส่วนคนพื้นเมืองก็ัยังเรียกเืืมืองลำปางว่า เมืองละกอน ที่เป็นการออกเสียงพื้นถิ่นของคำว่า ลคร หรือเวียงลครนี่เอง
พระประธานในวิหารหลวง สร้างโดยครูบาศรีวิชัยอีกเช่นกัน
ที่พลาดไม่ได้ต้องมาชมก็คือ มณฑปหลังนี้ ที่มีส่วนยอดที่แปลกตาสวยงาม เรียกว่า ทรงพญาธาตุ
ที่จริงตอนเดินเลี้ยวเข้ามาก็จะเจอมณฑปนี้ก่อนเลย
ด้านในมีพระบัวเข็ม เป็นประธาน เป็นพระพุทธรูปศิลปะพม่า
ส่วนด้านหน้ามีรูปเหมือน ครูบาศรีวิชัย และ หลวงพ่อเกษม ที่ชาวลำปางนับถือ
ไหว้พระกันแล้วมาชมความงามของวิหารกัน
ข้างในเขาประดับประดากันสุดฤทธิ์ สวย ๆ ทั้งนั้น
นอกจากงานไม้แกะสลัก ลวดลายพรรณพฤกษา และการประดับกระจกแบบพม่าแล้ว รูปแบบศิลปะยังมีรูปแบบของตะวันตกมาผสมผสาน อย่างตรงนี้เป็นเทวดาแบบฝรั่ง
กราบพระเสร็จแล้ว ลองกลับหลังหันแล้วลองเงยหน้าขึ้นไป
ตรงนี้มีตราสัญลักษณ์แบบตะวันตก ที่ดูคล้ายกับตราราชวงศ์สก็อตแลนด์ คาดว่าอาจจะเป็นตราของบริษัทสัมปทานไม้ของอังกฤษ ที่มาทำไม้อยู่ในลำปาง บนตรามีภาษาพม่าที่แปลได้ว่า ฝีมือช่างมัณฑเลย์ เพราะงั้นมณฑปหลังนี้ รวมทั้งการตกแต่งประดับประดา ก็น่าจะเป็นฝีมือของช่างพม่าจากเมืองมัณฑเลย์
ออกมาด้านนอกแล้วก็อย่าลืมเงยหน้าขึ้นไป ยังมีศิลปะงาม ๆ ให้ชมกันอีก
ลวดลายที่หลังคาทั้งสวยทั้งแปลกตา
แถมท้ายด้วยว่า ด้านในมณฑปมีดอกไม้ธูปเทียนจำหน่าย สำหรับบูชาพระเหมือนวัดทั่วไป แต่ที่พิเศษที่อยากเล่าคือ ทางล้านนาเขาจะมีธรรมเนียมที่เรียกว่า บูชาเทียน แต่ก่อนก็แล้วแต่ว่าต้องการจะบูชาเทียนเรื่องอะไร แต่เดี๋ยวนี้เขาก็จัดรวมกันมาเลย เป็นเทียนสะเดาะเคราะห์ สืบชะตา แล้วก็ รับโชค
สมัยก่อนเขาจะเขียนชื่อ แล้วเอาไปทำเป็นไส้เทียน แต่สมัยนี้ก็ประยุกต์ด้วยการให้เขียนชื่อลงบนเนื้อเทียน ก่อนจะนำไปจุดพร้อมกันทั้ง 3 เล่ม
ในรั้วเดียวกันกับวัดพระแก้วดอนเต้า ยังมีวัดสุชาดาราม ที่เคยเป็นอีกวัดต่างหาก แต่ตอนหลังรวมเป็นวัดเดียวกัน ชื่อเต็มของวัดก็เลยเป็น วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
อุโบสถของวัดสุชาดาราม
ลวดลายที่หน้าแหนบ
พระเจดีย์
ลวดลายของแผ่นโลหะฉลุที่ใช้ตกแต่งพระเจดีย์
วิหารของวัดสุชาดารามเป็นอีกแห่งที่น่าแวะมาชมลักษณะของวิหารล้านนาที่สวยงาม
ลวดลายการแกะไม้ประดับกระจก
นาคทัณฑ์ หรือที่ทางภาคกลางจะเรียกว่า คันทวย ที่ใช้ค้ำยันชายหลังคา ลองเดินดูจะเห็นว่าลวดลายไม่ซ้ำกันเลยสักชิ้น คงจะอวดฝีไม้ลายมือช่างกันน่าดู เพราะงั้นถ้ามาที่วัดนี้แล้วอย่าพลาดแวะมาชื่นชมฝีมือกัน
ตามชายหลังคาก็ยังมีไม้แกะสลักประดับไว้
ช่อฟ้า และ ปราสาทเฟื้องกลางสันหลังคา ที่เป็นลักษณะของวิหารแบบล้านนาของที่นี่
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.