เที่ยวแรมคืน
FacebookTwitterBlogger

ย่านเมืองเก่า

R0023803จากตัวเมืองข้ามสะพานข้ามแม่น้ำวังไปอีกฟาก ทางแถบนี้ยังมีที่เที่ยวน่าแวะอีกหลายแห่ง ทั้งวัดวาเก่าแก่ และบ้านไม้สวยงาม เพราะอดีตตัวเมืองลำปางเดิมเคยอยู่ทางฟากนี้ในนาม เขลางค์นคร เมื่อเมืองถูกย้ายข้ามฝั่งไป ตัวเมืองเก่านี้ก็เลยรักษาบรรยากาศที่เงียบสงบ สบาย ๆ เอาไว้ ในแบบที่เหมาะจะนั่งรถม้ามาเที่ยวชมกันมาก

 

เรียกว่าลำปางมีมุมให้เราเลือกมองทั้งสองด้าน ทั้งมุมที่สงบและความอึกทึก คึกคัก เป็นยังไงลองตามไปเที่ยวกันต่อ

 


 

 

นี่ไง สะพานข้ามแม่น้ำวังทรงโค้งสีขาวที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเมืองลำปาง

 

 


 

 

ชื่อสะพานคือ สะพานรัษฎาภิเศก

สร้างขึ้นมาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเศก สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ตอนหลังสะพานเกิดพังลงไป  รัชกาลที่ 6 ก็โปรดฯ ให้สร้างขึ้นใหม่เป็นสะพานคอนกรีตอย่างที่เห็น

 

 


 

 

ที่หัวสะพานทั้งสองฝั่งจะมีเสาอยู่คู่หนึ่ง

 

 


 

 

ด้านบนเป็นรูปพวงมาลา ที่แสดงนัยถึงการรำลึกถึงรัชกาลที่ 5

 

 


 

 

ส่วนไก่ขาวนี่  ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลำปาง

เพราะมีตำนานเล่าว่า ตอนที่พระพุทธองค์เสด็จมาที่เมืองนี้ พระอินทร์ก็กลัวว่าชาวเมืองจะไม่ได้ตื่นมาตักบาตรพระพุทธเจ้า  ก็เลยเนรมิตตัวเองเป็นไก่ขาวออกมาขัน เอก อี้ เอ๊ก เอ๊ก ปลุกชาวเมือง

 

 


 

 

ถ้ามีโอกาสอยากแนะนำให้ค่อย ๆ มาเดินข้ามสะพานซึบซับบรรยากาศกัน  โดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่

 

 


 

 

ที่บอกว่าควรจะเป็นเช้าตรู่ก็เพราะว่าพอข้ามสะพานมาปุ๊บ  ทางขวามือก็จะมาเจอตลาดรัษฎา  หรือถ้าเรียกอย่างชาวบ้านที่นี่ก็คือ กาดหัวขัว ที่แปลว่า ตลาดหัวสะพาน นี่เอง

ตลาดนี้เป็นตลาดเก่าแก่อยู่คู่เมืองลำปางมานานแล้ว

 

 


 

 

มาแต่เช้าจะได้มาเดินเที่ยวตลาดกัน  ชวนเที่ยวตลาดสด ตลาดเทศบาล อย่านึกว่าจะต้องทึม ๆ สกปรก  ตลาดที่นี่เขาทำใหม่สว่างและสะอาดน่าเดิน

 

 


 

 

ที่สำคัญของอร่อยน่ากินเพียบไปหมด  ไม่ว่าจะมาหาน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ เ็ป็นอาหารเช้า

 

 


 

 

หรือกับข้าวเมืองเหนือ

 

 


 

 

ก็มีกันสารพัด

 

 


 

 

กับข้าวหน้าตาแปลก ๆ ที่น่าสนุกที่จะได้ลองซื้อมาชิมกันดู

อย่างเมนูนี้ คุณยายที่ขายบอกว่าเป็น หมูหนาว ที่ทำมาขายกันเฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น  อร่อยไม่อร่อยไม่รู้แต่พอได้ชิมแล้ววันรุ่งขึ้นก็แค่มาซื้อซ้ำเท่านั้นเอง

 

 


 

 

ยังมีอีกหลายอย่าง ลองมาเดินเที่ยวกัน

 

 


 

 

ถ้าจะซื้อข้าวเหนียว  ต้องเตือนกันว่าข้าวเหนียวร้อน ๆ ห่อขายในใบตองของที่นี่ แค่ 5 บาทก็กินกันได้ 2 มื้อแล้ว

 

 


 

 

กล้วยน้ำว้าเมืองกรุงหวีละ 25  แต่กล้วยลูกอวบ ๆ ในตลาดลำปางหวีละ 5-7 บาท  เห็นแล้วอยากย้ายมาอยู่ลำปาง

 

 


 

 

ถ้าอยากจะหาร้านนั่งสบาย ฝั่งตรงข้ามตลาดมีร้านอาหารชื่อ เฮือนรัษฎา  บรรยากาศน่านั่งมาก

ที่ร้านจะมีติ๋มซำ กับอาหารจานเดียวอีกหลายอย่างให้เลือก

 

 


 

 

มีอีกร้านที่อยากแนะนำ ที่ถึงจะไม่ได้อยู่ในตลาดเสียทีเดียวแต่ก็อยู่ถัดมาอีกไม่ไกล  ดูท่าแล้วต้องรสเด็ดแน่นอน  เพราะเห็นคนท้องถิ่นขี่รถมอเตอร์ไซค์แวะเวียนมาซื้อกันไม่ขาดสาย เป็น ร้านป้าน้อยไก่ทอดหาดใหญ่

 

 


 

 

ใครอยากมาชิม พอลงสะพานรัษฎามาก็เลี้ยวขวาเข้าถนนข้างตลาด (ถนนป่าไม้) แล้ววิ่งตรงมาเรื่อยเกือบจะถึงสะพานข้ามแม่น้ำอันถัดมา  ร้านจะอยู่ซ้ายมือ

ในรูปจะเห็นว่าถนนค่อนข้างแคบ เหมาะกับมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานวิ่งผ่านเท่านั้น  ถ้าขับรถมาให้เลยไปจนเจอแยกไฟแดง  เลี้ยวขวาที่แยกแล้ววิ่งไปจนสุดเป็นสามแยก  ให้เลี้ยวขวาแล้วก็เลี้ยวซ้ายเลย  ทางจะมาเชื่อมกับถนนป่าไม้ได้ ช่วงนั้นทางจะกว้างขับสะดวกแล้ว

 

 


 

 

อีกร้านอร่อยในย่านนี้  อยู่ใกล้ ๆ กับตลาดอีกเหมือนกัน  เดินไปได้สบายมาก

ถ้าลงสะพานมา เจอตลาดรัษฎาอยู่ทางขวา เลยมานิดจะมีแยกไฟแดง  ให้เลี้ยวซ้ายที่แยกนี้

 

 


 

 

พอเลี้ยวมาแล้วก็จะมาเจอกับตึกแถวทางซ้าย

 

 


 

 

เราก็จะมาเจอ ร้านข้าวซอยอิสลาม  ข้าวซอยเจ้าดังอีกร้านของเมืองลำปาง

ร้านเปิด 8.30 น. แล้วก็ขายไปเรื่อยจนถึงช่วงบ่าย ๆ  ส่วนถนนหน้าร้านก็จอดรถได้ตั้งแต่ช่วงหลัง 8.30 น.อีกเหมือนกัน

 

 


 

 

ข้าวซอยชามอร่อย มีให้เลือกทั้งเนื้อ หรือ ไก่

 

 


 

 

เลยจากหน้าร้านข้าวซอยมาแค่ราว 300 ม. ก็จะเจอปากซอยตรงนี้

 

 


 

 

เลี้ยวเข้าไปนิดเดียวก็จะมาเจอกับ วัดปงสนุก

นอกจากวัดพระธาตุลำปางหลวง กับวัดแบบพม่าสวย ๆ ในตัวเมืองแล้ว  พอ วัดปงสนุก ได้รับรางวัลระดับดี (Awards of Merit) จากทางยูเนสโก ในฐานะการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเมื่อปี 2551

ดูเหมือนใครต่อใครก็ต้องมีวัดปงสนุกไว้ในโปรแกรมเที่ยวลำปางไปด้วย

 

 


 

 

ถ้าขับรถมากัน  ด้านหน้าจะมีลานให้จอดรถได้ก่อนเข้าวัด

 

 


 

 

ตัววัดส่วนที่เป็นพระเจดีย์และวิหาร จะอยู่บนเนินสูง

 

 


 

 

เป็นลักษณะของวัดล้านนาโบราณที่จะสร้างบนที่สูง  เหมือนกับที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

 

 


 

 

ซุ้มประตูโขงของที่นี่   ลวดลายอาจจะดูไม่วิลิศมาหราเท่ากับที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

 

 


 

 

แต่ที่ต้องมาชมคือ วิหารจตุรมุข หลังนี้ที่อยู่ด้านใน

 

 


 

 

ดูทีแรกเหมือนจะเป็นวิหารใหม่เอี่ยม  แต่ที่จริงเป็นเพราะเพิ่งได้รับการบูรณะเมื่อไม่นานมานี้

ที่สำคัญโครงการบูรณะของที่นี่เป็นความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างวัดและชาวบ้านในชุมชน ที่ร่วมไม้ร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2548 โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานของรัฐ  แล้วก็เป็นที่มาของการได้รับรางวัลจากทางยูเนสโก

ท้องถิ่นชุมชนสมัยนี้เข้มแข็งและมีปัญญา ร่วมไม้ร่วมมือทำงานกันจนได้รางวัลระดับโลก คล้ายกับจะบอกว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่ทางการหรือหน่วยราชการจะมีบทบาทน้อยลงไปเรื่อย ๆ

 

 


 

 

ถึงจะบูรณะจนดูใหม่  แต่ก็ตั้งใจจะทิ้งร่องรอยของเก่าเอาไว้ให้ชม

 

 


 

 

อย่างลายคำที่เสาวิหารก็ไม่ได้ซ่อมให้ดูใหม่ไปหมด  แต่ยังเหลือสภาพเดิมก่อนบูรณะทิ้งเอาไว้ให้เราได้เห็น

 

 


 

 

ส่วนยอดของมณฑปมีภาพวาดในกรอบไม้

 

 


 

 

ตัวค้ำยันแกะเป็นรูปกินนร และรูปหงส์

 

 


 

 

ช่อฟ้า ที่สื่อความหมายถึงครุฑ

 

 


 

 

เข้าไปชมด้านในกันต่อ

 

 


 

 

ในพระวิหารมีพระพุทธรูป 4 องค์ หันหลังชนกันอยู่  มีต้นโพธิ์อยู่ตรงกลาง

พระพุทธรูป 4 องค์ที่นี่ก็สื่อถึง พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ที่ได้อุบัติขึ้นแล้วในภัทรกัป  กัปหนึ่งก็คือการที่จักรวาลเกิดขึ้นและแตกทำลายไปรอบหนึ่ง

ที่เรียกว่าเป็น ภัทรกัป หรือกัปที่เจริญ ก็เพราะในกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ถึง 5 พระองค์  พระสมณโคดม หรือ พระุพุทธเจ้าของเราเป็นองค์ที่ 4  องค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้ก็คือ พระศรีอาริยเมตไตรย

ส่วนต้นโพธิ์ที่อยู่ด้านหลัง ก็สื่อความหมายถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเ้จ้า

 

 


 

 

คนเหนือเขาจะเ็ย็บกรวยใบตองใส่ดอกไม้และธูปสำหรับใช้เป็นเครื่องบูชา

 

 


 

 

เห็นต้นโพธิ์และดอกไม้ที่แห้งโรยแล้วอดคิดไม่ได้ว่า  โพธิแห่งปัญญาก็อาจเข้าถึงได้ผ่านดอกไม้ดอกหนึ่ง

เพราะแท้จริงแล้วมนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราก็เข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้เช่นเดียวกับพระพุทธองค์  เพียงประจักษ์แจ้งใจอย่างแท้จริงถึง "การดำรงอยู่เพียงชั่วคราว" ในทุกสรรพสิ่ง

 

 


 

 

วิหารหลังนี้เรียกว่า วิหารพระเจ้าพันองค์

 

 


 

 

เพราะมีพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ประดับอยู่โดยรอบ ถึงจะไม่ได้นับแต่ก็เดาได้ว่าน่าจะมีถึงพันองค์ตามชื่อวิหาร

 

 


 

 

เงยขึ้นไปด้านบนยังมีงานศิลปะสวย ๆ อย่างเช่น ดาวเพดานไม้แกะสลัก

 

 


 

 

ถัดไปจะมีพระเจดีย์ทรวงทรงแบบล้านนา

 

 


 

 

องค์เจดีย์ประดับด้วยแผ่นโลหะที่จะมีการดุนลายประดับเอาไว้ด้วย

 

 


 

 

ฉัตรประดับ สำหรับเป็นเครื่องบูชาพระเจดีย์

 

 


 

 

ลงมาทางด้านขวามือ  จะมีส่วนของอาคารพิพิธภัณฑ์ของวัด

 

 


 

 

จะมีหีบธรรมแบบล้านนา  ที่จะผายด้านบนแล้วส่วนด้านล่างจะคอดเข้ามา

หีบธรรมจะใช้เก็บพวกคัมภีร์ใบลาน  ที่คนสมัยก่อนจะนิยมจารคัดลอกคัมภีร์ลงบนใบลาน ถือกันว่าได้บุญมากเพราะเป็นการสืบทอดพระศาสนา

 

 


 

 

เชิงเทียน หรือที่เรียกว่า สัตตภัณฑ์  เป็นของที่คนล้านนานิยมนำมาตั้งหน้าพระประธานในวิหารเพื่อเป็นพุทธบูชา

 

 


 

 

เครื่องไม้หลังคาของเดิมที่ถูกถอดออกมา ก็เอามาเก็บรักษาให้ชมกัน

 

 


 

 

เล่าเรื่องการเดินทางมาที่วัดปงสนุกเพิ่มอีกสักนิด

สำหรับใครที่จะมาเดินเล่นที่ถนนคนเดินของลำปางที่เรียกว่า กาดกองต้า ในตอนเย็น  บนเส้นถนนคนเดิน (ถ.ตลาดเก่า) ตรงแยกที่ตัดกับ ถ.ทิพย์วรรณ  จะมีถนนลงไปด้านแม่น้ำวัง  ตรงนั้นจะมีสะพานคอนกรีตที่เดินไปที่วัดปงสนุกได้ไม่ไกล  (สะพานนี้ห้ามรถผ่าน แต่ให้คนเดิน จักรยาน และมอเตอร์ไซค์ผ่านได้)

ให้เดินข้ามสะพานแล้วตรงไปจนสุดทาง ขยับเลี้ยวไปทางซ้ายนิดเดียวก็จะเจอปากซอยที่เดียวกับที่เล่าว่าเลยขึ้นมาจากร้านข้าวซอยอิสลาม

ระยะทางจากตรงถนนคนเดินมาถึงที่หน้าวัดปงสนุกก็ราว 400 ม. เท่านั้น

 

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.