| เกาะสีชัง |
|
หน้า 2 จาก 8
มาต่อกันที่ พระจุฑาธุชราชฐาน ที่สร้างขึ้นเพื่อจะใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อนของรัชกาลที่ 5 อย่างที่บอก เข้ามาที่นี่ จุดเด่นที่เห็นก่อนเลยคือ สะพานอัษฎางค์ มาที่เกาะสีชัง จะเจอชื่อ อัษฎางค์ บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ถนน สะพาน วัด ประภาคาร ฯลฯ ชื่อนี้ตั้งตามพระนาม เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ พระเจ้าลูกยาเธอในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ซึ่งประชวรเมื่อทรงพระเยาว์ แล้วหมอหลวงก็ถวายคำแนะนำให้มาพักตากอากาศรักษาพระองค์ที่เกาะสีชัง
แนวคิดเรื่องที่พักตากอากาศเนี่ย ไทยเราได้รับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตกที่เข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรที่เชื่อว่าจะทำให้สุขภาพแข็งแรง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ก็เคยเสด็จประพาสมาประทับแรมที่เกาะสีชัง แต่สมัยนั้นยังไม่มีพระราชฐานก็ทรงประทับพักบนเรือกลไฟ เล่ากันว่า รัชกาลที่ 5 ที่ตามเสด็จมาด้วย ได้พระราชทานเงินให้แก่คนแก่ที่เกาะที่มีอายุเกิน 100 ปี ถึง 3 คน จึงเชื่อกันว่าอากาศบนเกาะดีทำให้ผู้คนอายุยืนยาว
ต่อมาเกาะสีชังก็เลยเป็นที่ประทับรักษาพระองค์ของเจ้านายหลายพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เมื่อยังทรงพระเยาว์ รวมถึงเจ้าฟ้าอัษฎางค์ ที่ทรงมาประทับอยู่หลายเดือน และรัชกาลที่ 5 ก็ได้ทรงมาประทับเพื่ออภิบาลพระราชโอรสรวมทั้งแปรพระราชฐานมาประทับอยู่หลายครั้ง
ก่อนหน้านั้นได้พระราชทานเงินพระคลังข้างที่ (เงินส่วนพระองค์) สร้างเรือนขึ้น 3 หลัง เรียกว่าไอไศรยสฐาน สำหรับเป็นที่พักพื้นแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่พอรัชกาลที่ 5 แปรพระราชฐานมาประทับอยู่เป็นเวลานาน เรือนทั้งสามก็ถูกกันเข้าเป็นเขตพระราชฐาน ชื่อเรือนแต่ละหลังจะตั้งชื่อตามผู้ที่พระราชทานทรัพย์ร่วมซื้อเครื่องตกแต่งในอาคาร อย่าง เรือนวัฒนาตั้งชื่อตาม สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี
เรือนอภิรมย์ ตั้งชื่อตามพระนามของ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์
เรือนผ่องศรี ตั้งชื่อตามพระนามของ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี
ต่อมา รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริว่าควรจะสร้างพระราชฐานขึ้นที่นี่ สำหรับจะพระเจ้าแผ่นดินจะมาประทับในฤดูร้อน และจะทรงตั้งชื่อตามพระเจ้าลูกยาเธอ ที่ประสูติที่เกาะสีชัง ซึ่งก็คือพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าร่วมพระชนกชนนีเดียวกันกับ รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 และทรงเป็นเจ้าของวังเพชรบูรณ์ ที่เดี๋ยวนี้เป็นที่ตั้งของเซ็นทรัลเวิร์ดนี่เอง พระราชฐานที่เกาะสีชัง ก็เลยได้ชื่อว่า "พระจุฑาธุชราชฐาน"
ถ้าขึ้นไปชมบนเรือนแต่ละหลัง ก็จะจัดเป็นนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับพระราชฐานนี้ ทั้งเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น พระราชประวัติและประวัติของบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเกาะสีชังในอดีต รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5
ตอนสร้างพระราชฐาน มีการสร้างพระที่นั่งขึ้น 4 องค์ แต่องค์ที่สำคัญที่มาแล้วต้องมาชมกันก็คือพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ เพียงแต่มาเห็นแล้วอาจจะแปลกใจ ทำไมเหลือแต่เพียงฐานรากองค์พระที่นั่งอย่างนี้ จะว่าไปดูแล้วคล้ายพระราชวังโบราณที่กรุงเก่าที่ถูกพม่าเผาไปจนเหลือแต่ฐานเหมือนกัน ต้องบอกว่าพม่าไม่ได้บุกมาถึงสีชัง แต่เป็นฝรั่งเศสต่างหากที่บุกมาถึงในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ที่ฝรั่งเศสเอาเรือมาปิดปากอ่าว จนที่สุดไทยต้องยอมเสียดินแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศสไป ตอนนั้นพระที่นั่งยังสร้างค้างอยู่แล้วก็เลยไม่มีการสร้างต่อให้เสร็จ เพราะระยะนั้นไม่เป็นการปลอดภัยที่จะเสด็จมาประทับอยู่ที่เกาะสีชังอีก เนื่องจากฝรั่งมีอำนาจอยู่ในทางทะเล ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้เสด็จฯ มาทอดพระเนตรเห็นพระที่นั่งที่สร้างค้างอยู่ จึงได้โปรดฯ ให้รื้อย้ายไปปลูกที่พระราชวังสวนดุสิต (ที่เรียกว่าพระราชวังดุสิตในปัจจุบัน) แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ ที่เรารู้จักกันดีนี่เอง
ส่วนเรือนเขียวหลังนี้ จะเรียกว่า เรือนไม้ริมทะเล ประวัติการสร้างไม่แน่ชัด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่พักของชาวต่างชาติมาก่อน และต่อมาคงได้ใช้เป็นที่ประทับแรมของพระราชวงศ์ในคราวที่มาประทับรักษาพระองค์
ด้านบนมีนิทรรศการสิ่งที่น่าสนใจบนเกาะสีชังให้ได้ขึ้นไปชมเช่นกัน
ตรงนี้เป็นผังของพระราชฐานนี้ จะเห็นว่าบางส่วนตั้งอยู่บนเนินที่ต้องออกแรงเดินขึ้นไปชมกันสักนิด
ที่ เรือนไม้ริมทะเล ยังมีร้านเครื่องดื่มกับของว่างไว้บริการ ซื้อแล้วลงมานั่งจิบไป ชิมไป รับลมเย็น ๆ ตรงเก้าอี้ที่จัดไว้ริมทะล
เล่าประวัติของพระราชฐานให้ฟังคร่าว ๆ กันแล้ว ถ้าได้มีโอกาสแวะมาชมที่นี่ พอเข้ามาถึงต้องชวนให้เลี้ยวขวาขึ้นไปถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 กันก่อน
ถัดจากพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นไป จะได้พบกับไฮไลต์ที่ไม่น่าพลาดมาชมกันก็คือ พระเจดีย์อุโบสถ วัดอัษฎางคนิมิตร วัดนี้เป็นวัดที่รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างขึ้นแทน วัดปลายแหลม ที่อยู่ใกล้เคียงกับที่ประทับ แต่เนื่องจากทรงเห็นว่าพระองค์ท่านมาประทับเป็นเวลานานใกล้เขตวัด จนอาจไม่เป็นการสะดวกสำหรับพระสงฆ์ในวัด คงเป็นเพราะมีข้าราชบริพารตามเสด็จมาจำนวนมาก พระสงฆ์องค์เจ้าอาจจะไม่ได้รับความสงบ
ที่แปลกคือ ตัวอุโบสถเป็นทรงกลม ส่วนช่องประตูหน้าต่างเป็นศิลปะแบบโกธิค ที่เป็นทรงโค้งยอดแหลม เหนือประตูหน้าต่างยังประดับด้วยกระจกหลากสี ส่วนด้านบนกลับเป็นเจดีย์ทรงลังกา นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ที่จะมีการผสมผสานกันระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตกเข้าด้วยกัน
ภายในพระอุโบสถตกแต่งด้วยหินอ่อนสวยมาก ๆ
ต้นโพธิ์ ที่ปลูกอยู่ตรงนี้เป็นหนึ่งในสามต้นที่ได้หน่อมาจากพุทธคยา ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพนำมาทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 และทรงโปรดฯ ให้นำมาปลูกไว้ที่เกาะสีชังหน่อหนึ่ง
ระหว่างทางขึ้นไปที่อุโบสถ อย่าลืมแวะไปลองเคาหินระฆังดู หินก้อนโตที่เคาะแล้วกลับมีเสียงดังกังวานเหมือนระฆัง
ตอนเดินชมอยู่ใน พระจุฑาธุชราชฐาน จะเห็นว่ามีบ่อน้ำเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง กระจายกันทั่วไปหมด ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าบนเกาะสีชังส่วนใหญ่จะเป็นโขดหิน แหล่งน้ำต้องอาศัยจากการสร้างบ่อเก็บน้ำฝน ทุกวันนี้ชาวบ้านบนเกาะก็ยังใช้น้ำฝนกันอยู่ด้วยการขุดบ่อน้ำไว้ใต้พื้นบ้าน และถึงจะมีสถานีผลิตน้ำจืดจากทะเลอยู่บนเกาะด้วยแล้ว แต่ราคาน้ำที่ผลิตได้เนี่ยสูงมากถึงคิวละ 70 บาท เพราะงั้นถ้ามาพักมาเที่ยวที่สีชังก็ช่วยชาวบ้านประหยัดน้ำกันหน่อยก็ดี
สำหรับใครที่ชอบดอกลั่นทม อย่าพลาดแวะมาที่นี่ เพราะทั่วทั้งบริเวณจะเต็มไปด้วยต้นลั่นทม
รวมทั้งใครที่ชอบขีด ๆ เขียน ๆ อย่าลืมเตรียมกระดาษอุปกรณ์มานั่งพักผ่อนวาดรูปกันในนี้ด้วย
แล้วถ้าตอนไปเที่ยวเองจริง ๆ อยากให้มีคนคอยอธิบายประวัติกับพาเดินชม จะได้ไม่เดินหลงวนไปเวียนมา เพราะบริเวณกว้างขวางถึง 219 ไร่ ที่นี่มีบริการมัคคุเทศก์นำชมในช่วงวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ให้ด้วย
มัคคุเทศก์ที่ว่าก็เป็นเด็กนักเรียนตัวน้อย ๆ ของเกาะสีชังนี่เอง ไม่มีค่าบริการนำชม แต่ควรอย่างยิ่งที่จะมีทิปให้เด็ก ๆ เรียกว่าได้ช่วยสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้มีกิจกรรมดี ๆ ในวันว่างกัน
แถมเข้ามาชมที่นี่ ทางศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ดูแลบูรณะซ่อมแซมพระราชฐานแห่งนี้ให้กลับมาสวยสดงดงามกันอีกครั้ง ก็ไม่ได้เก็บค่าเข้าชมอะไรด้วย
ส่วนที่เห็นนี่ น้อง ๆ เค้ากำลังเข้าคอร์สอบรมเป็นมัคคุเทศก์กันอยู่ ไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ น่ะ ก่อนอื่นต้องเข้าคอร์สอบรมให้ความรู้ พัฒนาบุคลิก ให้คล่องแคล่วฉาดฉานกันถึง 4 วัน อบรมเสร็จยังไม่ได้ออกนำชม ต้องทั้งตอบข้อสอบ ทั้งทดลองพาอาจารย์เดินชมกันก่อนอีกด้วย
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.