Home เที่ยวที่ไหนดี สูดอากาศชานเมือง เกาะเกร็ด

เกาะเกร็ด

 

จากที่นี่ถ้าเดินไปทางขวาก็จะกลับไปที่ท่าวัดปรมัยฯ ที่เราข้ามฟากมา

แต่เดี๋ยวพาคุณไปเที่ยวทางซ้ายก่อนแล้วกัน เลี้ยวมาจะเป็นทางเดินปูด้วยซีเมนต์กว้างพอเดินได้สบาย ๆ ลัดเลาะไปตามบ้านเรือนชาวบ้าน ย่านนี้เรียกว่าหมู่ 1 ซึ่งเป็น 1 ใน 7 หมู่บ้านของชุมชนบนเกาะเกร็ด ซึ่งคนไทยเชื้อสายมอญจะตั้งบ้านเรือนกันในหมู่ 1 หมู่ 6 หมู่ 7 แล้วก็บางส่วนของหมู่ 5 ส่วนหมู่บ้านอื่นจะเป็นคนเชื้อสายไทย และมีบางส่วนเป็นพี่น้องชาวมุสลิม

ตามทางเดินจะผ่านร้านขายเครื่องปั้นดินเผาแล้วก็ร้านอาหารหลายร้าน

 


 

อาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่เห็นจะเป็นข้าวแช่กับทอดมันหน่อกะลา ที่ใครแวะมาเที่ยวน่าจะได้ลองชิมดูสักหน่อย เพราะข้าวแช่นั้นเรียกได้ว่าเป็นอาหารของชาวมอญแท้ๆ ก่อนจะมาเป็นที่นิยมกันในรั้วในวัง จนถูกเผยแพร่และที่เรียกว่า "ข้าวแช่ชาววัง" อย่างที่เราคุ้นหูกัน  แต่ที่จริงชาววังก็มาเรียนไปจากชาวบ้านที่เกาะเกร็ดนี่เอง

ดังนั้นการมาทานข้าวแช่ที่เกาะเกร็ดก็เรียกได้ว่าตามมาชิมกันถึงต้นตำรับเลยทีเดียว

 


 

ส่วนหล่อกะลานั้นเป็นพืชตระกูลเดียวกับข่า ที่ว่ากันว่ามีที่เกาะเกร็ดนี่ที่เดียว

 


 

ก็เลยมีการเอาหน่อกะลามาดัดแปลงทำเป็นอาหารต่าง ๆ แต่ที่เห็นจะนิยมที่สุดก็คือทอดมันหล่อกะลา ขายมาในกระทงใบตองน่ารัก ก็มีให้ชิมกันอยู่หลายร้านเลยทีเดียว

 


 

เส้นทางที่เดินมาพอพ้นช่วงบ้านชาวบ้านมา ก็จะผ่าน วัดฉิมพลี และ วัดป่าเลไลย์

วัดฉิมพลี เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา มีพระอุโบสถสวยงามทีเดียว หน้าบันเป็นรูปพระจันทร์ทรงรถคล้ายกับที่วัดสุทัศน์

 


 

ลองไปสังเกตที่ตัวพระอุโบสถใกล้ ๆ

จะเห็นว่าฐานจะแอ่นโค้งเหมือนเรือสำเภา ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่นายช่างสายตาเอียงเสียเมื่อไร แต่แฝงไว้ด้วยความหมายที่ถ้าเข้าใจจะทำให้เที่ยววัดได้สนุกขึ้นเยอะเลย ที่เขาทำให้ฐานพระอุโบสถแอ่นโค้งอย่างนี้ก็เพราะมีคติความเชื่อให้เปรียบเสมือนเป็นสำเภาขนสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารหรือการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดไปได้นั่นเอง

ข้อมูลดี ๆ อย่างนี้อาศัยอ่านเอาจากป้ายสื่อความหมายที่ ททท . ทำติดไว้ให้ที่หน้าวัดนั่นเอง ถ้าคุณไปอย่าลืมหยุดแวะอ่านเสียหน่อย

 


 

เดินถัดมานิดเดียวก็เจออีกวัดคือ วัดป่าเลไลย์ แต่ตอนนี้เป็นวัดร้างไปเสียแล้ว เหลือแต่พระอุโบสถกับเจดีย์หน้าวัดที่ชำรุดทรุดโทรมไปพอสมควร หน้าพระอุโบสถมีพระพุทธรูปปางเลไลย์ มีช้างกับลิงหมอบเฝ้าถวายอ้อยและน้ำผึ้งอยู่

บางคนไม่เคยเห็นพระพุทธรูปปางนี้ก็คงดูแปลกตาดี เพราะปรกติจะเห็นเป็นพุทธสาวกเฝ้าอยู่ พระพุทธรูปปางนี้สร้างมาจากพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปลีกออกไปอยู่ป่าเพียงพระองค์เดียว เพราะคงจะทรงรำคาญสงฆ์สาวก ที่มีเรื่องระหองระแหงกันด้วยเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วทรงปรามอย่างไรก็ไม่ฟัง ระหว่างที่อยู่ในป่ามีช้างและลิงมาคอยอุปัฏฐากพระพุทธองค์ นำน้ำนำอาหารมาถวาย ก็เลยเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนี้

 


 

แถวหน้าวัดฉิมพลีมีศาลาริมน้ำพื้นเป็นไม้กระดานสะอาดสะอ้านน่านอน แถมลมยังพัดเย็นสบายเสียอีก ถ้าเดินมาเมื่อยแล้วก็ขอแนะนำให้แวะนั่งพักนั่งเล่นดูเรือแล่นไปมาให้สบายใจก่อนก็ได้  เดี๋ยวนี้ไปที่ไหนก็เจอแต่ศาลาปูนกันไปแล้วทั้งนั้น

 


 

จากตรงนี้ไปก็ไม่มีร้านรวงอะไรให้ชมแล้ว คงต้องเดินย้อนกลับทางเก่าไป ส่วนถ้าเดินต่อไปอีกหน่อยจะเป็นท่าเรือที่ข้ามไปวัดกลางเกร็ด ใครจะข้ามาเกาะเกร็ดจากที่ท่าวัดกลางเกร็ดนี้ก็ได้ เสียแต่ข้ามมาแล้วไม่มีร้านรวงอะไร ต้องเดินไปทางท่าที่วัดปรมัยฯ อยู่ดี

 


 

สำหรับใครที่อยากออกกำลังด้วยการเดินชมสวน ชมบ้านเรือนชาวบ้าน จะเลือกเดินอ้อมรอบเกาะก็ได้ เพราะจากท่าเรือทางเดินก็จะเลี้ยวขวาตัดเข้าไปกลางเกาะเกร็ด ทางจะเป็นวงกลมอ้อมกลับมาเชื่อมถึงวัดปรมัยฯ ได้อีก เป็นทางเดินที่เรียกว่ารอบเกาะ ซึ่งยาวทั้งหมดประมาณ 6 ก.ม. แต่จากตรงที่เราอยู่ตอนนี้ถ้าจะเดินอ้อมไปก็คงเหลือราว 5 ก.ม. ได้ บรรยากาศก็จะเป็นบ้านเรือนสลับกับท้องสวนไปเรื่อย แล้วก็มีวัดให้แวะชมกันได้บ้างอย่างวัดศาลากุล

 


 

กลับมาตั้งหลักกันที่วัดปรมัยฯ กันอีกครั้งหนึ่ง วัดนี้มีชื่อเต็ม ๆ ว่า วัดปรมัยยิกาวาส ไม่ใช่วัดธรรมดาเลยเพราะเป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดวรวิหาร ทีเดียว เดิมเป็นวัดรามัญเก่าแก่มีอายุกว่า 200 ปี ชื่อว่าวัดปากอ่าว เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มาพระราชทานผ้าพระกฐิน ทอดพระเนตรเห็นว่าวัดทรุดโทรมก็เลยมีพระราชศรัทธาที่จะปฏิสังขรณ์

 


 

แล้วก็เป็นโอกาสที่จะเฉลิมพระเกียรติสนองพระเดชพระคุณ พระเจ้าบรมอัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ซึ่งเป็นผู้ดูแลอภิบาลพระองค์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ประดุจเป็นพระราชชนนีเลย ชื่อวัด ปรมัยยิกาวาส ก็มาจาก บรม + อัยยิกา + อาวาส นี่เอง

 


 

การปฏิสังขรณ์นั้นได้รื้อพระอุโบสถทำใหม่ทั้งหมด ถ้าไปดูที่หน้าบันพระอุโบสถจะเห็นเป็นรูปพระเกี้ยวซึ่งเป็นพระราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์รัชกาลที่ 5

นอกจากนั้นยังโปรดให้สร้างเจดีย์ทรงรามัญ พระราชทานนามว่าพระมหารามัญเจดีย์

 


 

ส่วนรั้วเหล็กของวัดนี่เป็นรั้วที่ทำส่งมาจากยุโรปเชียว

 


 

ในบริเวณวัดปรมัยฯ ยังมีพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาในยุคต่าง ๆ ให้ได้ชม

 


 


รวมทั้งเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ซึ่งเป็นศิลปะมอญไว้ให้ชมอีกมากมาย น่าแวะขึ้นไปชมอย่างยิ่ง

 


 

 

{mospagebreak}

เลยจากวัดปรมัยฯ ขึ้นไป บรรยากาศก็ยังเป็นร้านรวงสองข้างทางให้ชมให้ชิมกันไปเรื่อยตามอัธยาศัย แล้วก็ยังมีที่น่าสนใจให้แวะชมกันอีกหลายแห่ง ลองตามมาดู

 


 

เดินไปเรื่อย ๆ อย่าลืมสังเกตทางซ้ายมือจะมีป้ายชี้ให้ไปชมเครื่องปั้นดินเผาฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา เมื่อคราวที่เสด็จฯ เกาะเกร็ด

 


 

ใกล้ ๆ กันยังมีพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาอีกแห่ง ชื่อ กวานอาม่าน คำว่า กวานอาม่าน นี่เป็นชื่อหมู่บ้านเดิมของชาวมอญที่อพยพมา พาย้ายมาอยู่ที่ใหม่ก็ตั้งชื่อตามหมู่บ้านเดิมที่เคยอาศัยอยู่ ส่วนคำว่า กวาน แปลได้ว่า หมู่บ้าน

 


 

แวะเที่ยวโรงงานทำเครื่องปั้นดินเผา ตอนนี้ช่างกำลังขึ้นรูป

 


 

ร้านเครื่องปั้นดินเผาบนเกาะเกร็ดมีให้เลือกชมเลือกซื้อกันเยอะมาก แม้แต่ร้านน้ำ ยังมีแบบใส่ในแถ้วดินเผาให้เลือก

 


 

เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงวัดเสาธงทอง น่าเลี้ยวเข้าไปชมหอสวดมนต์ที่สวยงามแบบศิลปะมอญ ด้านหลังยังมีต้นยางที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนนทบุรี แล้วยังมีองค์เจดีย์ที่น่าสนใจอีก

 


 

รายละเอียดเป็นยังไงฝากเป็นการบ้านให้ลองแวะไปชมกันแล้วกันเอง มีป้ายของ ททท. ที่ทำไว้อย่างสวยงามคอยให้ข้อมูลไว้อย่างดี

 


 

ส่วนใครที่ไปเดินรอบเกาะมาก็จะวกกลับมาเจอกันได้ที่วัดเสาธงทองนี้ ซึ่งเป็นทำเลแวะพักชั้นดี เพราะมีร้านอาหารให้แวะชิมกันอีกเพียบไปเลย


ขอแวะกินลูกตาลลอยแก้วให้คลายร้อนหน่อยก่อนดีกว่า

 


 

พาชมเกาะเกร็ดกันมารอบแล้ว ใครสนใจอยากจะแวะมาเที่ยวถึงจะมีเวลาครึ่งวันก็เที่ยวได้แล้วเพราะอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เอง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์แล้วก็วันนักขัตฤกษ์มีผู้คนก็มาเดินกันครึกครื้นทีเดียว ยิ่งใครที่ชอบไปเดินงานปิดถนนคนเดินทั้งหลาย ที่นี่เป็นถนนคนเดินของแท้และดั้งเดิมเลยทีเดียว

 

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.