Home เที่ยวที่ไหนดี เที่ยวแรมคืน เขาใหญ่

เขาใหญ่

 

ออกจากด่านทางด้านปากช่องแล้ว ตรงมาเรื่อยตามถนนธนะรัชต์ เดี๋ยวจะชวนไปแวะ ไร่องุ่นกราน-มอนเต้ ที่อยู่บนนถนนหลวงชนบทสาย นม.1016 ที่เป็นทางลัดไปออกมวกเหล็กได้ เห็นป้ายแล้วก็เตรียมเลี้ยวซ้ายเลย

 


 

ก่อนถึงแยกจะมีป้ายบอกทางไป กราน-มอนเต้ ด้วย

 


 

จากตรงแยกก็วิ่งไปอีกประมาณ 13 กม. ถนนเป็นถนนราดยาง 2 ช่องจราจร สภาพดี ขับสบาย มีเนิน มีโค้งบ้าง

 


 

ระหว่างทางจะมีป้ายบอกเป็นระยะ สังเกตป้ายหน้าตาอย่างนี้เอาไว้ก็แล้วกัน

 


 

เลี้ยวผ่านประตูเข้ามาก็จะเจอป้ายชื่อ Granmonte เป็นภาษาอิตาเลี่ยน ที่แปลว่า "เขาใหญ่" นี่เอง

 


 

เรือนด้านซ้ายมือที่เห็นเป็นร้านขายของ ชื่อ มอนติโน (Montino) เป็นภาษาอิตาเลี่ยนเหมือนกัน แปลว่า "เขาลูกเล็ก"

 


 

ข้างในแน่นอนต้องมีไวน์องุ่น แล้วก็ผลิตภัณฑ์จากองุ่นต่าง ๆ ส่วนผลองุ่นสดต้องแล้วแต่ว่าไปในช่วงที่เก็บเกี่ยวได้พอดี

 


 

สนใจจะไปชมแปลงองุ่นที่โชว์อยู่ด้านหน้า ก็คว้าร่มออกไปเดินชมกันได้

 


 

องุ่นที่ปลูกอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นองุ่นพันธ์สำหรับทำไวน์ ซึ่งจะเป็นคนละพันธ์กับที่กินเป็นผลสด

 


 

อย่างพันธุ์ เทมปรานิลโญ (Tempranillo) ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นองุ่นที่ใช้สำหรับทำไวน์แดง

 


 

เห็นไร่องุ่นกันกับตาอย่างนี้   อาจอยากหอบหิ้วไวน์กลับไปจิบที่บ้าน  แต่ถ้ายังไม่แน่ใจในรสชาติว่าจะถูกใจหรือไม่  ที่ร้านเขาใจดีมีให้ลองชิมกันก่อน  ชอบใจก็ค่อยซื้อหากันอีกที

แล้วถ้าห่วงว่าถ้าติดใจขึ้นมาแล้วจะต้องถ่อมาถึงที่ไร่เอง  ต้องบอกว่าไวน์ของกราน-มอนเต้นี่มีวางขายให้ซื้อหากันได้ในกรุงเทพอยู่หลายแห่ง อย่างเช่นที่ วิลล่า ก็มีขายอยู่  สะดวกสาขาไหนก็แวะไปด้วย

ส่วนจะมีวางที่ร้านอื่นยังไง  รวมทั้งถ้าอยากรู้จักกับกราน-มอนเต้ให้มากขึ้น ก็คลิกไปที่www.granmonte.com

 


 

นอกจากไวน์แล้ว  ในร้านยังมีแยมอร่อย ๆ ทำเองสูตร Home-made ให้เลือกชิมได้หลายชนิด  ชิมว่าชอบใจรสไหนแบบไหนแล้ว ค่อยซื้อกลับบ้านกันอีกเหมือนกัน

 


 

น้ำผึ้งจากเมืองเหนือ อันนี้ก็ให้ชิมได้

 


 

บรรยากาศภายในร้านที่มีบริการเครื่องดื่มและเค้ก

 


 

ถ้าอยากอิ่มท้อง เดินถัดเข้าไปด้านในยังมีร้านอาหารอยู่ด้วย  ชื่อร้านวินคอตโต้ (Vincotto)

ชื่อร้านไม่ได้หมายถึงภูเขาแบบไหนแล้ว แต่เป็นชื่อขององุ่นที่ถูกเคี่ยวสำหรับไว้ทำอาหาร

 


 

ที่นี่เป็นร้านอาหารขนาดไม่ใหญ่ ตกแต่งออกหรูนิด ๆ ที่เหมือนได้ไปนั่งกินข้าวอยู่ในบ้านหลังสวยมากกว่ารู้สึกว่าอยู่ในร้านอาหาร

 


 

อีกด้านเป็นที่นั่งในสวนที่บรรยากาศสดใสด้วยพวงโกเมนสีสวยสด

 


 

หรือจะเลือกบรรยากาศใต้ร่มไม้ริมน้ำ

 


 

มาถึงนี่แล้ว อยากชวนให้เดินเลยเข้าไปอีกนิด ข้างในยังมีที่นั่งชมวิวริมอ่างเก็บน้ำ ที่สำคัญตามทางเดินยังมีไม้ดอกไม้ประดับปลูกไว้อย่างสวยงาม เหมาะสำหรับคนที่รักต้นไม้จะได้มาเดินชมกัน

 


 

บรรยากาศแสนสบาย น่ามาแวะนั่งเล่น

 


 

ออกจากไร่มาแล้ว  เดี๋ยวไปต่อกันที่อีกร้านดังของย่านนี้

ให้วิ่งรถเลยจากทางแยกเข้ากราน-มอนเต้ ตามทิศที่มุ่งหน้าไป อ.มวกเหล็ก  ตรงปากทางที่จะเชื่อมกับถนนมิตรภาพ ด้านซ้ายมือจะเป็น ร้านแดรี่โฮม เป็นอีกร้านแนะนำของคนที่เคยได้มีโอกาสมาชิม

รู้จักกับร้านแดรี่โฮม ได้ที่ www.dairyhome.co.th

 


 

บรรยากาศภายในร้าน ดูสะอาด สบาย ๆ กันเอง น่านั่ง

 


 

อีกมุมหนึ่งในร้าน

 


 

นั่งลงมาแล้วทุกโต๊ะจะมีอุปกรณ์ประจำคือ กระดิ่ง ไว้สำหรับสั่นเรียกพนักงานมารับออเดอร์

 


 

ส่วนเมนูอาหาร แน่นอนว่ามีสเต๊กอร่อย ๆ หลายอย่าง ทั้งเนื้อ หมู ไก่ ปลา ที่พิเศษคือมีเนื้อแกะ กวาง นกกระจอกเทศ รวมไปถึงจระเข้อีกด้วย

แต่ที่อยากให้ลองชิมคือ ไส้กรอกอร่อย ๆ นานาชนิด มีทั้งแบบจานเล็ก 2 ชิ้น หรือจานใหญ่ 5 ชิ้น

ที่สำคัญอาหารที่นี่ทุกอย่างจะไม่ใส่ผงชูรส

 


 

ส่วนจานนี้เป็นสลัดจากผักปลอดสารพิษ

 


 

และของเด็ดอีกอย่างของร้านคือไอศครีมรสชาติอร่อย ที่ทำเองที่นี่ กินหมดแล้วยังเก็บแก้วเซรามิคกลับบ้านเป็นที่ระลึกได้ด้วย

 


 

มีให้เลือกหลายลาย

 


 

ในร้านยังมีมุมเด็ก ให้เด็ก ๆ ที่อิ่มแล้วได้ไปนั่งเล่น ผู้ใหญ่จะได้ค่อย ๆ ทานอาหารกันสบาย ๆ

 


 

อิ่มสบายกันแล้วตรงปากทางลานจอดรถ ยังมีร้านขายพืชผักปลอดสารพิษ รวมทั้งของที่ระลึกให้แวะไปอุดหนุนกัน

 


 

บรรยากาศภายในร้าน

 


 

ไวน์ PB จากไร่พีบีที่เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ในวงการไวน์บ้านเรา ตัวไร่ก็อยู่ถัดเข้าไปจากไร่ของกราน-มอนเต้นี่เอง

 


 

ชิมเบียร์เยอรมันจากในร้านแล้วติดใจ มีให้ซื้อกลับบ้านด้วย อย่านึกว่านี่เป็นกระป๋องเล็ก ๆ ที่จริงต้องเรียกว่าเป็นถังเพราะจุถึง 5 ลิตรเชียว

 


 

ผักปลอดสาร

 


 

ไอสครีมอร่อยแล้ว นมก็อร่อยด้วยเหมือนกัน ไม่เชื่อต้องลองชิมดู

เพราะที่นี่เขาเน้นการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ คือ พยายามหลีกเลี่ยงจากการใช้สารเคมี อย่างที่ปกติการเลี้ยงวัวนม ก็จะมีการใช้สารอาหารเพื่อเร่งให้วัวมีนมมาก ๆ จนทำให้วัวเจ็บป่วย แล้วก็ต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะกับวัว

แต่ที่ฟาร์มของแดรี่โฮมและพันธมิตร จะใช้การเลี้ยงวัวตามธรรมชาติ ปล่อยให้วัวออกไปเดินเล็มหญ้าเอง ไม่มีการเร่งน้ำนม ถึงแม้ว่าจะได้น้ำนมน้อยลงมาก เรียกว่าไม่ถึงครึ่งของน้ำนมที่ได้จากวิธีเร่งน้ำนม แต่กลับได้ความเข้มข้น หอม อร่อยอย่างที่นมวัวควรจะเป็น

นอกจากนี้วัวก็ป่วยน้อยลง จนไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะกับวัว ทำให้ไม่มีปัญหาสารตกค้างในน้ำนมที่จะทำให้คนกินนม เกิดดื้อยาไปด้วย

เรียกว่า ถึงจะได้น้ำนมน้อยลง ขายได้เงินก็น้อยลง แต่ต้นทุนก็ต่ำกว่า กลายเป็นว่ากำไรกลับมากขึ้น คนเลี้ยงก็มีความสุข วัวเองก็มีความสุข คนกินก็มีความสุขที่ได้ของคุณภาพดี มีประโยชน์กับสุขภาพจริง ๆ

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของ แนวเศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่เห็นได้เป็นรูปธรรม

ยังไงลองไปฟังเจ้าของฟาร์มเล่าเรื่องแนวคิดของการทำฟาร์มแห่งนี้ดูกัน  
เป็น VDO Clip นำชมฟาร์มแดรี่โฮม จาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจhttp://www.oknation.net/blog/krungthepturakij/2007/09/25/entry-1

อีกนิดลองย้อนกลับไปดูป้ายทางเข้าแดรี่โฮมซิ ไม่ใช่แค่ป้ายสวยงามน่ารัก แต่ยังสะท้อนให้เห็นปรัชญาของที่นี่ ที่ต้องการสร้างความสุขให้กับทุกคน รวมไปถึงวัวและสิ่งแวดล้อมด้วย

 


 

ย้อนกลับไปที่ถนนธนะรัชต์ ที่เป็นถนนทางขึ้นเขาใหญ่ทางปากช่อง

ถ้าใครอยากแวะร้าน Outlet กับ ฟาร์มโชคชัยก่อนกลับ ก็ไม่ต้องใช้ทางลัดไปมวกเหล็ก จากหน้าด่านก็ให้วิ่งตรงตามทางไปอย่างเดียว จนมาออกที่ถนนมิตรภาพ แล้วก็เลี้ยวซ้ายไปทางที่จะเข้ากรุงเทพ

 


 

เลยมาแค่สัก 1 กม. ก็จะเจอ Outlet Village อยู่ทางซ้ายมือ

 


 

ที่นี่ก็มีร้านแบรนด์ดัง ๆ ทั้งหลายมาเปิดให้บริการกัน

ร้านจะเปิดกันตั้งแต่ 9.00-20.00 น. ในวันหยุด ส่วนวันธรรมดาก็จะเปิดสายขึ้นนิด คือ 10.00-20.00 น.

 


 

ส่วนใครมาถึงแถวนี้แล้วหิวกาแฟเจ้าดัง ขอบอกว่า Starbucks เขามาเปิดร้านอยู่ที่ Outlet นี้ด้วยแล้ว

 


 

ส่วนฟาร์มโชคชัย ก็วิ่งรถมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพไปต่อ พอถึงหลัก กม.ที่ 160 เลยไปนิดก็จะมีลานจอดรถทางซ้ายมือ ที่นี่นอกจากร้านสเต๊กที่รู้จักกันดีแล้ว ยังเปิดให้เข้าไปเที่ยวในฟาร์มกันอีกด้วย

ส่วนของฟาร์ม เปิดให้ชมกันทุกวันยกเว้นวันจันทร์ การเข้าชมจะเป็นการนำชมที่จัดเป็นรอบ ๆ รอบละ 80 คน

วันหยุด จะมี 6 รอบ คือ ทุกต้นชั่วโมงตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไปถึงบ่าย 3 โมง ยกเว้นไม่มีรอบเที่ยง

วันธรรมดา จะมี 2 รอบ คือ รอบ 10 โมงเช้า และบ่าย 2 โมง

 


 

ก่อนเข้าชม จะฉายวิดีโอแนะนำฟาร์มโชคชัยให้ชมกันก่อน

 


 

แล้วก็พาไปดูพิพิธภัณฑ์เครื่องจักรกล ที่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้อยู่ในฟาร์มสมัยก่อน

 


 

ตรงนี้สาธิตการรีดนมด้วยมือ ที่เดี๋ยวนี้จริง ๆ ใช้เครื่องรีดนมหมดแล้ว

 


 

แล้วก็ให้อาสาสมัครได้ลองใช้มือรีดนมบ้าง  ก่อนจะพาไปชมและชิมไอสครีม อืมม์ มิลค์ ของขึ้นชื่อของที่นี่ต่อ

 


 

จากนั้นก็จะพานั่งรถเข้าไปชมด้านในกัน  มีทั้งชมฟาร์ม ชมการแสดง และปล่อยอิสระให้ได้กินน้ำ กินไอสครีม หรือจะขี่รถ ATV เล่นก็ได้

ทั้งหมดแล้วใช้เวลาเข้าชมประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 250 บาท เด็ก 125 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก www.farmchokchai.com

 


 

สำหรับคนที่วิ่งรถตรงออกจากเขาใหญ่ วิ่งผ่าน Outlet แล้วก็ฟาร์มโชคชัยมา ถ้าอยากมาแวะที่ร้านแดรี่โฮม ให้วิ่งเลยจากฟาร์มโชคชัยมาอีกประมาณ 16 กม.

พอถึงหลัก กม.ที่ 145 ก็ชะลอมองป้ายชี้เข้าเขาใหญ่ไว้ เจอแล้วก็เลี้ยวเข้ามาเลย

 


 

ตรงปากทางจะเห็นป้ายร้านอย่างนี้

 


 

ถ้ามาทางนี้ ตัวร้านแล้วก็ลานจอดรถจะอยู่ทางขวามือ เลี้ยวเข้ามาได้เลย

 


 

อีกร้านดังย่านนี้คือ สวนเมืองพร ที่นอกจากจะมีต้นไม้จำหน่ายแล้ว ยังมีร้านอาหารที่มีวิวอ่างเก็บน้ำลำตะคองสวยงามเป็นฉากหลัง

ถ้าสนใจจะแวะไปที่นี่  ตัวสวนจะไม่ได้เป็นทางผ่าน  แต่จะอยู่เลยทางขึ้นเขาใหญ่ไปทางนครราชสีมา ตรงหลัก กม.ที่ 196

ถ้ามาจากกรุงเทพ ก็ให้วิ่งเลยทางขึ้นเขาใหญ่ไปอีกราว 30 กม. ก็จะถึงทางแยกเข้าสวนเมืองพร

 


 

ตอนที่วิ่งรถไป พอช่วงที่ด้านซ้ายมือเป็นอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จะเห็นมีร้านอาหารเรียงรายอยู่ริมถนน มีคนมาโบกให้เข้าร้านกันเป็นล่ำเป็นสัน

ร้านอาหารย่านนี้จะมองเห็นวิวอ่างเก็บน้ำ อาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารอิสาน

 


 

เลยมาหน่อยจะมีทางแยกเข้าศูนย์บริการทางหลวงลำตะคอง

 


 

ถ้าวิ่งเข้ามา จะเจอน้าชาติท่านยิ้มต้อนรับอยู่

 


 

ข้าง ๆ ตรงนั้นมีศาลาให้นั่งชมวิวอ่างเก็บน้ำได้ด้วย

 


 

ถัดมาหน่อยจะเป็นศูนย์สารสนเทศลิปตพัลลภ ข้างในจะจัดแสดงของดีของเด่นของเมืองโคราช

 


 

ที่ศูนย์ฯ ไม่มีของขาย ไม่มีอาหารอะไร ถ้าจะแวะพักรถกับหาร้านอาหารง่าย ๆ กินกัน  ต้องเลยขึ้นไปตรงศูนย์บริการฯ

 


 

บรรยากาศด้านใน

 


 

เลยจากศูนย์บริการฯ ตรงนี้ไปอีกราว 3 กม. ก็จะถึงทางแยกเข้าสวนเมืองพรแล้ว

ช่วงแรกทางจะลาดลงเขา แล้วเปลี่ยนเป็นขึ้นเนิน ตรงสุดเนินจะเป็นหลัก กม.ที่ 196 มีสถานีตำรวจทางหลวงอยู่ด้านซ้าย ตรงนั้นจะมีจุดกลับรถที่จะเลี้ยวขวาเข้าไปสวนเมืองพร แต่ความที่เป็นทางขึ้นเนินพอดี ทำให้มองไม่เห็นแต่ไกล เรียกว่าถ้าไม่คุ้นทางมาก่อนโอกาสเลยมีสูงเพราะมองป้ายไม่ทัน

แนะนำว่าพอผ่านศูนย์บริการทางหลวงลำตะคองมาแล้ว ให้ชิดขวาไว้เลย จะได้เลี้ยวที่จุดกลับรถได้ทัน

 


 

เลี้ยวเข้ามาแล้ว ต้องมาเลี้ยวขวาอีกที ตรงนี้มีป้ายบอกไว้ชัดเจน

 


 

ทางจะพาวนขวาผ่านเรือนเพาะชำต้นไม้มาเรื่อย  ตรงนี้จะไม่มีลานจอดรถใหญ่  แต่จะเป็นมุมให้ซุกได้แห่งละไม่กี่คัน

ถ้าจอดรถไว้ช่วงต้น ๆ นี้เดินขึ้นมาหน่อย จะเจอกับร้านขายของอยู่ทางซ้าย

 


 

บรรยากาศในร้าน จะเป็นพวกขนมของฝากแล้วก็ไวน์จากย่านปากช่อง

 


 

ที่หน้าร้าน

 


 

เดินเลยจากหน้าร้านเข้าไปหน่อย จะมีต้นไม้วางไว้เต็มไปหมดให้เลือกซื้อหากลับไปปลูกที่บ้าน

 


 

ถัดเข้าไปก็จะเป็นส่วนของร้านอาหาร วิวตรงนี้ยังไม่เริ่ดนัก ถ้ามาเร็วคนยังไม่เยอะให้เดินเลยเข้าไปด้านในอีก จะมีโต๊ะที่มีวิวสวยกว่า

 


 

อย่างเช่นมุมนี้

 


 

ถ้าใครพาผู้ใหญ่มาทานอาหาร ไม่อยากให้ต้องเดินเยอะ วิ่งรถมาเรื่อยจนเจอส่วนที่มีหลังคาคร่อมถนนเอาไว้อย่างนี้

ตรงนี้จะเป็นทางเข้าร้านอาหารอีกด้านที่ใกล้กับโต๊ะที่มีมุมสวย ๆ

 


 

ส่งลงตรงนี้แล้ว เลยไปยังมีที่จอดรถอยู่อีก แล้วยังมีลานจอดรถอยู่ถัดไปด้วย

 


 

สำหรับใครที่มีงานด่วนต้องใช้เน็ต สามารถเอาเครื่องโน้ตบุคมาใช้บริการ Hot Spot ได้ในบริเวณร้านอาหาร

แต่บริการนี้ไม่ฟรี ต้องซื้อบัตร Pre-Paid ที่แคชเชียร์ ในบัตรจะบอก User Name กับ Password สำหรับล็อกอินเข้าใช้งาน ถ้าใครไม่มีโน้ตบุคมาจะมาใช้เครื่องพีซีที่จัดไว้ให้ก็ได้ แต่ก็ต้องซื้อบัตร Pre-Paid เพื่อมาใช้เหมือนกัน

ข้อมูลเพิ่มเติมของสวนเมืองพร คลิกดูได้ที่ www.suanmuangporn.com

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.