Home เที่ยวที่ไหนดี เที่ยวแรมคืน เขาใหญ่

เขาใหญ่

 

ที่ผากล้วยไม้ ใกล้กับลานจอดรถลานแรก เป็นต้นทางเส้นทางเดินป่าระยะทางประมาณ 3 กม. ไปที่น้ำตกเหวสุวัต

เส้นทางสายนี้เป็นเส้นยอดนิยมอีกเส้นทางหนึ่ง ที่ระยะทางไม่ไกลเกินไป มือใหม่สามารถมาเดินชมธรรมชาติกันได้ไม่ยาก

 


 

ถ้าได้มากางเต็นท์นอนกันแถว ๆ นี้  เราจะได้ยินเสียงชะนีกู่ร้องจากในป่ากันตั้งแต่เช้าตรู่  ถ้าใครอยากได้เจอกับเจ้าของเสียง  ลองมาเดินในเส้นทางสายนี้ดู  ถ้าเดินกันไปเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียเอะอะ

เพราะบางคนเข้าป่าแล้ววิญญาณทาร์ซานจะเข้าสิงทันที  เดินไปจะตะโกนเรียกกันไป   อาจเป็นเพราะไม่คุ้นกับป่าก็เลยเอาเสียงดัง ๆ มาเป็นเพื่อน    แต่ถ้าอยากเห็นชะนีต้องอดใจไว้หน่อยบวกกับความโชคดีอีกนิด   ก็อาจได้เจอชะนีตัวจริงเสียจริงก็ได้

ตรงปากทางเดิน  ก็เลยมีบอร์ดให้ความรู้เกี่ยวกับชะนีที่อาจจะได้เข้าไปเจอตัวกันไว้ก่อนด้วย

 


 

ทางเดินจะเริ่มตรงข้างศาลาที่เห็น

 


 

เล่าก่อนว่าเส้นทางสายนี้ มีทากด้วย!!!

ได้ยินอย่างนี้หลายคนคงเลิกคิดจะไปเดิน ที่จริงการที่มีทากเนี่ยแสดงให้เห็นว่าแถวนี้ยังเป็นป่าที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก เพราะทากต้องอาศัยอยู่ในที่ที่ชุ่มชื้นและมีสัตว์ป่าอยู่

แล้วเราก็มีวิธีป้องกันง่าย ๆ ด้วยการสวมถุงเท้ากันทากไว้ระหว่างเดิน  ใครยังไม่มีก็หาซื้อได้จากที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  ที่จริงการใส่ถุงเท้ากันทาก ทากก็ยังอาจคืบขึ้นมาเหนือถุงเท้าแล้ววกลงไปกัดเราได้ อย่าเพิ่งร้องอ้าว อย่างนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์ซิ

วิธีป้องกันอีกชั้นให้ใช้ สเปร์ยตะไคร้หอมพ่นให้ทั่วทั้งบนรองเท้าและบนถุงเท้าจะทำให้ทากไม่ขึ้นมาเกาะได้ หรือถ้ามาเกาะจริง ๆ การสวมถุงเท้ากันทากจะช่วยให้เราเห็นทากได้ชัด แล้วก็จับออกได้ทัน

แต่อย่าลืมว่า ทากคือเจ้าของบ้านอีกคนหนึ่งในป่า จับออกไปแล้วไม่ต้องกระทืบซ้ำก็ได้ แค่ปล่อยไว้ในป่านั่นล่ะ

 


 

ทากจะนิยมกัดตรงผิวหนังอ่อน ๆ อย่างตามซอกนิ้ว ถ้าถูกกัดจริง ๆ ถ้าไม่รังเกียจอะไร เมื่อทากดูดเลือดจนอิ่มแล้วก็จะดีดตัวออกไปเอง

สำหรับคนที่ไม่แพ้ก็ไม่เป็นอะไร เพราะทากไม่ได้เป็นพาหนะนำเชื้อโรค   แต่คนที่แพ้อาจจะเป็นตุ่มและคันอยู่สักพักใหญ่   เวลามาเที่ยวอาจจะเตรียมอุปกรณ์ทำแผลอย่างพวกเบทาดีน พลาสเตอร์  แล้วก็ครีมแก้แพ้อย่างเช่นครีมเสลดพังพอนติดมาด้วยก็ดี   ถ้าถูกกัดจะได้ทำความสะอาดแผลได้ แล้วจะได้ไม่ต้องมานั่งคันกันไปอีกหลายวัน

ถ้าถูกทากกัดจริง ๆ ไม่ควรดึงตัวทากออก   เพราะเขี้ยวที่ฝังลงไปในเนื้อแล้วจะทำให้มีแผล แล้วเลือดจะออกมากแถมหยุดได้ยาก   เพราะเวลาที่ดูดเลือดทากจะปล่อยสารป้องกันเลือดแข็งตัวที่เรียกว่า ฮีรูดีน ออกมา   แนะนำให้ฉีดด้วยสเปร์ยตะไคร้หอมลงไปบนตัวทาก  หรือจะใช้พวกยาหม่องนี่ก็ได้   ก็จะทำให้ทากเก็บเขี้ยวแล้วหลุดออกมาเอง  และจะทำให้เลือดออกน้อยกว่า

 


 

เห็นรูปตะกี้แล้วอย่าเพิ่งใจฝ่อ ใครที่กลัวทากจนไม่กล้าเดินป่า อย่าแพ้หนูน้อยคนนี้เชียว น้องเขาเดินได้ตลอดเส้นทางมาแล้ว โดนทากกัดด้วย แต่ยังยิ้มได้


 

ว่าแล้วก็ออกเดินกันเลยดีกว่า

อ้อ ติดน้ำดื่มไปด้วยก็ดี จะได้ค่อย ๆ เดินชมธรรมชาติได้อย่างสบายใจไม่รีบร้อน

 


 

เส้นทางจะสายนี้จะเป็นทางเดินชัดเจน ไม่ต้องกลัวหลง แล้วก็เป็นทางเดินเลียบลำน้ำไปเรื่อย สามารถเดินได้เองโดยไม่ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่นำทางก็ได้   แต่ถ้าต้องการเจ้าหน้าที่นำทางก็ติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวได้ก่อน มีค่าบริการเจ้าหน้าที่นำทาง 300 บาท

 


 

ทางเดินอาจจะวิบากเล็ก ๆ พอเดินสนุก

 


 

อาจจะต้องมีข้ามท่อนไม้ที่ขวางทางกันอยู่บ้าง

 


 

หรือเดินข้ามน้ำไปตามท่อนไม้ที่พาดอยู่อย่างนี้

 


 

เดี๋ยวหาว่าขู่เสียจนไม่กล้าเดินกัน มาดูธรรมชาติสวยงามสองข้างทางกันบ้างดีกว่า

ความที่ทางเดินจะเลียบลำน้ำมา หลายจุดก็จะมีที่ให้เลี้ยวลงไปนั่งพักชมบรรยากาศฟังเสียงน้ำไหลรินได้

 


 

ตามซากไม้ล้ม ถ้าเราหยุดสังเกตดูก็จะเจอได้ทั้งเห็ด

 


 

รวมทั้งปลวกอย่างนี้

ทั้งเห็ดและปลวกต่างก็ทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายต้นไม้ที่ตายแล้ว  ป่าไม่เคยมีขยะ เพราะสิ่งที่ตายไปก็จะเป็นประโยชน์กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นต่อไป

 


 

ตามต้นไม้หรือก้อนหินจะเห็นรอยด่าง ๆ อย่างนี้ พวกนี้คือ "ไลเคน"  สิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อาศัยอยู่ด้วยกัน คือ ราและสาหร่าย

เป็นการอยู่อย่างเกื้อกูลกันและกัน สาหร่ายต้องการความชุ่มชื้นและแร่ธาตุ ซึ่งราสามารถให้แร่ธาตุด้วยการย่อยสลายซากอินทรีย์ และเส้นใยของราก็จะให้ความชุ่มชื้น ขณะที่สาหร่ายก็ตอบแทนด้วยออกซิเจน ที่ได้จากการสังเคราะห์แสงที่ราต้องการ

อีกนิดนึง ว่ากันว่าพวกลวดลายบนชุดพรางของทหาร ก็มาจากลายของไลเคนนี่ล่ะ

 


 

ในป่าดิบอย่างนี้ แดดมักส่องไม่ถึงพื้นด้านล่าง พืชต้นเล็ก ๆ ก็มีวิธีขึ้นไปหาแดดด้านบน ด้วยการไต่ไปตามต้นไม้ใหญ่ พืชพวกนี้ไม่ใช่กาฝากเพราะไม่ได้เบียดเบียนดูน้ำเลี้ยงจากต้นใหญ่ แค่ขออาศัยเกาะขึ้นไปเท่านั้น

 


 

นี่เป็นอีกชนิด

 


 

พวกนี้เป็น เถาวัลย์ ที่ขอเกาะไปด้วยเหมือนกัน

สัตว์ที่อาศัยอยู่บนต้นไม้หลายชนิดก็อาศัยเถาวัลย์พวกนี้ เป็นเส้นทางเดินทางบนยอดไม้ โดยไม่ต้องลงมาที่พื้นดิน ทำให้ปลอดภัยจากสัตว์ผู้ล่าทั้งหลาย

 


 

อย่างเจ้าชะนีนี่   ถ้าเดินเข้ามาเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียงเอะอะให้เขาตกใจ ก็อาจโชคดีมีโอกาสเห็นตัวกันด้วย  นอกเหนือจากเสียงที่ถ้าอยู่บนเขาใหญ่เป็นต้องได้ยินเสียงร้องของชะนีแน่ ๆ เป็นเพราะเขาใหญ่เป็นถิ่นอาศัยที่สำคัญของชะนี

เวลาเจอชะนีเรามักจะเจอทีละหลายตัว แต่ชะนีไม่หากินเป็นฝูง ที่เห็นหลายตัวก็จะเป็นชะนีในครอบครัวเดียวกัน คือ พ่อ แม่ และลูก ๆ

ยิ่งกว่านั้นชะนียังเป็นสัตว์ที่มีความผูกพันกับคู่ของตัวเอง เรียกว่ารักเดียวใจเดียวเลย ถ้าตัวไหนตายไป อีกตัวก็มักตรอมใจตายตาม  เพราะงั้นใครถูกเรียกว่าเป็น ชะนี จงภูมิใจว่าเขาเห็นว่าเราเป็นคนมั่นคงในความรัก (ฮา)

แม่ชะนีจะอุ้มท้องนาน 7 เดือนครึ่ง มีลูกครั้งละตัว คล้าย ๆ กับคนเรา เวลาแม่ชะนีเลี้ยงลูกอ่อน ลูกก็จะเกาะอยู่กับอกแม่ ปกติชะนีจะอาศัยอยู่บนต้นไม้ตลอดไม่ได้ลงพื้นเลย   เพราะงั้นถ้าเราเห็นคนเอาลูกชะนีมาขาย แสดงว่าเขาต้องยิงแม่ชะนีให้ตกลงมา รวมทั้งอาจต้องยิงพ่อชะนีที่เข้ามาช่วย

ชีวิตต้องตายลงไปเพียงเพื่อสนองอาการโหยหาความรักของมนุษย์ ที่ซื้อเอาสัตว์ป่าที่ถูกทำให้กำพร้ามาโอบกอดตัวเอง เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้า

 


 

ถ้ามองขึ้นไปบนต้นไม้ เราอาจได้เห็นเฟิร์นชนิดต่าง ๆ บนคบคาของต้นไม้

 


 

ส่วนไม้ลำเล็กที่เกาะอยู่กับต้นใหญ่ คงจะเป็นต้นไทรที่อีกหน่อยก็จะค่อย ๆ แผ่ออกคลุมต้นไม้เดิมจนตายไปในที่สุด

แต่ถึงไทรจะเป็นเพชรฆาตเงียบ แต่ในอีกแง่ไทรก็เป็นโรงครัวของป่าเหมือนกัน

เพราะลูกไทรถือเป็นอาหารสำคัญของนกนานาชนิด ช่วงไหนที่ลูกไทรสุก จะมีนกสารพัดชนิดแวะเวียนมากินลูกไทร จนเราไม่ต้องออกเดินหานกดูที่ไหนเลย ปักหลักอยู่ข้างต้นไทรนั่นล่ะ

 


 

มองต่ำลงมานิด ก็จะมีดอกไม้ป่าหลายชนิดให้ชื่นชมกัน

 


 

นี่ก็ด้วย

 


 

มองมาระดับพื้นบ้าง อ้าว! ใครมือบอนเอาเปลือกลูกอมมาทิ้งไว้นี่   ใบไม้ยังย่อยสลายกลับมาเป็นปุ๋ย  แต่เปลือกลูกอมนี้อีกสิบปีก็ยังเป็นเปลือกลูกอมอยู่

 


 

ดูของน่าสนใจอื่นดีกว่า

ตรงนี้เป็น พูพอน ที่คงรู้จักกันแล้ว จะสังเกตว่ารากจะยื่นออกมาเพียงด้านเดียว เพราะอีกด้านเป็นลำน้ำแล้ว พูพอนนี้ก็เลยช่วยยึดให้ต้นไม้ที่อยู่ติดกับลำน้ำอย่างเช่นต้นนี้ สามารถยืนต้นสูงขึ้นได้

 


 

ตามพื้นที่อยู่ริมตลิ่งที่ดินแฉะ สังเกตดี ๆ เราอาจได้เห็นรอยเท้าของสัตว์ป่า

 


 

นั่งพักชมน้ำตกกันบ้าง

 


 

ตรงนี้เป็นป่าไผ่ ไผ่นี้จัดเป็นต้นไม้พวกเดียวกับต้นหญ้า

 


 

หนุ่มน้อยในป่าไผ่

 


 

จอมปลวก

 


 

ป่าบนเขาใหญ่ 90% จะเป็นป่าดงดิบ ที่เรียกว่าป่าดงดิบก็เพราะป่าจะเขียวอยู่ตลอดทั้งปี เนื่องเพราะว่าป่ามีความชุ่มชื้นสูงจนต้นไม้ไม่จำเป็นต้องผลัดใบทิ้งในหน้าแล้งเพื่อลดการคายน้ำ

แต่ที่จริงต้นไม้ในป่าดงดิบก็มีใบเก่าที่ร่วงหลุดลงมาเหมือนกัน และใบไม้เหล่านี้ก็จะผุพังกลายเป็นอาหารให้กับต้นไม้อีกครั้ง   ขณะที่บางส่วนก็ถูกสายน้ำพัดพาไปตกตะกอนรวมกันตามที่ราบลุ่มเวลาที่น้ำหลากท่วมลงไป

ทำให้พื้นที่เหล่านั้นอุดมสมบูรณ์เป็นอู่ข้าวอู่น้ำให้มนุษย์ได้ตั้งถิ่นฐานสร้างอารยธรรมขึ้นมา

 


 

มาถึงตรงนี้แสดงว่าใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว แวะมานั่งพักกันก่อนไม่ต้องรีบไปไหน เพราะความสุขของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางอย่างเดียว แต่ยังมีให้เก็บเกี่ยวได้ตลอดสองข้างทางอย่างนี้เอง

 


 

เดินขึ้นมาจะเจอลานจอดรถของน้ำตกเหวสุวัต

 


 

ตัวน้ำตกจะอยู่อีกฟากหนึ่งของลานจอด

 


 

ใกล้ ๆ กับป้ายน้ำตก เดินลงไปจะเป็นชั้นบนของตัวน้ำตก

 


 

แวะอ่านข้อมูลของลุ่มน้ำตกเหวสุวัตกันก่อน

จากตรงป้ายชื่อน้ำตก เลี้ยวไปทางซ้ายจะเป็นทางลงไปชมตัวน้ำตกกัน

 


 

เลยมาหน่อยจะมีจุดชมวิวน้ำตกจากด้านบน

 


 

ถ้าอยากลงไปชมให้ใกล้ตัวน้ำตก ต้องเดินลงบันไดไปอีก

 


 

บริเวณตัวน้ำตก สามารถลงเล่นน้ำกันได้

 


 

บรรยากาศพักผ่อนที่น้ำตก

 


 

เหมือนกับน้ำตกแห่งอื่น ๆ ที่ต้องระวังหากมีน้ำป่าหลาก ข้อสังเกตคือก่อนหน้านั้นมีฝนตกหนัก และน้ำเป็นสีขุ่นข้นของดิน และระดับน้ำสูงขึ้นเร็ว ถ้าสังเกตเห็นอย่างนี้ให้รีบขึ้นจากน้ำ

 


 

เล่นน้ำแล้วจะอาบน้ำอาบท่าแต่งตัว ห้องน้ำจะอยู่อีกฟากของลานจอดรถ

 


 

ข้างลานจอด จะมีร้านอาหารอยู่ที่นี่ด้วย

 


 

มีทั้งข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว แล้วก็ส้มตำ

 


 

ต้องแลกคูปองก่อน

 


 

เดินมาเหนื่อย ๆ ขอหม่ำข้าวก่อน

 


 

อิ่มแล้วไปเดินดูร้านขายของที่ระลึกเสียหน่อย

 


 

หมวยลายเท่ที่วางขายอยู่

 


 

โปสการ์ดก็มี เขียนแล้วฝากส่งได้ที่นี่เลย

 


 

ใครที่เดินตามเส้นทางเดินป่ามาจากผากล้วยไม้ ขากลับคงต้องมาโบกรถตรงปากทางรถที่ออกจากลานจอดรถ

เรียกว่ารถทุกคันต้องผ่านผากล้วยไม้แน่ ๆ ถ้าเป็นรถกระบะก็โบกได้เลย แทบทุกคันใจดีให้ติดรถไปลงด้วย คันที่ไม่ให้ก็ไม่ใช่อะไรคนนั่งเต็มหมดไม่มีที่ว่าง

 


 

อีกทางเลือกหนึ่ง คือ เดินกลับ

ทางเดินไม่ยาก มีขึ้นลงเนินบ้าง เดินเรื่อย ๆ ชมธรรมชาติสองฝั่งถนนไป ถ้าเดินแบบเพลิน ๆ ไม่รีบอะไร สักชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้วกับระยะทางประมาณ 3 กม.

ที่สำคัญได้สัมผัสป่า สัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มที่ เป็นประสบการณ์อีกอย่างที่น่าลองกัน

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.