| เขาใหญ่ |
|
หน้า 3 จาก 8
ก่อนจะไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ขอสลับมาเล่าบรรยากาศ เส้นทางที่ขึ้นจากด้านปากช่อง บ้าง เผื่อใครที่ขึ้นทางนี้จะได้รู้ว่าระหว่างทางมีตรงไหนน่าแวะบ้าง พ้นจากด่านเก็บค่าธรรมเนียมมาหน่อย ทางขวามือ จะเป็น ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ที่มาของศาลเจ้าพ่อก็มีเล่ากันว่า สมัยก่อนเมื่อราวเกือบร้อยปีมาแล้ว มีชาวบ้านขึ้นมาถากถางป่าเพื่อทำไร่และตั้งเป็นชุมชนขึ้นมา จนเป็นตำบลชื่อ "เขาใหญ่" แต่ความที่ที่ตั้งอยู่บนป่า ไปมาลำบากต้องอาศัยเดินป่าเข้ามาเป็นวัน ๆ ห่างไกลจากหูตาเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ก็เลยเกิดเป็นชุมโจรขึ้นบนนี้ ที่เหล่าโจรพากันขึ้นมาใช้เป็นที่หลบหนีการจับกุมหลังจากออกปล้นสะดม ทางจังหวัดนครนายกก็เลยส่ง "ปลัดจ่าง" ขึ้นมาปราบโจรจนสำเร็จ ตัวปลัดจ่างเองสุดท้ายมาตายด้วยไข้ป่าที่นี่ แต่ด้วยความเก่งกล้าของท่านก็ทำให้ผู้คนนับถือศรัทธา จนตั้งเป็นศาลไว้กราบไหว้บูชาจนทุกวันนี้
วิ่งขึ้นมาถึงราวหลัก กม.30 ก็จะมี จุดชมวิว
ลานจอดรถมีทั้งสองฝั่งถนน
มาชมวิวกัน
ใครที่เคยได้ยินว่า จะดูกระทิงต้องไปที่เขาแผงม้า
เขาแผงม้าก็อยู่ข้างหน้าลิบ ๆ นู้น แต่ก่อนป่าจะเป็นผืนเดียวกันไปหมดอย่างที่เรียกแถบนี้ว่า "ดงพญาไฟ" แต่ถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่าตามพื้นราบป่าถูกแผ้วถางกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมไปหมดแล้ว
ข้าง ๆ จุดชมวิวมีศาลาให้นั่งพักยืดแข้งยืดขาอีกด้วย
วิ่งเลยต่อขึ้นไปอีกราว 5 กม. จะถึง หอดูสัตว์หนองผักชี
เลี้ยวรถเข้ามาหน่อย มีลานจอดรถอยู่ตรงปากทาง
ตัวหอดูสัตว์ต้องเดินเท้าเข้าไปอีกเกือบ ๆ 1 กม. แล้วก็ไม่อนุญาตให้เอารถเข้าไป แต่ถ้าใครเอาจักรยานมาจะขี่เข้าไปก็ได้
ทางเดินจะเป็นทางลูกรังกว้างขนาดรถคันนึงวิ่งได้ เป็นทางเดินตัดทุ่งหญ้าเข้าไป แล้วก็ไม่มีทากมารบกวน
ระหว่างทางจะมีป้ายข้อมูลบอกถึงนกชนิดต่าง ๆ ที่พบได้บนเขาใหญ่นี้
ใกล้จะถึงแล้ว
ที่หอดูสัตว์ตรงนี้ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีร้านอาหาร ยังไงติดน้ำเข้ามาสักขวดก็ดี ถ้าเดินร้อน ๆ เข้ามาจะได้นั่งพักกินน้ำไปด้วย
ลองขึ้นไปด้านบนกัน ทางขึ้นเป็นบันไดขึ้นไปได้สบายไม่ต้องออกแรงปีน
บรรยากาศบนหอดูสัตว์ มีเก้าอี้อยู่รอบ
วิวที่มองออกไป
ด้านนี้จะเป็นมุมมองไปด้านที่มีหนองน้ำกับดินโป่ง จังหวะดี ๆ อาจได้เห็นสัตว์ป่าออกมากินน้ำหรือกินดินโป่งกัน ถ้าตั้งใจมาส่องดูสัตว์ ควรจะติดกล้องส่องทางไกลมาด้วย แล้วก็ควรเลือกเข้ามาช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น จะมีโอกาสพบเห็นสัตว์ได้ แต่อย่าลืมว่าต้องออกมาก่อนเวลา 18.00 น. ตามที่อุทยานฯ กำหนด
แต่ถึงไม่ได้ตั้งใจมารอดูสัตว์ มานั่งเล่นชมวิวชมฟ้า บรรยากาศตรงนี้ไม่เลวทีเดียวเหมือนกัน สังเกตว่าทางที่เดินเข้ามา แล้วก็รอบ ๆ หอดูสัตว์ฯ จะเป็นทุ่งโล่ง เพราะแถวนี้เคยเป็นบริเวณที่ชาวบ้านขึ้นมาแผ้วถางทำไร่สร้างชุมชนขึ้นมา แต่ตอนหลังมีปัญหาเรื่องชุมโจรทางการก็เลยให้อพยพลงจากเขาไป เวลาผ่านไปหลายสิบปีที่นี่ก็ยังคงสภาพเป็นทุ่งหญ้าอยู่ น่าคิดว่าเราใช้เวลาไม่กี่นาทีเพื่อตัดต้นไม้ แต่กว่าต้นไม้สักต้นจะเติบใหญ่ใช้เวลานานเนิ่นทีเดียว
ตรงนี้มีป้ายบอกเส้นทางเดินป่า
ใครชอบลุยก็เชิญได้เลย มีหลายปลายทางให้เลือกเดินไป
แถมอีกนิด ใกล้ ๆ กับลานจอดรถที่หอดูสัตว์หนองผักชี จะมีโป่งที่เรียกว่า โป่งชมรมเพื่อน ตรงนี้เป็นโป่งเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้น อยู่ตรงทุ่งโล่งชายป่าที่สัตว์สามารถหลบอยู่ในป่า แล้วออกมากินดินโป่งได้เมื่อเห็นว่าปลอดภัย
สัตว์กินพืชอย่างพวกช้าง กวาง เก้ง ต้องกินดินโป่งที่อุดมด้วยแคลเซี่ยม และโซเดียม เพื่อเอาไว้สร้างเขาหรือฟัน เรียกง่าย ๆ ว่า สัตว์พวกนี้ต้องการเกลือแร่เพิ่มเติมจากอาหารจำพวกต้นไม้ใบหญ้าที่กินอยู่ประจำ ตอนที่ขับรถผ่านไป ถ้าเห็นป้ายบอกว่ามีโป่งอยู่ ลองชะลอรถแวะดู อาจจะได้เห็นสัตว์ออกมากินดินโป่งอย่างนี้ก็ได้
วิ่งรถต่อขึ้นมาอีกไม่ไกล พอผ่านสะพานข้ามลำน้ำลำตะคองมา ก็เตรียมชะลอรถเลย
ด้านซ้ายมือจะเป็น ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ส่วนทางตรงตามถนนสายนี้ไปต่อก็จะไปสุดทางที่น้ำตกเหวสุวัต
มาแวะกันที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก่อน
ที่นี่จะมีนิทรรศการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับผืนป่าเขาใหญ่ ทั้งพรรณพืชและสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ที่นี่
อย่างตรงนี้เป็นชนิดของสัตว์ป่าที่พบเจอกันได้ที่เขาใหญ่
บอร์ดตรงนี้จั่วหัวไว้เลยว่า "รู้จักเจ้าของบ้าน" ฝากกันนิดว่าที่นี่คือ "บ้านของสัตว์ป่า" เราเป็นเพียงแขกผู้มาเยี่ยมเยือน อะไรที่เป็นการกระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน เป็นเรื่องที่เราพึงหลีกเลี่ยง
อย่างเช่นการให้อาหารลิง คนไทยเรามักใจบุญกันอยู่แล้ว พอเห็นสัตว์ก็อดให้อาหารไม่ได้ แถมเด็ก ๆ ก็สนุกสนานกันดีอีกด้วย อาจเป็นเพราะไม่รู้ว่า การให้อาหารเนี่ยสร้างปัญหาตามมาหลายอย่าง
อย่างแรกเห็นกันง่าย ๆ ก็คือ ลิงจะมานั่ง ๆ นอน ๆ รออาหารกันตามถนน จนถูกรถชนรถทับ ตายกันไปนักต่อนักแล้ว บ้างก็กินถุงพลาสติกที่ใส่อาหารเข้าไปจนอุดตันถึงตาย
เพราะงั้นอุทยานฯ ก็เลยทำป้ายเตือนเอาไว้เลยว่า การให้อาหารสัตว์ป่าเนี่ยมัน "บาป" ไม่ใช่บุญอย่างที่คิด
นอกจากนี้แล้วการให้อาหารลิงเนี่ย คนให้สนุก ลิงก็อิ่ม แต่สัตว์อื่นอดแถมพืชสารพัดก็ไม่ได้แพร่พันธุ์ เพราะถ้าลิงหากินอยู่เองตามธรรมชาติ ผลไม้ที่ลิงปลิดกิน จะมีบางส่วนที่หล่นลงพื้นมา ทำให้สัตว์อีกหลายชนิดที่ปีนต้นไม้ไม่ได้ ได้อิ่มไปกับผลไม้เหล่านี้ รวมทั้งเมล็ดพันธ์พืชในผลไม้ที่สัตว์ทั้งหลายกิน ก็ยังมีโอกาสแพร่พันธุ์ออกไปพร้อมกันด้วย เวลาที่สัตว์ไปถ่ายมูลตามที่ต่าง ๆ เรียกว่า การให้อาหารสัตว์ป่า เป็นการทำลายวงจรของระบบนิเวศในป่าไป รู้กันอย่างนี้แล้ว เห็นใครให้อาหารก็ช่วยกันเตือนด้วย ว่าอย่าทำ ที่สำคัญยังจะถูกปรับถึง 500 บาทเชียว ปรับกันจริง ๆ ด้วยเน้อ
อีกเรื่องที่อยากฝากไว้คือ เรื่องเกี่ยวกับการขับรถ ด้วยความที่สัตว์ป่าไม่รู้จักว่า ถนนคืออะไร และแน่นอนไม่รู้ว่าการข้ามถนนจะต้องมองซ้าย มองขวา ดูรถก่อนแล้วจึงข้าม เพราะฉะนั้นเวลาอยู่บนเขาใหญ่ ต้องขับรถด้วยความระมัดระวังเสมอ เพราะอาจมีสัตว์ป่าวิ่งตัดหน้ารถตรงไหน เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างตอนที่ไปสำรวจก็เจอมากับตัวว่า มีเม่นมาวิ่งตัดหน้ารถไปเหมือนกัน
เน้นอีกครั้งว่า ที่นี่สัตว์ป่าเป็นเจ้าของบ้าน คนเป็นเพียงผู้มาเยี่ยมเยือน และที่สำคัญ ขับช้า ๆ ปิดแอร์ ปิดเครื่องเสียง ลดกระจกรถลง รับอากาศธรรมชาติ สดับสำเนียงของป่า อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า "เที่ยวเป็น" ก็แหมอุตส่าห์ขับรถหนีเมืองออกมาไกลขนาดนี้ ยังจะเปิดแอร์ เปิดเพลงฟังทำไม มาสูดอากาศดี ๆ ฟังป่าร้องขับขานบทเพลงธรรมชาติที่หาฟังได้ยากกันดีกว่า
เล่ากฏกติกามารยาทกันไปบ้าง กลับมาที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกันต่อ พระเอกของที่นี่เห็นจะเป็น เสือโคร่งสองตัวนี้ มีคนมามุงดูตลอด
เสือนี้เป็นเสือจริงที่ถูกสต๊าฟท์ไว้ หลังจากถูกยิงตายเพราะบุกเข้ามาทำร้ายคนจนเสียชีวิตที่เขาใหญ่นี่เอง (แต่ไม่ต้องกลัว นี่เป็นเรื่องนานหลายปีมาแล้ว) แต่เบื้องหลังแล้วก็เรียกว่าน่าสงสารมาก เพราะปกติแล้วถ้าเจอกันในป่า เสือจะเลี่ยงไม่ทำร้ายคน แต่นี่เป็นเสือแก่ที่ฟันทู่และไม่มีแรงจะออกไปล่าสัตว์เป็นอาหารได้แล้ว เลยบุกเข้ามาหมายจะจับคนเป็นอาหาร และสุดท้ายก็ถูกยิงตาย
ใคร ๆ ก็ดูเสือ อยากบอกว่าอีกอย่างที่น่ามาชมกันก็คือ เขาของสมัน ตรงนี้
สมัน ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีเขาสวยมากที่สุด เมื่อก่อนมีอยู่อย่างชุกชุม ขนาดที่ว่าตามทุ่งรังสิตก็พบเห็นสมันได้ไม่ยาก แต่น่าเศร้าว่าเดี๋ยวนี้ ไม่มีสมันแม้แต่ตัวเดียวบนโลกใบนี้แล้ว ใช่แล้ว สมันได้สูญพันธ์ไปด้วยฝีมือของมนุษย์อย่างเรา ๆ นี่ล่ะ ลองสังเกตดู ตราของอุทยานฯ เขาใหญ่ ก็เป็นรูปสมันนี่เอง
ส่วนตรงนี้เป็นโครงกระดูกของกระทิง น่าดีใจว่าเดี๋ยวนี้เรายังพบเห็นกระทิงอยู่ในธรรมชาติ และคงเป็นเช่นนั้นต่อไปตราบเท่าที่เราช่วยกันรักษาป่าที่เป็นบ้านของเขาเอาไว้ ถ้าอยากไปดูตัวเป็น ๆ ก็ไปได้ที่เขาแผงม้าหรือที่หน่วยคลองปลากั้ง ใกล้ ๆ เขาใหญ่นี่เอง
กิจกรรมอีกอย่างของคนที่มาเที่ยวเขาใหญ่ นอกจากมาเดินป่า เที่ยวน้ำตก ดูนก กันแล้ว หลายคนยังมาดูผีเสื้อกันด้วย
ผีเสื้อมีหลากหลายชนิด ที่มีตัวอย่างบางส่วนให้ดูกันตรงนี้ด้วย
คงรู้กันอยู่แล้วว่าเขาใหญ่ได้เป็นมรดกโลก ตรงข้างทางเข้าศูนย์บริการยังมีตราสัญลักษณ์แสดงเอาไว้
แต่ต้องเน้นว่ามรดกโลกที่ได้รับมานั้น ไม่ใช่หมายเพียงแค่ผืนป่าเขาใหญ่แห่งเดียวที่ได้รับฐานะเป็นมรดกโลก ที่จริงแล้วยังครอบคลุมผืนป่าต่อเนื่อง ในอุทยานแห่งชาติอีก 3 แแห่งและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีก 1 แห่ง รวมเป็นผืนป่าทั้งหมด 5 ผืนที่อยู่ต่อเนื่องกัน อยากรู้ว่ามีแห่งไหนบ้าง และเนื้อที่อาณาบริเวณเป็นอย่างไรก็มาดูที่ผังจำลองตรงนี้ได้ อยากเล่าว่า ปัญหาคือ ป่าเหล่านี้ยังไม่ได้เชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกันจริง ๆ เพราะมีถนนรวมทั้งชุมชนตัดแบ่งป่าออกจากกัน ทั้งที่เงื่อนไขการยกให้เป็นมรดกโลกกำหนดไว้ว่ารัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการแก้ปัญหานี้ให้ได้ก่อนปี 2550 นี้ มิฉะนั้นก็อาจจะถูกถอดฐานะมรดกโลกได้ และเหตุที่การเชื่อมต่อของป่าให้เป็นผืนใหญ่ผืนเดียวกันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ก็เพราะหากสัตว์ป่าอยู่ในผืนป่าที่ถูกตัดขาดจากกันจนมีลักษณะเหมือนติดเกาะแล้ว ก็จะทำให้เกิดการผสมพันธ์กันในหมู่เครือญาติ ที่จะทำให้เกิดโรคทางพันธุกรรมได้ง่าย และสัตว์รุ่นต่อ ๆ ไปจะอ่อนแอและสูญพันธ์ไปในที่สุด ก็ต้องมาลุ้นว่า เขาใหญ่จะยังรักษาฐานะความเป็นมรดกโลกเอาไว้ได้หรือไม่
สำหรับใครที่ต้องการสอบถามข้อมูล โดยเฉพาะขอคำแนะนำเรื่องเส้นทางเดินป่า ที่อุทยานฯ เขาใหญ่ มีให้เลือกเดินกันหลายเส้นทางเลยทีเดียว ก็แวะมาสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่นี่ได้เลย
และถ้าจะหาอุปกรณ์กันทาก อย่างถุงเท้ากันทากและตะไคร้หอม ก็มาซื้อกันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนี้อีกเหมือนกัน
ส่วนถ้าไปตระเวนเที่ยวอยู่ตรงไหน ต้องการสอบถามหรือต้องการขอความช่วยเหลือก็จดเบอร์นี้ติดตัวไว้ด้วย
อาคารหลังข้าง ๆ กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จะเป็นที่ติดต่อเรื่องที่พักแบบเป็นหลัง ๆ ที่อุทยานฯ มีให้บริการอยู่ มีแบบไหนบ้างเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังอีกที ส่วนถ้าสนใจจะจองบ้านพักในอุทยานแห่งชาติ สามารถจองกันล่วงหน้าได้สูงสุด 60 วัน โทรไปจองได้ที่เบอร์ 02 562 0760 หรือจะจองด้วยระบบออนไลน์ที่เว็บไซค์ของกรมอุทยานฯ ที่ www.dnp.go.th ก็สะดวกดี ในเว็บจะมีข้อมูลของบ้านแต่ละหลังไว้ให้ด้วยว่า พักได้กี่คน มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง แล้วก็ค่าห้องคืนละเท่าไหร่ มีหลายราคาตั้งแต่ 800-9000 บาท แต่ที่สำคัญถ้าจองได้แล้ว ภายใน 2 วันจะต้องไปชำระเงินที่ ธ.กรุงไทย หรือ ตามหน่วยงานของกรมอุทยานฯ มีที่ไหนบ้างเช็คได้จากเว็บของกรมอุทยานฯ
บนเขาใหญ่มีบริการส่องสัตว์ในช่วงค่ำกันด้วย มี 2 รอบ รอบแรก 19.00 น. รอบที่สอง 20.00 น. ใช้เวลารอบละประมาณ 1 ชม. รถที่ใช้ก็หน้าตาแบบนี้ สนใจก็จองกันได้ที่เดียวกับที่ติดต่อที่พัก
ส่วนใครที่มีไฟฉายแรง ๆ สว่าง ๆ ขอบอกว่าอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้ส่องสัตว์เองเน้อ
ค่าบริการส่องสัตว์คนละ 40 บาท ชำระเงินแล้วเก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐานด้วย ถึงเวลาก็ต้องมาขึ้นรถที่หน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มาก่อนสักครึ่งชั่วโมงก็ดี เพราะจะมีฉายสไลด์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเขาใหญ่ให้ชมกันก่อน
ถ้าใครมาเป็นหมู่คณะจะเหมาเป็นรถกระบะออกไปส่องสัตว์อย่างนี้ก็คันละ 400 บาท
สัตว์ที่พบส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเก้ง พวกกวาง อาจจะดูธรรมดาแต่เด็ก ๆ ก็สนุกสนานตื่นเต้นกันมาก น่าพามาชมดีเหมือนกัน
บริการอีกอย่างที่มีตรงนี้คือ ให้เช่าจักรยานเสือภูขา ค่าเช่าชั่วโมงละ 50 บาท หรือเหมาทั้งวัน วันละ 200 บาท ให้บริการกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น
ถ้าข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามจะเป็น ศูนย์อาหาร
บรรยากาศที่โต๊ะอาหาร ที่นี่เป็นแบบบริการตัวเอง ทานเสร็จแล้วช่วยกันเก็บจานชามไปไว้ที่โต๊ะที่จัดไว้ให้กันด้วย
ตัวร้านอาหารจะเป็นนซุ้ม อยู่ด้านนอกอาคาร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารตามสั่ง แล้วก็ข้าวราดแกงที่มีบริการอุ่นให้ร้อนด้วยเตาไมโครเวฟกันด้วย
ถ้าเปรี้ยวปากอยากกินส้มตำไก่ย่าง ก็มีอยู่เหมือนกัน
ราคาอาหารก็ไม่ได้แพงอะไร ข้าวราดแกงกับข้าว 2 อย่างก็จานละ 30 บาท
ร้านเปิดให้บริการกันถึงราวทุ่มครึ่ง ถ้าเป็นวันหยุดคนเยอะก็อาจจะดึกกว่านี้อีกหน่อย
ใครจะมาส่องสัตว์ช่วงค่ำ ก็อาจจะมานั่งทานอาหารหรือมานั่งจิบกาแฟที่นี่รอเวลาไปพลางก็ได้ ใกล้เวลาก็ข้ามถนนไปขึ้นรถได้เลย
มาเขาใหญ่แล้วไม่ได้เดินป่าก็กระไรอยู่ หลังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติสายสั้น ๆ ระยะทาง 1.2 กม.
เริ่มต้นเส้นทางก็สนุกแล้ว ด้วยการเดินข้ามสะพานแขวนเด้งดึ๋ง ข้ามน้ำมาเลย
ทางเดินสายนี้ปูด้วยอิฐบล็อก ทำให้เดินง่าย เดินสบาย
เพียงแต่ป่าก็คือป่า อาจมีไม้ล้มทำให้ต้องเบี่ยงเส้นทางไปบ้าง
เดินมุด ๆ กันอีกหน่อย
เส้นทางสายนี้ไม่น่าพลาด เพราะนอกจากจะเดินง่าย ไม่ไกล เหมาะกับมือใหม่หัดเดินป่าแล้ว ยังมีป้ายสื่อความหมายไว้เป็นระยะ ให้เราได้เรียนรู้ธรรมชาติสองข้างทางกันไปตลอดอีกด้วย เดี๋ยวลองไปดูบางป้ายกัน
อย่างเวลาเห็นต้นไม้มีรากแบบนี้
ป้ายก็ช่วยอธิบายว่าคือ "พูพอน" เป็นรากที่ช่วยค้ำยันต้นไม้ให้ยืดต้นสูงขึ้นไปได้อย่างมั่นคง เพราะต้นไม้ในป่าดิบต้องแย่งกันขึ้นไปรับแดดข้างบน นอกจากนี้แร่ธาตุอาหารสำหรับต้นไม้ในป่ามักจะอยู่บนผิวดิน ทำให้รากของต้นไม้จะแผ่ออกไปตามพื้นราบมากกว่าชอนไชลงไปในดินลึก
เดินมาเจอต้นไม้อิงแอบคู่กันอย่างนี้ อย่าเพิ่งตาปรอยนึกโรแมนติค ชวนใครมาสาบานว่าจะรัก และจะไม่แยกจากกันตราบฟ้าดินสลายไปเชียว
เพราะต้นนี้คือ ต้นไทร ที่เมล็ดจะมาจากมูลของนกที่กินลูกไทรเข้าไปแล้วมาถ่ายไว้ตามต้นไม้ ไทรจะค่อย ๆ งอกรากลงมาจากบนกิ่งไม้แล้วโอบรัดต้นไม้ต้นนั้นจนตายไปในที่สุด เรียกว่างานนี้ไม่มีโรแมนติค แต่เป็นเรื่องฆาตกรรมเงียบเสียมากกว่า
เดินมาถึงตรงนี้ ถ้าชักเหนื่อยก็ดีใจได้แล้ว จะถึงทางออกแล้ว ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของที่ราบ ที่ปกติจะเคยเป็นที่น้ำท่วมขังมาก่อน จนเมื่อตะกอนค่อย ๆ สะสมจนน้ำตื้นเข้า ๆ
เลยมาหน่อยก็จะเป็นสะพานแขวนอีกสะพาน ข้ามกลับมา
แต่ถ้ายังสนุกอยู่ ก่อนข้ามสะพานมาด้านซ้ายจะมีทางเดินเลียบลำน้ำลำตะคองไป
ทางจะเป็นทางดินธรรมดา เส้นทางนี้สามารถเดินเลียบลำน้ำไปจนถึงบริเวณสนามกอล์ฟเก่าได้
แต่เราอาจเพียงแค่เดินไปอีกไม่ไกล ไปชมน้ำตกกองแก้วกันหน่อย แล้วค่อยย้อนกลับมาข้ามสะพาน
ข้ามสะพานมาแล้ว ทางจะมาออกตรงป้ายอันนี้ที่อยู่ข้างกับอาคารที่ติดต่อจองที่พักและส่องสัตว์ ตรงนี้เดินย้อนนิดเดียวกลับไปขึ้นรถที่จอดไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หรือจะข้ามถนนไปนั่งพักกินน้ำกินท่าที่ศูนย์อาหารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ได้
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.