Home เที่ยวที่ไหนดี เที่ยวแรมคืน เขาใหญ่

เขาใหญ่

เล่าก่อนว่า ทางขึ้นเขาใหญ่มีได้ 2 ทางคือ ทางด้านปากช่อง และ ทางด้านปราจีนบุรี

เพื่อให้ได้พบเห็นบรรยากาศและแวะเที่ยวได้ทั้งสองด้าน โดยไม่ต้องวิ่งรถย้อนไปย้อนมา แนะนำให้ขับขึ้นทางด้านปราจีนบุรีแล้วลงทางปากช่อง เพราะทางขึ้นลงด้านปากช่องจะชันกว่า  ใช้เป็นทางลงจะกินกำลังรถน้อยกว่า

แล้วที่สำคัญด้านปากช่องยังมีที่แวะเที่ยวแวะกินอีกหลายแห่ง ลงจากเขามาแล้ว ยังถือโอกาสแวะเที่ยวแล้วก็ซื้อของฝากกลับบ้านกันได้พอดี

 


 

มาเริ่มเที่ยวกันเลย   ถ้าขึ้นจากด่านเนินหอม ทางด้านปราจีนบุรีขึ้นมาแล้ว ประมาณ 10 กม. ก็ต้องมาแวะ น้ำตกเหวนรก กันก่อน

 


 

พอเห็นป้ายก็เลี้ยวรถเข้ามา จะมาเจอกับวงเวียนเล็ก ๆ

 


 

ถ้าชักหิวข้าวก็ตรงไปที่ร้านอาหารสวัสดิการกันก่อน  สนนราคาก็ไม่แพง  อาหารจานเดียวจานละ 25 บาท  นอกจากพวกที่ใส่กุ้งใส่ปลาหมึกก็ขยับเป็น 40 บาท

 


 

ที่ต้องให้แวะหม่ำกันก่อนเพราะ  ด้านในน้ำตกไม่อนุญาตให้เอาอาหารเข้าไปข้างในด้วย

 


 

จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจอยู่ ถ้าใครหิ้วเข้าไปจะต้องฝากกันเอาไว้ก่อน

 


 

ถ้าไม่หิวก็เลี้ยวมาทางขวา มาจอดรถที่ลานจอดรถหน้าทางเข้าน้ำตกได้เลย ตรงนี้มีห้องน้ำห้องท่ารวมถึงร้านขายของที่ระลึกเปิดให้บริการกันอยู่ด้วย

 


 

ตัวน้ำตกจะต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 1 กม. ใครกลัวทากก็สบายใจได้ เพราะทางเส้นนี้เป็นทางปูนเดินง่าย สะดวกสบาย

 



บางช่วงก็เป็นทางยกพื้นสูง

 


 

ระหว่างทางเดินไปน้ำตก   ต้องบอกว่าไม่ต้องรีบ  ค่อย ๆ เดินสูดอากาศกันไป

การเดินในป่า  อย่าคุยกันเสียงเอะอะ  ถ้าเข้าไปเงียบ ๆ สองข้างทางอาจมีนกสวย ๆ ในธรรมชาติให้ชม  ยิ่งถ้ามีกล้องสองตาก็พกเข้าไปด้วย  ระหว่างทางจะได้ส่องชมนกชมไม้

นอกจากนั้นแล้วความเงียบจะทำให้เรายินเสียงน้ำไหลรินที่ไพเราะเสนาะหูจากลำธารเล็ก ๆ ข้างทางเดิน

 



เดินมาได้สักหน่อยก็จะมีสะพานข้ามลำน้ำกว้าง ตรงนี้เป็นคลองท่าด่าน ที่ไหลไปรวมเป็นแม่น้ำนครนายก

เชื่อหรือไม่ว่า  เขาใหญ่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำถึง 4 สาย  คือ แม่น้ำนครนายกนี่หนึ่งแล้ว แห่งอื่น ๆ ก็มี แม่น้ำปราจีนบุรี ที่ไหลไปรวมเป็นแม่น้ำบางปะกง แล้วยังมี ลำตะคอง ที่ไหลไปลงอ่างเก็บน้ำลำตะคองให้ชาวโคราชและใกล้เคียงได้ใช้ อีกสายก็เป็นแม่น้ำมูล

เรียกว่าน้ำที่เรามีใช้หล่อเลี้ยงชีวิต ดื่ม กิน อาบน้ำ แปรงฟัน กันทุกวันนี้ก็มาจากป่านี่ล่ะ

 


 

อย่าเพียงเดินเลยผ่าน  แวะชมบรรยากาศสงบสวยกันก่อน

 



เดินมาอีกหน่อยก็จะเห็นเป็นประตูทางเข้า

ตรงนั้นจะมีป้ายคำเตือนไม่ให้ลงเล่นน้ำที่นี่ เพราะว่าน้ำตกสูงชันมาก ที่เราเข้าไปชมได้จะเป็นน้ำตกชั้นบนสุด ถ้าไหลตามน้ำลงไปยังจะเจอน้ำตกชั้นล่างอีกสองชั้นที่สูงมาก เรียกว่าถ้าตกลงไปก็ไม่มีทางรอด

นอกจากนี้แล้วถ้าช่วงที่ฝนตกหนัก แล้วน้ำสูงขึ้นกับมีสีขุ่นข้นผิดสังเกต ก็ต้องระวังว่าจะมีน้ำป่าหลากมาได้

 


 

ที่น้ำตกเหวนรกเคยมีช้างที่มาเดินข้ามลำน้ำแถวนี้   แล้วถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวพัดไปจนตกลงไปตายหลายตัวมาแล้ว อย่างที่หลายคนอาจจะเคยเห็นข่าวเมื่อหลายปีก่อน   ทางอุทยานก็เลยต้องทำรั้วเป็นแท่งซีเมนต์แข็งแรง  พันด้วยลวดหนามอีกชั้น  ไม่ให้ช้างเดินผ่านเข้าไปใกล้ตัวน้ำตกอีก

(บางคนอาจสงสัย ทำไมเรียกช้างเป็นตัว ถ้าเป็นช้างป่า ลักษณะนามจะเรียกเป็นตัว ช้างบ้านถึงจะเรียกเป็นเชือก)

 


 

ถ้าพาผู้สูงอายุมา อาจจะแวะชมได้แค่บริเวณด้านบนของน้ำตกตรงนี้ พอให้ได้ยินเสียงโครมครามจากตัวน้ำตก

 


 

เพราะตัวน้ำตกต้องเดินต่อไปอีก 100 ม.

 


 

ที่สำคัญเป็นขั้นบันไดดิ่งชันลงไปด้านล่างนู้น

 


 

ลงไปถึงแล้ว จะเจอกับลานที่ทางอุทยานทำสำหรับชมน้ำตกเอาไว้ให้

อย่างที่เล่าว่าที่จริงน้ำตกยังมีอีกสองชั้นถัดลงไป แต่อันตรายเกินไป ทางอุทยานฯ ก็เลยไม่ได้ทำทางให้ลงไปชมกัน

 


 

ชั้นริงไซค์เหมาะจะไปนั่งชม ใครมีเด็กเล็กไปด้วยก็ระวังอย่าให้วิ่งเข้าไปแถวนี้

 


 

ชมกันจนอิ่ม ถ่ายรูปกันเรียบร้อย  ก็ได้เวลาไต่บันไดกลับขึ้นมา

 


 

หอบแฮ่กกันแล้วใช่ไหม  พอพ้นช่วงบันไดชัน ๆ จะมีศาลาไว้ให้นั่งพักเหนื่อยก่อนเดินกลับย้อนทางเดิมมาที่ลานจอดรถ

 


 

เที่ยวน้ำตกเหวนรกกันเสร็จแล้ว  ก็ออกเดินทางกันต่อ

ถ้าเปิดกระจกรถวิ่งเข้ามาในป่า  จะรู้สึกเลยว่าอากาศเย็นสบายกว่าข้างนอกมาก   เพราะว่าตามพื้นในป่าดิบอย่างนี้จะไม่ได้รับแสงแดดเพราะต้นไม้ขึ้นคลุมไปหมด   แล้วต้นไม้ก็ยังคายน้ำออกมา ทำให้อากาศโดยรอบเย็นลงไปอีกด้วย  เรียกว่าเหมือนติดพัดลมไอน้ำไว้ทั่วทั้งป่าก็ว่าได้

 


 

วิ่งรถมาระหว่างทางจะผ่านโป่งช้าง

เส้นทางที่ขึ้นจากทางด้านปราจีนบุรี ช่วงค่ำมักจะมีช้างออกมาหากินอยู่ริมทางหรือบางครั้งก็มาอยู่บนถนน ขับรถผ่านจะสังเกตว่ามีหลักฐานเป็นมูลช้างอยู่ตามทางเป็นระยะ ๆ

 


 

ถ้ามีโอกาสที่เรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของอุทยานฯ ที่หาอ่านได้จากป้ายแนะนำที่อยู่เลยจากด่านเก็บค่าธรรมเนียมตอนขึ้นมา

สรุปง่าย ๆ เลยก็คือ ให้รักษาระยะห่างจากช้างเอาไว้ ประมาณ 30 เมตร เผื่อที่จะได้มีเวลาถอยหนี   สังเกตว่าถ้าหูช้างแกว่งไปมา กับยังหักต้นไม้กินไปเรื่อยแสดงว่าช้างยังอารมณ์ดี   แต่ถ้าหูช้างกางนิ่งล่ะก็ ระวังให้ดี เพราะช้างเริ่มออกอาการหงุดหงิดแล้ว

แล้วไม่ต้องทำอะไรนอกเหนือจากนั้น สภาพตอนนั้นเป็นอยู่ยังไงก็อยู่อย่างนั้น อย่างเช่น ถ้าเปิดไฟหน้ารถอยู่ก็ไม่ต้องดับไฟ เครื่องยนต์รถติดอยู่ก็ไม่ต้องดับ ไม่กดแตรไล่ ไม่ถ่ายรูปให้มีแสงแฟลชวาบออกมา ไม่เปิดไฟกระพริบที่เป็นการเรียกความสนใจช้าง

 


 

วิ่งตามทางมาเรื่อย ทางขวามือจะมีทางขึ้นจุดชมวิวเขาเขียว

(ในภาพถ่ายจากอีกด้าน เลยเหมือนอยู่ทางซ้าย แต่ถ้ามาจากทางปราจีนบุรี ทางเข้าจะอยู่ขวามือ)

 


 

ถนนสายนี้ช่วงเช้าตรู่ จะมีคนนิยมมาเดินดูนกกัน นกที่เด่นที่อาจพบได้บนถนนสายนี้ก็คือ ไก่ฟ้าพญาลอ ที่เดินหากินอยู่ริมถนนหรือบางทีก็มาเดินอยู่บนถนนเลย นกชนิดนี้เป็นนกที่สวยงามมาก แล้วก็พบได้ยากแล้วในธรรมชาติ ที่สำคัญรู้ไหมว่าเขาเป็น นกประจำชาติไทย อีกด้วย

เพราะงั้นถ้าขับรถเข้ามาก็ต้องระมัดระวังจะชน ทั้งนกทั้งคนดูนกด้วย

 


 

ส่วนถ้าใครจะแวะมาดูนกกันบนถนนเส้นนี้ พอพ้นปากทางเข้ามาหน่อย ด้านขวามือจะมีทางเข้าที่พัก ตรงนั้นมีลานให้จอดรถแอบไว้ได้ไม่เกะกะ แล้วใกล้ ๆ ยังมีบ้านพักของเจ้าหน้าที่ที่มีร้านของชำเล็ก ๆ เปิดอยู่ พอหาซื้อเสบียงได้

 


 

ทางเส้นนี้จะเป็นถนนราดยาง สภาพจะด้อยกว่าเส้นทางหลักแต่ก็จัดว่าใช้ได้

 


 

เพียงแต่มีบางช่วงสั้น ๆ ที่ชำรุดบ้าง แต่รถเก๋งก็ยังวิ่งผ่านได้  เพียงแต่ก็ต้องค่อย ๆ ไปนิดนึง

 


 

ระหว่างทางจะผ่านศาลเจ้าพ่อเขาเขียว และป้ายรายชื่อผู้ที่เสียชีวิตในการสร้างทางสายนี้

ธรรมเนียมอย่างหนึ่งของคนเดินทางที่ไม่ได้แวะเข้าไปสักการะ ก็คือการบีบแตรสั้น ๆ แสดงความเคารพ

 


 

ขึ้นมาถึง กม. 11 จะเห็นมีลานจอดรถอยู่ทางขวามือก่อนถึงโค้ง

 


 

ด้านซ้ายมือจะมีทางเดินไปชมวิวกันที่ ผาเดียวดาย

 


 

ลักษณะเป็นทางเดินในป่า

 


 

มีบางช่วงที่ชันสักนิด แล้วก็ไม่ได้ทำเป็นขั้นบันไดเอาไว้ อาจไม่เหมาะที่จะพาผู้สูงอายุเดินลงมา

(ในรูปจะมองย้อนกลับขึ้นไป)

 


 

เดินมาเรื่อยจะมาเจอโขดหินเล็ก ๆ ตรงนี้ยังไม่ใช่ผาเดียวดาย ต้องเดินต่อไปอีกหน่อย

 


 

ค่อย ๆ เดินชมป่าชมต้นไม้รายทางไปด้วย

 


 

ในป่าที่อุดมสมบูรณ์มีความชื้นสูง ตามก้อนหินก็จะมีพืชขึ้นคลุมเขียวไปหมด

 


 

แล้วก็มาถึงผาเดียวดาย ผืนป่าด้านล่างเขียวชะอุ่มชุ่มชื่นสายตาจริง ๆ

 


 

อีกมุมหนึ่ง

 


 

ขากลับไม่ต้องเดินย้อนทางเดิม

 


 

ทางจะเดินอ้อมมาขึ้นใกล้ ๆ กับทางลง

 


 

เลยขึ้นไปอีกไม่ไกลประมาณ 1 กม. จะมีลานจอดรถตรงด่านของทหารอากาศ

จากตรงนี้จะขับรถต่อขึ้นไปอีกไม่ได้   เพราะเเป็นเขตหวงห้ามของทหาร  ที่ใช้ยอดเขาเป็นที่ตั้งของสถานีเรดาห์   เพราะบนยอดเขาเขียวที่สูง 1,270 ม.  เป็นจุดที่สูงที่สุดในแถบภาคกลางนี้เลย

บางคนอาจสงสัยว่า ยอดสูงสุดไม่ได้อยู่บนเขาใหญ่หรือ  ต้องบอกว่าแถวนี้ไม่มีเขาที่ชื่อเขาใหญ่  แต่ชื่อ "เขาใหญ่" มาจากชื่อตำบลที่ชาวบ้านขึ้นมาตั้งชุมชนบนนี้ ก่อนจะถูกให้อพยพโยกย้ายลงไปด้านล่าง

 


 

เราสามารถเดินผ่านด่านไปที่จุดชมวิวได้  ความที่อยู่สูงอากาศบนนี้ก็เลยเย็นสบายอยู่ตลอดทั้งปี

 


 

แล้วก็เดินต่อเข้าไปได้อีกนิด ไม่เกินตรงที่เห็นมีธงเหลืองอยู่ ตรงนั้นจะมีป้ายบอกว่า สิ้นสุดจุดชมวิว

 


 

หลายคนก็แบกอุปกรณ์ขึ้นมาดูนกหรือถ่ายรูปนกกัน  เพราะบนที่สูงอย่างนี้ก็จะเป็นถิ่นที่อยู่ของนกบางชนิด   ที่ไม่เหมือนที่เราเห็นตามพื้นราบหรือตามพื้นที่เขาที่ต่ำลงไป

 


 

บ้างก็มาแวะเติมพลังยามเช้าที่ร้านค้าของทหารอากาศเขา ที่ทำเก๋ด้วยรูปแบบบังเกอร์สมกับเป็นเขตทหาร

ข้างบนอากาศจะค่อนข้างเย็น ได้บะหมี่ร้อน ๆ สักถ้วยก็ไม่เลวเหมือนกันจริง ๆ

ส่วนใครอยากเข้าห้องน้ำ มีอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามกับร้าน

 



ลงจากเขาเขียวมาแล้ว มาเข้าเส้นทางเดิมเลยต่อมาอีกนิดเดียวไม่ถึง 1 กม. ดีก็จะเจอสามแยก

ป้ายจะบอกว่า เลี้ยวซ้ายไป อ.ปากช่อง   ถ้า เลี้ยวขวาไปน้ำตกเหวสุวัต  เส้นทางสายนี้คือ ถนนธนะรัชต์ ที่ตัดแยกจากถนนมิตรภาพขึ้นมาบนเขาใหญ่แล้วไปสิ้นสุดที่เหวสุวัต

 


 

ถ้าเลี้ยวซ้ายไปประมาณ 3 กม. จะเป็นที่ตั้งของ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

 


 

ส่วนถ้าเลี้ยวขวาไป จะไปสุดทางที่น้ำตกเหวสุวัต ระหว่างทางจะมีลานกางเต็นท์ 2 แห่ง คือ ลำตะคอง และ ผากล้วยไม้  สำหรับใครจะไปจับจองที่กางเต็นท์ก็ต้องเลี้ยวขวาไป

 


 

แต่เดี๋ยวจะพาเลี้ยวซ้าย  ไปตั้งหลักที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกันก่อน ระหว่างทางจะมาผ่านอ่างเก็บน้ำมอสิงโต จะแวะจอดรถชมบรรยากาศก่อนก็ได้

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.