Home

ย่านดอยสุเทพ
มาเชียงใหม่แล้วไม่ได้ขึ้นดอยสุเทพไปกราบพระบรมสารีริกธาตุกันที่นั่น ก็เหมือนไม่ได้เชียงใหม่ เพราะงั้นที่แรกที่ไม่ควรพลาดกันก็ต้องเป็นที่ วัดพระธาตุดอยสุเทพ แล้วยังจะได้เลยขึ้นไปชมดอกไม้งาม ๆ ที่ ภูพิงค์ราชนิเวศน์ กับ เที่ยวหมู่บ้านม้ง ตรงเชิงดอยยังแวะไปเยี่ยม ช่วงช่วง กับ หลินฮุย และชมสถานแสดงพันธ์สัตว์น้ำแห่งใหม่ที่ สวนสัตว์เชียงใหม่ ได้อีกด้วย

 

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่ามาเที่ยวเชียงใหม่ทั้งทีจะพลาดมากราบพระบรมธาตุกันที่วัดพระธาตุดอยสุเทพไปได้ยังไง วัดนี้เป็นวัดที่มีความสำคัญมาอย่างยาวนาน และเจ้านายล้านนาได้เคยทำนุบำรุงวัดนี้กันมาช้านาน

 


 

สมัยโบราณจะขึ้นไปบนยอดดอยได้ไม่ได้มีถนนอย่างเดียวนี้ ต้องใช้เส้นทางที่ต่อเนื่องกับถนนสุเทพที่อยู่หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินลัดเลาะตามทางเล็ก ๆ ผ่านป่าผ่านน้ำตกขึ้นไป

พอมาเมื่อปี พ.ศ. 2477 ครูบาศรีวิชัย ซึ่งท่านเป็นพระที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือกันอย่างมาก ดำริจะสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุฯ

ด้วยความศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อครูบาฯ งานสร้างถนนความยาว 11 กม. ครั้งนี้ไม่ต้องอาศัยงบประมาณ ไม่ต้องเสียค่าของค่าแรง แต่อาศัยศรัทธาญาติโยมมาร่วมกันสร้างจนเสร็จด้วยระยะเวลาเพียง 5 เดือนเศษเท่านั้น

ถนนสายนี้เลยมีชื่อว่า "ถนนศรีวิชัย"

 


 

รูปนี้จะเป็นพิธีเปิดถนนสายนี้ ที่ครูบาศรีวิชัยนั่งรถยนต์จากเชิงดอยสุเทพขึ้นไปบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ

 


 

ตรงเชิงดอยช่วงต้นทางของถนนสายนี้ ตอนหลังมาก็เลยมีการสร้างอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเอาไว้ด้วย

 


 

ก่อนจะขึ้นไปที่วัด ผู้คนก็มักจะแวะมากราบสักการะกันก่อน

 


 

ด้านข้างจะมีร้านขายดอกไม้ พวงมาลัยสำหรับเป็นเครื่องบูชา ความที่มีกันหลายร้าน เดินเข้าไปทีแม่ค้าจะเรียกลูกค้ากันเซ็งแซ่

 


 

ถ้ามากันช่วงเช้าตรู่ก็อาจได้มีโอกาสมาตักบาตรพระกันตรงนี้ด้วย

 


 

ได้ทำบุญไปด้วยเลย

 


 

ตรงหน้าอนุสาวรีย์ครูบาฯ จะมีแถวพระมาบิณฑบาต

 


 

เพราะเลยไปนิดจะมีวัดชื่อ "วัดศรีโสดา" ตั้งอยู่

เป็น 1 ใน 3 วัดซึ่งครูบาฯ ได้สร้างขึ้นบนนถนนสายที่สร้างขึ้นไปบนดอยสุเทพ อีกสองวัดคือ วัดสกิทาคา และวัดอนาคามี

ฟังแล้วอาจจะพอคุ้นหู ว่าชื่อวัดก็คือชื่อของอริยบุคคลตั้งแต่ชั้นต้นคือ พระโสดาบัน แล้วก็ขยับขึ้นไปเป็น พระสกิทาคา และ พระอนาคามี

นี่ก็เปรียบเหมือนว่าวัดพระธาตุดอยสุเทพบนยอดดอยเป็นภาวะของความเป็น พระอรหันต์ นั่นเอง

 


 

กราบครูบาฯ กันแล้ว ใครเอารถมาก็ขับเลยต่อขึ้นไป

ถนนจะทำเป็น 3 เลน เป็นเลนสำหรับขาขึ้น 2 เลน แล้วก็ขาลง 1 เลน

 


 

ทางก็จะวกวนขึ้นเขาไปเรื่อย จนมาเจอป้ายตอนรับสู่ดอยสุเทพ ก็แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว

แล้วก็จะเป็นทางชันบวกด้วยการหักศอกไปทางซ้าย เป็นการปิดท้ายรายการของการขับรถขึ้นเขามาที่วัด

 


 

พ้นจากโค้งมาแล้ว ก็จะเห็นป้ายบอกทางไปที่ลานจอดรถทางซ้ายมือ

 


 

ถ้ามีผู้สูงอายุมาด้วย อาจจะเลยมาจอดส่งตรงเชิงบันไดทางขึ้นวัดก่อนก็ได้ หรือจะกลับรถไปจอดส่งตรงหน้าสถานีรถราง (ในรูป จะอยู่แถว ๆ หน้ารถทัวร์ที่จอดอยู่)

 


 

แล้วก็วนกลับมาที่ลานจอดรถ ที่จะเป็นทางลงเนินไปอย่างนี้

ที่ก็เลยแนะว่าไปจอดส่งผู้เฒ่าผู้แก่ก่อนก็ดี จะได้ไม่ต้องเดินไต่กลับขึ้นมา

 


 

ที่ลานจอดรถ

รอบ ๆ ลานจะมีร้านค้า ร้านอาหารเปิดเรียงรายเต็มไปหมด ใครหิวข้าวจะมาแวะกินข้าวที่นี่ก่อนก็ได้

 


 

ส่วนตรงบันไดที่จะขึ้นไปที่วัด ก็จะมีร้านค้าเรียงรายดูระเกะระกะไม่งามตาไปสักหน่อยแบบนี้

 


 

แล้วก็จะมาถึงตรงเชิงบันไดนาค ที่ทอดขึ้นสู่ตัวพระธาตุด้านบน

 


 

เห็นแล้วอย่าเพิ่งท้อใจย้อนกลับไปขึ้นรถรางเสีย อันนั้นปล่อยให้ผู้เฒ่าผู้แก่ใช้กันไป เรามาสั่งสมบารมีในเรื่องความเพียร ค่อย ๆ สำรวมกาย สำรวมใจ เดินขึ้นไปไหว้พระธาตุกันดีกว่า

 


 

เดินแป่บเดียวก็ถึงแล้ว

ปกติถ้าเป็นคืนก่อนวันวิสาขบูชา คนเชียงใหม่จะมีธรรมเนียมเดินขึ้นดอยมาไหว้พระธาตุดอยสุเทพกัน เดินเท้าขึ้นกันมาตั้งแต่เชิงดอยตรงอนุสาวรีย์ครูบาฯ โน้นเลยเชียว

 


 

ก่อนจะเข้าไปลานรอบเจดีย์ ต้องถอดรองเท้ากันก่อน

 


 

มาถึงกันแล้ว

 


 

ตามประวัติแล้วแต่เดิมบริเวณที่เป็นเมืองเชียงใหม่เดี๋ยวนี้ เป็นที่อยู่ของชาวลัวะที่นับถือผี แล้วผีของชาวลัวะก็สถิตอยู่บนยอดดอยสุเทพ แต่พอมีคนกลุ่มใหม่ที่นับถือพุทธย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เชียงใหม่ ก็เลยมีการประสมความเชื่อแบบพุทธเข้าไป

นั่นคือสมัยพระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 ของราชวงศ์มังราย ได้การเชิญพระสุมนเถระมาอยู่ที่เชียงใหม่ เพื่อให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาขึ้นมา ในครั้งนั้นพระสุมนก็ได้เชิญพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย แล้วก็แบ่งองค์หนึ่งเชิญมาประดิษฐานอยู่บนยอดดอยสุเทพ

เพราะงั้นทั้งคนที่อยู่เดิมที่ถือผีกับคนมาอยู่ใหม่ที่เป็นพุทธ ต่างก็กลมกลืนด้วยการนับถือดอยสุเทพนี้ไปด้วยกัน

 


 

เราชาวพุทธจะถือธรรมเนียมตามแบบอย่างคนอินเดียโบราณ ที่จะเดินประทักษิณ คือเดินเวียนขวา 3 รอบ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

ผู้คนที่ขึ้นมากราบพระธาตุก็จะนิยมมาเดินประทักษิณกันด้วย

 


 

{

องค์พระธาตุเป็นสีทองเหลืองอร่าม เป็นการหุ้มด้วยแผ่นทองจังโก้ ที่มีการดุนลวดลายเอาไว้ด้วย ลองซูมกล้องถ่ายเก็บลักษณะลวดลายกัน

 


 

รอบพระธาตุจะมีฉัตรอยู่ทั้ง 4 มุม

สมัยก่อน ฉัตร หรือ ร่ม จะมีใช้กันแต่ในชนชั้นสูง ถือว่าเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์อย่างหนึ่ง การนำฉัตรที่เป็นของสูงมาประดับไว้ทั้งสี่ด้านขององค์พระธาตุ จึงเป็นการถวายเป็นเครื่องสักการะแด่พระพุทธเจ้า

 


 

รอบองค์พระธาตุยังมีรั้วกั้นไว้ น่าสังเกตว่าปลายรั้วจะทำเป็นรูปปลายหอก มีรูปเทวดาประดับ ที่แสดงถึงความเป็นเครื่องคุ้มครองรักษาพระบรมธาตุที่อยู่ภายใน

 


 

ไหว้พระธาตุกันแล้ว ใครมารถสองแถวก็มาเดินมองหารถที่จอดรอกันต่อ

 

 



 

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.