Home

ย่านดอยอินทนนท์

 

เลยจากกิ่วแม่ปานที่ กม. 42 ทางจะมาสุดที่ กม. 47 ตรงนี้จะมีสถานีเรดาห์ของทางทหารอาหาร

แล้วเราก็มาถึงจุดสูงที่สุดในเมืองไทยกันแล้ว

หลายคนคงแอบลุ้น เมื่อไหร่จะมาถึงยอดดอยกันสักที พาแวะพาเลี้ยวกันมาตลอดทาง แต่ยังไงมาถึงกันแล้ว กิจกรรมยอดฮิตคือการถ่ายรูปกับป้าย "สูงสุดแดนสยาม" เอาไว้เป็นที่ระลึกกัน

 


 

ตรงนี้เป็นหมุดหลักฐานของกรมแผนที่ทหาร

ความสูงที่ระบุไว้บนป้ายคือความสูง 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่ ความสูงใหม่ตามแผนที่ของกรมแผนที่ทหาร ฉบับล่าสุด ( L7018 ) คือ 2,580 เมตร

ส่วนดอยที่สูงเป็นอับดับ 2 คือ ดอยผ้าห่มปกที่มีความสูงทิ้งห่างกันเกือบ ๆ 300 ม. ที่ความสูง 2,291 เมตร

 


 

บริเวณยอดดอยนี้เคยเรียกว่า อ่างกาหลวง

ที่มาของชื่อมีทั้งที่บอกว่า มาจากสภาพพื้นที่บริเวณนี้ที่เป็นแอ่งน้ำใหญ่มีน้ำขังอยู่ตลอดทั้งปี กับมีหินรูปคล้ายกาอยู่ หรืออีกแนวก็บอกว่า ชาวเขาเรียกชื่อดอยนี้ว่า อั่งกา ที่แปลว่า ภูเขาใหญ่ แล้วก็เลยเพี้ยนมาเป็น อ่างกา

 


 

แต่พอมีการเชิญพระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ มาประดิษฐานไว้ที่กู่ยอดดอยนี้ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น ดอยอินทนนท์ ตามพระนามเดิมของท่าน

 


 

พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ท่านคือ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 และเป็นพระราชบิดาของเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

 


 

ขึ้นมาบนยอดดอยอย่างนี้แล้ว อากาศบริสุทธ์สดชื่น ถ่ายรูปกันแล้ว อย่าลืมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ด้วย

 


 

ผู้คนแห่แหนมาที่นี่ก็เพราะอยากสัมผัสความหนาวเย็น และความเป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในเมืองไทย

แต่ยังมีอีกอย่างที่น่าสนใจมากของที่นี่ คือ ความเป็นห้องเรียนธรรมชาติ

เพราะด้วยความสูง และอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้ลักษณะของพืชพันธุ์ธรรมชาติ รวมถึงสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ มีความแตกต่างไปจากพื้นที่อื่น

 


 

ระหว่างทางที่นั่งรถขึ้นมา ถ้าสังเกตกันจะเห็นว่าลักษณะต้นไม้จะแตกต่างกันไป แล้วถ้าใครเป็นนักดูนก ก็จะยิ่งรู้ว่า บนยอดดอยเราจะมีโอกาสได้พบนกแปลก ๆ ที่มีถิ่นที่อยู่เฉพาะบนที่สูงอย่างนี้

 


 

คนละฝั่งถนนกับจุดสูงสุด จะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะสั้น ๆ ที่น่าไปเดินชมกัน

แต่ก่อนจะออกเดิน อากาศเย็น ๆ อย่างนี้มาหาเครื่องดื่มร้อน ๆ เพิ่มความอบอุ่นกันก่อนดีกว่า

 


 

ถ้าใครหิว บนนี้จะไม่มีร้านอาหารให้บริการ เพราะเป็นพื้นที่เปราะบาง แต่ก็พอหาซื้อบะหมี่สำเร็จรูปกันได้

 


 

อุ่นท้องกันดีแล้ว ก็ข้ามถนนมาที่ เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา กัน

 


 

ด้านในไม่อนุญาตให้นำอาหารเครื่องดื่มเข้าไป

เพราะงั้นเลยชวนให้ไปหาอะไรรองท้องกันให้เรียบร้อยก่อนออกเดิน

 


 

อย่างที่เล่าว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ที่มีน้ำขังอยู่ตลอดปี หรือที่เรียกว่า พรุ

ด้วยเหตุนี้ก็เลยต้องสร้างสะพานทางเดินเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เราเหยียบย่ำลงไปบนพรุ ที่จะไปส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของพื้นที่

เส้นทางจะยาว 300 เมตร แนะนำว่าไม่ควรรีบเดิน เพราะนอกจากจะไม่ได้ชื่นชมบรรยากาศรอบ ๆ ให้เต็มที่แล้ว อากาศบนเขาสูงจะค่อนข้างบาง ทำให้เหนื่อยง่ายอีกด้วย

 


 

ในเส้นทางจะมีป้ายบอกจุดที่น่าสนใจเอาไว้เป็นระยะ

อย่างข้าวตอกฤาษี ก็เป็นพระเอกของที่นี่ นอกจากจะเป็นมอสชนิดที่ใหญ่ที่สุดแล้ว ยังพบได้เฉพาะในพื้นที่สูงเกิน 1,000 เมตร ที่มีอากาศชุ่มชื้นและหนาวเย็นตลอดเท่านั้น

แต่ข้าวตอกฤาษีเท่าที่ได้เห็น จะเหี่ยวแห้งกันไปมากทีเดียว น่าจะแสดงถึงสภาพอากาศของที่นี่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อน

 


 

จุดนี้จะทำเป็นทางยื่นออกไปให้ได้ชมพรรณไม้ที่ขึ้นในบริเวณอ่างกา รวมทั้งยังเป็นจุดดูนกที่ดีอีกด้วย

 


 

ถึงจะไม่รู้จักชื่อต้นไม้ แต่จะเห็นว่าตามลำต้นไม้ จะมีพืชขึ้นเขียวกันไปหมด

 


 

เรียกันเล่น ๆ ว่า ต้มไม้ใส่เสื้อ เพราะมีมอส มีเฟิน มีไลเคน ขึ้นตามลำต้นของต้นไม้ ที่ไม่ใช่เฉพาะมีตามลำต้นระดับล่างแต่ขึ้นคลุมไปหมดทั้งต้น นี่เป็นลักษณะเด่นของ ป่าดงดิบเขา ที่เราจะได้มาเห็นกันที่นี่

ส่วนสาเหตุที่บนเขาสูงจะมีความชื้นสูง ก็เพราะได้ความรับความชุ่มชื้นจากเมฆที่พัดผ่าน และต้นไม้ก็จะดูดซับความชื้นนี้เอาไว้

 


 

ทางน้ำเล็ก ๆ จากป่าที่อุ้มความชุ่มชื้นของฝนและเมฆบนยอดดอยสะสมเอาไว้ นี่ล่ะที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายกว้าง แล้วก็ทำให้เรามีน้ำกินน้ำใช้ดำรงชีวิตกันมาได้

เขาถึงบอกว่า ป่าคือชีวิต เพราะถ้าไม่มีป่า ก็ไม่มีน้ำ แล้วก็จะไม่มีมนุษย์ไปด้วย

 


 

เล่าเรื่องถนนหนทางกันหน่อย

ถนนขึ้นดอยที่สูงที่สุดในประเทศ ฟังแล้วก็คงคิดว่าต้องสูงชันขับรถยาก แต่กลายเป็นว่าขับรถได้ไม่ยากนัก เพราะว่าไม่ได้สูงชันอย่างที่คิด รวมทั้งแต่ละโค้งก็ไม่ได้มีโค้งหักศอกมุมแคบ ๆ อะไรนัก

เรียกว่า คนที่ไม่เคยขับรถขึ้นดอยก็ไม่ต้องหวั่นไหวมากนัก เพียงแต่ก็ต้องรู้เทคนิคการขับรถขึ้นลงเขากันบ้าง

ทั้งเรื่องการแซง ที่ไม่ควรแซงในทางโค้งอย่างเด็ดขาด การถือพวงมาลัย ด้วยวิธี push and pull ที่ช่วยให้บังคับรถในทางโค้งได้นิ่มนวลขึ้น

ดูวิดีโอแนะนำเทคนิค push and pull

แล้วโดยเฉพาะการใช้เกียร์ อย่าได้คิดประหยัดด้วยการดับเครื่องปล่อยให้รถไหลลงมาแล้วเหยียบเบรคอย่างเดียวเป็นอันขาด เพราะไม่งั้นก็บอกลาคนที่คุณรักไว้ก่อนได้เลย (ฮา)

ตอนลงเขาควรใช้เกียร์ต่ำ ถ้าเป็นรถเกียร์ออโต้ก็เลื่อนคันเกียร์ลงมาที่ตำแหน่ง L หรือ S แล้วแต่ความดิ่งชันของเส้นทาง เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยลดความเร็วของรถตอนลงเขา

อย่าใช้วิธีเหยียบเบรคลงมาตลอดทาง เพราะเบรคจะร้อนจนน้ำมันเบรคเดือดเป็นฟอง ทีนี้พอเหยียบเบรค ก็จะเหมือนเหยียบลูกโป่งหยุ่น ๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่เบรค เพราะน้ำมันที่ใช้ส่งแรงเบรคกลายเป็นฟองฟ่อดไปหมดแล้ว

เสียงเครื่องยนต์อาจจะดังกว่าเคย เพราะรอบเครื่องจะหมุนติ้ว ๆ ขึ้นไปเป็น 4,000 กว่ารอบได้เลย แต่นั่นเป็นเรื่องปกติไม่ต้องตกใจอะไร

แล้วถ้าถนนโล่งโปร่งอย่างนี้ อย่าลืมลดกระจกลงสูดอากาศข้างนอกกันด้วย

 


 

ระหว่างทางลงดอย ช่วงก่อนถึงที่ทำการ จะมีตลาดของชาวเขาอยู่

 


 

ที่นี่จะมีผักสด ๆ ราคาแสนถูก ที่เป็นผลผลิตของชาวเขาที่นี่ให้เลือกซื้อหากัน

 


 

ก่อนกลับก็อย่าลืมแวะมาเลือกซื้อกัน

 

 



 

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.