Home

ย่านดอยอินทนนท์

 

ย้อนกลับมาที่เส้นทางขึ้นดอย

ตรงที่ทำการเป็น กม. 31 ส่วนยอดดอยจะอยู่ที่ กม. 47 ถนนช่วงเลยจากที่ทำการขึ้นไปก็จะเป็นทางขึ้นเขาที่ชันขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้าไปเรื่อย

พอถึง กม. 37.5 ก็จะเป็นด่านตรวจอีกแห่งหนึ่ง

เลยจากด่านตรวจไปนิด จะมีทางแยกไป อ.แม่แจ่ม ทางด้านนั้นจะมีน้ำตกแม่ปานให้ไปเที่ยวกัน ความที่ต้องแยกออกนอกเส้นทางขึ้นยอดดอย กับจะไปชมน้ำตกยังต้องเดินเท้าเข้าป่าไปอีก ก็เลยไม่ค่อยมีคนแวะเข้าไปเที่ยวกัน

แต่สำหรับคนอยากสัมผัสกับธรรมชาติจริง ๆ ได้เดินชมป่า ชมต้นไม้ หรือดูนก แบบที่ไม่มีนักท่องเที่ยวล้นหลาม ก็เลยเป็นเส้นทางที่น่าแวะมาทีเดียว

ลองเลี้ยวไปแวะดูกันสักนิด ก่อนจะขึ้นไปที่ยอดดอยกันต่อ

 


 

เลี้ยวเข้าถนนสายนี้มา ก็วิ่งตามทางไปอีกราว 6 กม.

 


 

พอเจอป้ายบอกทางไปน้ำตกแม่ปาน ก็เลี้ยวเบี่ยงเข้าไปตรงนั้นเลย

ถนนสายนี้จะมีรถสองแถวสาย จอมทอง - แม่แจ่ม อย่างที่เห็นในรูป วิ่งผ่านด้วย

 


 

เลี้ยวลงมาแล้ว ต้องวิ่งไปอีกราว 1 กม.

 


 

แล้วก็จะมาเจอป้ายบอกทางไป น้ำตกห้วยทรายเหลือง น้ำตกเล็ก ๆ อีกแห่งก่อน

 


 

บริเวณตรงนี้เป็นที่ตั้งหน่วยพิทักษ์น้ำตกแม่ปาน แล้วก็จะมีร้านอาหารและห้องน้ำให้บริการกันอยู่ด้วย

 


 

ถ้าเลี้ยวตามป้ายมาที่ น้ำตกห้วยทรายเหลือง พอวิ่งผ่านหน้าร้านอาหารไปนิด ก็จะสุดถนนแล้ว

ลงจากรถมาก็จะเห็นตัวน้ำตก แบบไม่ต้องเดินไปไหนไกล

 


 

นี่ไงน้ำตกห้วยทรายเหลือง

 


 

บริเวณที่ทำการหน่วยพิทักษ์ตรงนี้ มีค่ายพักแรมอยู่ด้วย

 


 

มีเรือนพักอยู่หลายหลัง

 


 

ด้านในจะเป็นฟูกนอนปูเรียงกันไป

 


 

ส่วนด้านหน้าเป็นลานสนามกว้าง

 


 

แต่ละหลังจะมีอาคารห้องน้ำอยู่ด้านหลัง

ถ้าสนใจจะมาเป็นหมู่คณะก็ลองติดต่อทางอุทยานฯดอยอินทนนท์ดู บริเวณรอบ ๆ นี้จะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้มาเดินเรียนรู้ต้นไม้ป่าเขากันได้ด้วย

 


 

ถ้าจะไปที่ น้ำตกแม่ปาน กัน ก็วิ่งรถผ่านตัวที่ทำการหน่วยต่อขึ้นไป

ถนนช่วงนี้จะเป็นถนนแคบเลนเดียว ยังไงก็ระมัดระวังกันนิด อีกอย่างคือแถว ๆ นี้จะไม่มีสัญญาณมือถือ ยกเว้นตรงที่มีป้ายบอกไว้ข้างทางตรงนี้ว่าเป็นจุดที่โทรมือถือได้

 


 

เข้ามาไม่ไกลจะสุดถนน แล้วก็มีลานจอดรถเล็ก ๆ อยู่

เห็นใบไม้เกลื่อนถนนอย่างนี้ ก็คงรู้ว่าไม่ค่อยมีใครแวะมาเที่ยวกันหรอก ใครชอบบรรยากาศเงียบ ๆ เป็นธรรมชาติ น่าจะอยากแวะมา

 


 

ยังต้องเดินเท้าเข้าไปที่ตัวน้ำตกอีก 500 ม.

 


 

เดินกันเลย

 


 

ทางเดินจะตัดป่าเข้าไป เส้นทางชัดเจนดี

 


 

แล้วก็มีการเซาะพื้นทางช่วงที่ชัน ให้เป็นขั้นบันได เดินง่าย

 


 

อีกนิดก็ถึงตัวน้ำตกแล้ว

 


 

ตรงนี้ไม่มีร้านค้า ไม่มีห้องน้ำ มีแต่คุณกับธรรมชาติสวย

 


 

ถ้าแวะเข้ามาเที่ยว จะขึ้นยอดดอยกันต่อก็วิ่งย้อนทางเดิมกลับมา

เตือนกันนิดว่า ตรงแยกที่เชื่อมกับถนนขึ้นดอย ทางจะลาดลงค่อนข้างชัน เห็นป้ายบอกทางอย่างนี้แล้ว ให้ชะลอความเร็วเตรียมเข้าแยกไว้เลย

 


 

จากด่านตรวจที่ 2 ตรง กม. 37.5 วิ่งเลยขึ้นมาถึง กม. 42 จะถึงกิ่วแม่ปาน

 


 

ก่อนหน้านี้ที่ กม. 41.5 จะมีพระธาตุสององค์ คือ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ที่กองทัพอากาศจัดสร้างถวาย ในหลวงและพระราชินีของเรา ในคราวที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ

ตรงนั้นเป็นอีกแห่งที่น่าแวะไปชมกัน แต่พอดีมีปัญหาเรื่องภาพประกอบ ถ้าได้แวะเวียนไปอีกหนจะเก็บบรรยากาศที่นั่นมาฝากกันอีกที

 


 

มาที่กิ่วแม่ปานกันต่อ ตรงนี้จะมีลานจอดรถกว้างขวาง มีร้านค้า ร้านอาหาร และห้องน้ำให้บริการอยู่ด้วย

 


 

ที่กิ่วแม่ปานจะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่นิยมมาเดินกัน

ระยะทางทั้งหมด 3 กม. ทางจะผ่านป่าดิบเขา และทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ แล้วก็ได้เดินผ่านสันเขาที่เห็นวิวกว้างที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกวางผา

แต่เส้นทางนี้จะต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางพาเดินชม ที่เป็นชาวบ้านในท้องถิ่นนี่เอง แล้วก็ผ่านการอบรมมาอย่างดี ก็เลยจะมีความเชี่ยวชาญและชำนาญพื้นที่ สามารถให้ข้อมูลของพันธุ์พืชสองข้างทางที่น่าสนใจมากมายทีเดียว

ค่าบริการนำชม 200 บาท โดยผู้นำทาง 1 คน ทางอุทยานฯ จะกำหนดให้นำกลุ่มเข้าชมได้ไม่เกิน 10 คน คงจะเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแล และให้ข้อมูลได้อย่างทั่วถึง

 


 

เส้นทางจะเปิดให้เข้าชมกันได้ตั้งแต่ 6.00 - 16.00 น. แล้วก็จะใช้เวลาเดินกันราว 2-3 ชั่วโมง เส้นทางจะเป็นวงกลมที่เดินเข้าไปแล้วก็จะวนกลับมาออกที่จุดเดิม ไม่ต้องเดินย้อนทางตอนขากลับ

 


 

มีป้ายขู่กันเล็กน้อยสำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เพราะเส้นทางต้องเดินขึ้นลงเขากันบ้าง ประกอบกับอากาศบนเขาสูงจะบางกว่าพื้นราบ ที่ทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น

อีกอย่าง ด้านในไม่มีร้านค้า ไม่มีห้องน้ำ ก่อนเริ่มออกเดินควรจะจัดการธุระส่วนตัวกันให้เรียบร้อยก่อน และถ้าให้ดีควรมีน้ำดื่มติดตัวเข้าไปด้วย

 


 

ช่วงต้นที่เดินเข้าไปในป่า จะเรียกว่าป่าเมฆ

เป็นป่าที่ได้รับความชุ่มชื้นจากเมฆที่ลอยมาห่มคลุมพื้นป่าไว้ ทำให้ป่านี้มีความชุ่มชื้นที่สูงมาก ทั้งแสงแดดก็ยังส่องลงมาได้ยากจากเรือนยอดที่แน่นทึบ

ป่าพวกนี้ก็เลยเป็นป่าต้นน้ำ ที่ไม่ต้องรอให้ฝนตกก็สามารถดึงความชื้นจากเมฆให้กลายเป็นหยดน้ำ แล้วค่อย ๆ ปล่อยให้ไหลลงมาเป็นทางน้ำสายเล็กสายน้อย รวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่

นี่เลยเป็นความสำคัญของผืนป่าที่ต้องช่วยกันรักษาเอาไว้

 


 

เดินเลยมาหน่อย เราก็จะได้เห็นว่าน้ำที่เราใช้กันทุกวันไม่ได้มาจากก็อกน้ำ หากแต่มีต้นกำเนิดมาจากป่านี่ล่ะ

 


 

มาดูต้นไม้ใบหญ้ากันบ้าง

ใบของต้นไม้ในป่าที่มีความชุ่มชื้นสูง จะมีปลายที่เรียวแหลมอย่างที่เห็นนี้ เพื่อช่วยให้น้ำไหลออกจากผิวใบได้เร็ว ทำให้ใบแห้งไม่เกิดราขึ้น

 


 

อย่างต้นที่ขึ้นอยู่ริมลำน้ำ ก็จะมีใบเรียวยาวและสามารถเอนโอนไปตามแรงน้ำได้

 


 

ต้นไม้ในป่าดิบเขา จะมีลำต้นสูงชะลูด แล้วไปแตกกิ่งก้านบนยอดด้านบน เพื่อแย่งแสงแดดกัน

 


 

ลำต้นก็เลยใหญ่มาก

 


 

ความที่ไม้ใหญ่พุ่งขึ้นไปแตกใบแย่งแดดกันข้างบน พื้นด้านล่างก็เลยไม่ค่อยมีแสงเท่าไหร่

ต้นไม้ตามพื้นก็เลยต้องมีลักษณะที่แตกใบแผ่ออกไปไม่ให้บังแสงกันเอง เพื่อรับแสงให้ได้มากที่สุดอย่างนี้

 


 

ส่วนไม้ที่ตายและล้มลงมา ก็จะมีเห็ดมาเป็นผู้ย่อยสลาย

 


 

ร่องรอยแทะกินเปลือกไม้ของสัตว์ป่า

 


 

ป่าที่นี่มีเฟินอยู่มากชนิดด้วยกัน

เฟินเป็นพืชที่สืบพันธุ์โดยไม่ใช้ดอก แต่ใช้สปอร์ในการแพร่พันธุ์ ถ้าเราพลิกดูหลังใบเฟินก็จะพบอับสปอร์แบบนี้

เฟินแต่ละชนิด ก็จะมีลักษณะแล้วก็ตำแหน่งการเรียงตัวของอับสปอร์ที่ต่างกันไป นักวิชาการก็อาศัยจุดนี้ในการแยกชนิดแยกสายพันธุ์ของเฟินกันด้วย

 


 

จากเส้นทางในป่าดิบเขาราว 1 กม. เราก็จะหลุดออกมาที่ทุ่ง ที่เรียกกันว่า ป่ากึ่งอัลไพน์ ที่จะพบแต่ไม้พุ่มและไม้ล้มลุก ไม่มีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่

 


 

ต้นไม้ในทุ่ง

 


 

แถวนี้เป็นถิ่นที่อาศัยของ กวางผา

ถ้ามีกล้องสองตามาด้วยก็ลองกวาดหาดูกัน

 


 

ฝั่งนี้จะเป็นฟากทิศตะวันตก ถ้ามาช่วงบ่ายแดดจะแรงนิดเตรียมหมวกมาด้วยก็ดี แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวถึงแดดจะแรงแต่อากาศก็ยังเย็น

 


 

ไฮไลต์อย่างหนึ่งของเส้นทางนี้ ก็คือ จะได้มาชมกุหลาบพันปีกัน

เพราะต้นกุหลาบพันปี สามารถขึ้นได้ในบริเวณที่มีดินตื้นตามหน้าผา แล้วด้วยรูปทรงกิ่งก้านที่หงิกงอ ก็เลยทานแรงลมแรง ๆ ตามผาอย่างนี้ได้ดีอีกด้วย

 


 

ส่วนดอกกุหลาบพันปี จะออกดอกกันในช่วงหน้าหนาว

ถ้ามาเจอช่วงที่มีกุหลาบพันปีออกดอกมาให้ชม ก็มีโอกาสได้ชมนกกินปลีสวย ๆ ที่จะบินมากินน้ำหวานจากดอกกันด้วย

ถ้าได้เจอตัวกันจริง ๆ ลองสังเกตปากของนกกินปลีดู ว่าจะต่างจากนกในเมืองที่เราคุ้นกัน เพราะว่านกไม่มีหลอดดูดให้หาซื้อ จะกินน้ำหวานกัน นกก็เลยต้องมีปากที่ยาวโค้งให้เหมาะกับการดูดน้ำหวานจากดอกไม้

แล้วนกก็จ่ายค่าน้ำหวาน ด้วยการพาเอาเกสรที่ติดตามตัวจากดอกไม้ต้นนี้ไปผสมกับเกสรของต้นโน้น เป็นการอิงอาศัยกันและกันในระบบนิเวศของธรรมชาติ

 


 

ทางเดินจะลัดเลาะตามสันเขา ช่วงไหนที่อันตรายหน่อยจะมีการทำรั้วกั้นเอาไว้ให้

 


 

มองออกไป ถ้าอากาศดี ๆ ก็อาจจะเห็นตัวอำเภอแม่แจ่มได้

เป็นอำเภอที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาที่เข้าถึงได้ยาก ทำให้ยังคงรักษาชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของตัวเองไว้ได้อย่างดี เป็นอีกแห่งที่น่าจะได้แวะไปเยือนกัน

 


 

ผ่านสันเขาไปแล้ว ทางจะวกกลับเข้าสู่ป่าดิบเขาอีกครั้ง ช่วงแรกจะเดินลงไปอย่างนี้ แต่อย่างเพิ่งดีใจไป ชีวิตมีลงก็ต้องมีขึ้น เลยไปหน่อยก็จะได้เดินขึ้นกันจนเหนื่อยทีเดียว

 


 

แต่ไม่ต้องห่วง มีคนมาสร้างม้านั่งให้นั่งพักคลายเหนื่อยไว้ให้

ระหว่างนั่งพักอย่าเพิ่งเม้าท์กันเพลิน ลองนั่งเงียบ ๆ ฟังเสียงป่าที่นี่ดูว่าป่ากำลังบอกอะไรอยู่

อ๋อ ป่ากำลังร้องเพลงให้ฟัง ดูคล้าย ๆ จะชื่อเพลง "ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก"

จากตรงนี้ไปไม่ไกลทางก็จะวนกลับไปที่จุดเริ่มต้นที่ออกเดินมาแล้ว เป็นอันสิ้นสุดการเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน

 

 



 

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.