| ย่านดอยอินทนนท์ |
|
หน้า 2 จาก 6
วิ่งรถเลยต่อขึ้นไปจากน้ำตกวชิรธารที่ กม. 20 แล้ว พอถึง กม. 31 ก็จะเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
ก่อนจะถึงตัวที่ทำการ จะมีสามแยกให้เลี้ยวขวาไปน้ำตกสิริภูมิ ด้านนั้นจะมีทั้งสถานีเกษตรของโครงการหลวง รวมทั้งลานกางเต็นท์ของอุทยานฯ อยู่ด้วย
ถ้าจะมากางเต็นท์ ต้องไปติดต่อเสียค่าธรรมเนียมตรงที่ทำการอุทยานฯ ก่อน ตรงผ่านสามแยก แล้ววิ่งผ่านสะพานข้ามลำห้วยไปนิดก็ถึงหน้าที่ทำการแล้ว
พื้นที่ด้านหน้าที่ทำการเป็นลานสนามหญ้ากว้าง น่ากางเต็นท์มากแต่ลานกางเต็นท์ไม่ได้จัดไว้ให้ตรงนี้
ใครจะมากางเต็นท์นอน ต้องมาติดต่อแล้วก็จ่ายค่าธรรมเนียมที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก่อน แล้วค่อยย้อนไปที่ลานกางเต็นท์ ห่างที่ทำการไปราว 500 ม.
นี่ไงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ค่าธรรมเนียมกางเต็นท์คนละ 30 บาทต่อคืน แต่ถ้าไม่มีเต็นท์มาเองก็มีให้เช่ากันด้วย เต็นท์ 3 คน หลังละ 225 บาท อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้อุทยานแห่งชาติหลายแห่งที่คนนิยมไปกันมาก จนเกิดขีดความสามารถของระบบนิเวศที่นั่นจะรองรับได้ จะต้องทำรายการจองที่พักหรือที่กางเต็นท์ไปก่อนล่วงหน้า เพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับพื้นที่ เป็นอีกวิธีง่าย ๆ ที่เราจะได้มีส่วนช่วยเหลือและดูแลธรรมชาติ ดูรายละเอียดการจองกันได้ที่ เว็บไซค์ของ กรมอุทยานฯ
นิทรรศการเล็ก ๆ ที่นี่ ถ้าไม่ได้แวะมาดูก็ไม่ได้พลาดอะไร
ด้านหน้าติดถนนก่อนจะเลี้ยวเข้ามาที่ตัวที่ทำการ จะมีร้านอาหารอยู่
ด้านในมีร้านอาหารตามสั่งอยู่กัน 4 ร้าน ราคาตกจานละ 25-30 บาท แต่ถ้าใส่กล่อง ที่นี่จะใช้เป็นกล่องที่ย่อยสลายได้ ต้องเสียค่ากล่องเพิ่มอีก 5 บาท
บรรยากาศสะอาดสะอ้าน กว้างขวาง นั่งสบาย
อากาศหนาว ๆ ได้ล้อมเตากินหมูกระทะเนี่ยนับว่าสุดยอดมาก ร้านที่นี่ก็เลยติดป้ายบอกไว้เลยว่ามีบริการหมูกระทะด้วย ที่สำคัญ พร้อมส่งไปถึงที่บ้านพักหรือที่กางเต็นท์ให้ด้วย
ด้านหน้ามีมุมกาแฟ
แวะตรงนี้ หรือที่เที่ยวแห่งอื่นบนดอยอินทนนท์ อาจะมีเด็กชาวเขาตัวน้อยวิ่งมาล้อมหน้าล้อมหลังขายดอกไม้ แล้วหนู ๆ ก็แอบมีทริกเล็กน้อยเวลาเราไม่ยอมซื้อ ด้วยการเข้ามายื่นดอกไม้พร้อมบอกว่า ให้พี่คนสวย หรือ ให้พี่รูปหล่อ ถ้าไม่รับยังแอบมีตัดพ้อว่าเราไม่รับไมตรี เราอดไม่ได้ก็รับกับหยิบยื่นสตางค์ให้ บางคนอาจจะไม่ค่อยชอบใจกับทริกแบบนี้นักจนออกอาการใส่ แต่ยังไงก็อย่าไปโกรธเกรี้ยวกราดกับหนู ๆ เขาเลย ถึงไม่รับก็พูดกับเขาสักนิด ยิ้มกับเขาสักหน่อย เอายิ้มหวาน ๆ มาฝากหวังว่า ลุงป้าน้าอา จะใจอ่อนเน้อ
ย้อนกลับมาที่ทางแยกก่อนถึงตัวที่ทำการ เลี้ยวเข้าไปราว 300 ม. ถึงจะถึงลานกางเต็นท์กับบ้านพักของอุทยานฯ
ระหว่างทางจะผ่านชุมชนของชาวเขา ที่เรียกว่า บ้านม้งขุนกลาง
ตรงลานกางเต็นท์เลยจะไม่มีร้านค้า เพราะงั้นถ้าขาดเหลืออะไรก็มาหาซื้อกันได้แถวนี้
ร้านอาหารจานเดียวง่าย ๆ ก็มี
ช่วงเย็น ๆ อาจจะมาเดินเล่นหาขนมกินกัน
เข้ามาที่ลานกางเต็นท์ต่อ ด้านหน้าจะมีซุ้มของเจ้าหน้าที่สำหรับตรวจใบเสร็จค่าธรรมเนียมกางเต็นท์ เลยเข้ามาจะมีลานกางเต็นท์อยู่ทางซ้ายมือ แล้วก็ด้านที่ลึกเข้าไป
ตรงปากทางยังมีร้านสวัสดิการฯ ให้เช่าผ้าห่ม เสื่อ เตาถ่าน
อัตราค่าบริการ
ลานที่นี่จะอยู่ใต้ดงสน
พื้นเป็นลานดิน ควรหาผ้ามาปูรองเต็นท์สักชั้น เวลาทำความสะอาดจะได้แค่ล้างผ้าปูเท่านั้น อีกอย่างคือ พื้นลานจะเป็นพื้นลาดนิด ๆ ถ้าจะนอนให้สบายควรกางเต็นท์ให้หัวนอนอยู่ด้านสูง แล้วนอนยาวไปตามแนวลาด อย่านอนขวางทางลาด จะนอนไม่สบาย เดี๋ยวจะต้องลุกมาหมุนเต็นท์กันตอนดึก
เต็นท์หลังใหญ่ของอุทยานฯ จะเป็นแบบนี้
ห้องน้ำ
ถ้าจะไปส่วนของบ้านพัก พอเข้าไปแล้วให้เลี้ยวขวา
ตรงนั้นจะมีป้ายบอกทางไปบ้านพักแต่ละหลัง
ทางไปด้านนี้สามารถกางเต็นท์ตามแนวถนนได้อีกด้วย
ด้านนี้ยังมีห้องน้ำหลังใหม่ หลังจะใหญ่กว่าห้องน้ำที่อยู่ตรงลานกางเต็นท์ ถ้ากางเต็นท์อยู่ที่ลานใหญ่ ก็ยังพอเดินมาใช้ห้องน้ำที่นี่ได้ด้วย
มีห้องอาบน้ำกับห้องส้วมหลายห้อง
อีกมุม
เลยต่อเข้าไปจะเป็นส่วนของบ้านพัก ส่วนนี้จะไม่อนุญาตให้เข้าไปกางเต็นท์
บ้านพักปลูกเรียง ๆ กันไป บางหลังต้องเดินขึ้นเนินสูงขึ้นไปอีกหน่อย
หน้าตาของที่พักที่นี่
มองย้อนลงไป
ตรงนี้เป็นอีกหลังหนึ่ง
ถ้าวิ่งจากปากทางเข้าไปประมาณ 1 กม. เลยจากลานกางเต็นท์ของอุทยานฯ ยังมีลานกางเต็นท์กับบ้านพักของเอกชน ชื่อ ดอยชัวร์ญ่า เห็นป้ายทางไป บ้านขุนวาง อย่างนี้ จะมีป้ายบอกไปดอยชัวร์ญ่า เกาะอยู่ด้วย ก็วิ่งตามป้ายไป
พื้นที่ลานกางเต็นท์ของที่นี่ จะเป็นสนามหญ้าลดหลั่นเป็นขั้นบันได บรรยากาศดูดีทีเดียว
วิวที่มองไปจะเห็นพื้นที่เกษตรโครงการหลวง เรียกว่าวิวดีกว่าที่ลานกางเต็นท์ของอุทยาน แต่ถ้าอยู่ตอนกลางวันอาจจะร้อนหน่อยเพราะไม่ค่อยมีร่มไม้ สนใจจะมากางเต็นท์กันที่นี่ก็ลองโทรถามรายละเอียดกันดู ในใบปลิว เขาให้เบอร์โทรติดต่อไว้หลายคน ชอบชื่อไหนก็โทรชื่อนั้นก็แล้วกัน คุณวิโรจน์ 081-951-7446 ส่วนค่าเช่าเต็นท์พร้อมเครื่องนอนมีตั้งแต่ราคา 200-400 บาทแล้วแต่ขนาดเต็นท์ ถ้าเอาเต็นท์มากันเอง เขาคิดค่ากางคนละ 50 บาท แล้วก็มีผ้าห่มนวม ผ้าห่มธรรมดาให้เช่ากันด้วย สนนราคาก็ 50/20 บาท
ห้องน้ำสำหรับคนมากางเต็นท์
ห้องอาบน้ำมีเครื่องทำน้ำอุ่ม แต่หลายคนที่มาก็เลือกไม่อาบกัน เพราะอากาศที่หนาวจับใจ
ห้องส้วมเป็นแบบชักโครก
ห้องน้ำจะมีตรงนี้อีกหลังหนึ่ง
ตามขอบของพื้นที่โดยรอบจะมีบ้านพักเป็นหลัง ๆ ด้วย
มีกันหลายแบบ หลายหลัง
และหลายราคา ตั้งแต่ 500-1,000 บาท
ทางที่เลี้ยวเข้ามาที่ลานกางเต็นท์ทั้งสองแห่ง ที่เป็นสามแยกก่อนถึงตัวที่ทำการอุทยานฯ ตรงนี้จะเข้าไปเที่ยวที่สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ได้ด้วย จากแยกเข้ามานิดเดียว (ยังไม่ถึงลานกางเต็นท์) จะเจอป้ายบอกเส้นทางสีฟ้าอย่างนี้ ก็เลี้ยวซ้ายมาเลย
เส้นทางจะผ่านบ้านเรือนของชาวเขา
เลยมาอีกจะมีอีกแยก
ถ้าตรงไปจะเป็นทางไปน้ำตกสิริภูมิ แต่ถ้ามาทางซ้ายก็จะไปที่ตัวสถานีฯ ตรงนี้ก็เลี้ยวซ้ายมากันก่อน เลยจากป้ายมาราว 200 ม. ก็จะเป็นตัวสถานี
ที่ปากทางเข้าสถานี
ด้านหน้าตรงนั้นจะมีลานจอดรถด้านนอกอยู่ จะมีร้านขายของอยู่ตรงนั้นด้วย
ย่านนี้ก็จะมีผักสด ๆ
แถมราคาก็ไม่แพงด้วย เดี๋ยวค่อยย้อนมาอุดหนุนตอนขากลับ
ตอนนี้เดินเข้ามาในบริเวณสถานีกันก่อน
เอ๊ะ เขาดูอะไรกันอยู่
เขามาชมดอกท้อกำลังบานอยู่นี่เอง
ป้ายบอกทางในสถานี ที่สถานีนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 2522 ตามพระราชประสงค์ของในหลวง เพื่อช่วยเหลือชาวเขาด้วยการปลูกพืชเมืองหนาว แล้วจะได้ขายเป็นรายได้ทดแทนการปลูกผิ่น ที่นี่ก็เลยมีทั้งงานวิจัย งานขยายพันธุ์พืช งานผลิต ด้านในก็จะมีแปลงทดลองปลูก มีทั้งโรงเรือนรวบรวมพันธุ์พืช ร้านจำหน่าย ร้านอาหาร แล้วล่าสุดยังมีที่พักเปิดให้เข้าไปพักกันได้ด้วย
มาชมกันที่ โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงพืชหายากจากเขตร้อน และกึ่งเขตร้อน (ชื่อยาวเชียว)
ข้างในมีต้นเฟินสารพัดให้ชมกัน
มีเส้นทางให้เดินชมเป็นวงกลมไปรอบโรงเรือน
มีป้ายบอกชื่อเสียงเรียงนามบอกกันไว้
ใครชอบต้นเฟิน ไม่ควรพลาดมาเดินชมกัน
บรรยากาศในตัวสถานีและพื้นที่โดยรอบ ก็จะเป็นโรงเรือนปลูกพืชกันเต็มไปหมด
ข้างในโรงเรือน
ทางเดินด้านใน ก็ทำไว้สวยงาม
ตกแต่งสองข้างทางด้วยไม้ดอกสวย ๆ
ค่อย ๆ เดินชมกัน
ถ้าติดใจ ที่นี่เขามีร้านจำหน่ายกันอยู่ด้วย
แวะเข้ามาชมด้านในกัน
ว่าแต่ไม่รู้ว่าพากลับกรุงเทพด้วยเนี่ย จะรอดไหม
มองไปลิบ ๆ จะเห็นน้ำตกสิริภูมิ
จากที่สถานีฯ จะมีทางเดินระยะทาง 680 ม. ไปที่น้ำตกได้ด้วย
ทางเดินกว้างเรียบ เดินสะดวก เลาะไปตามไหล่เขา
จากทางเดิน มองลงไปจะเห็นอาคาร Packing ด้านล่าง
ตรงเชิงน้ำตกจะจัดเป็นสวน
มีเสียงจากน้ำตกจิ๋ว ๆ ให้บรรยากาศสดชื่น
ส่วนน้ำตกสิริภูมิ ก็แหงนหน้าขึ้นไปชมอย่างนี้
ตรงถนนที่แยกเข้าสถานีฯ ถ้าไม่เลี้ยวมาก็จะตรงมาที่ตัวน้ำตกได้
ด้านหน้าจะมีลานจอดรถ และเดินเข้าไปตรงบริเวณสวน
ด้านหน้าก็จะมีผลผลิตจากชาวเขามาวางขายเหมือนกัน ขอบอกว่าถูกและอร่อยมาก
มาแถวนี้ อย่าพลาดมาชิมเมนูปลาเทร้าท์ ที่มีการทดลองเพาะเลี้ยงกันอยู่ที่นี่ด้วย ถ้าอยากมาชิมกัน ก็มาที่ สโมสรอินทนนท์ ที่เป็นร้านอาหารในบริเวณสถานีฯ
ในร้านอาหาร
จานเด่นของที่นี่นอกจากปลาเรนโบว์เทร้าท์แล้ว ก็คงเป็นพวกผักสด ๆ ที่ได้จากแปลงปลูกรอบ ๆ นี่เอง
แล้วถ้าอยากมาพักค้าง สถานีฯ ก็มีบริการบ้านพักกันอีกด้วย อยู่ไม่ห่างจากตัวร้านอาหาร เช้ามาก็สามารถเดินมาทานข้าวกันได้
บรรยากาศในห้อง ที่ตกแต่งเรียบง่าย เนื้อที่ในห้องอาจจะเล็กไปสักนิด
แต่ก็คลายอึดอัดด้วยเพดานสูงโปร่ง ด้านบนยังปูฟูกนอนไว้ให้อีกชุด
เพียงแต่บันไดขึ้นลงอาจจะชันกันสักนิด สนใจจะมาพักก็สอบถามรายละเอียดได้ที่ เว็บไซค์สถานีเกษตรสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ โทร. 053-286-770/7 ต่อ 15 (บ้านพัก)
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.