Home เที่ยวที่ไหนดี เที่ยวแรมคืน ตะลุยแดนไดโนเสาร์

ตะลุยแดนไดโนเสาร์

 

พาไปดูไดโนเสาร์ที่ภูเวียงที่เป็นแหล่งที่ขุดพบแห่งแรกในเมืองไทยแล้ว ต้องพาไปที่กาฬสินธุ์กันต่อ

 

 


 

 

เพราะที่นี้เป็นอีกแหล่งขุดค้นที่สำคัญ มีการพบกระดูกไดโนเสาร์เกือบ 700 ชิ้น ที่ภูกุ่มข้าว ในบริเวณวัดสักกะวัน อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ที่สำคัญยังพบโครงกระดูกเกือบครบทั้งตัวของ ภูเวียงโกซอรัส อีกด้วย

ทางกรมทรัพยากรธรณีได้ทำอาคารคลุมหลุมขุดค้นนี้เอาไว้ และเปิดให้เข้าไปชมกันได้

 

 


 

 

อันนี้เป็นภาพถ่ายหลุมขุดค้นที่นี่ระหว่างที่กำลังขุดสำรวจ

คนทางซ้ายมือสุด ก็คือ ดร.วราวุธ สุธีธร มือหนึ่งด้านไดโนเสาร์ของเมืองไทย

 

 


 

 

และที่สำคัญที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับไดโนเสาร์แห่งใหม่ล่าสุด ที่ทำไว้อย่างสวยงามทันสมัย ควรค่าที่จะอุ้มลูกจูงหลานมาชมกันอย่างยิ่ง

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน (ปิดเฉพาะวันจันทร์ แต่ถ้าเป็นวันจันทร์ที่ตรงกับวันหยุดราชการจะเปิดบริการ) ตั้งแต่ 9.00 - 17.00 น.

 

 


 

 

แล้วก็ถือว่าเป็นโอกาสดีของลูกหลานชาวอีสานที่จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับแหล่งเรียนรู้ชั้นยอดอย่างนี้ ส่วนคนกรุงที่ถึงจะอยู่ไกลสักหน่อย แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าถ้าจะได้หาโอกาสมาชมกัน

 

 


 

 

เข้ามาชมข้างในกันดีกว่า

เริ่มต้นก็พาย้อนเวลากันเลย แต่ไม่ใช่แค่พาย้อนไปสู่ยุคไดโนเสาร์ครองโลก แต่เตลิดเลยไปจนถึงช่วงเวลาที่แม้แต่ดวงอาทิตย์และโลกก็ยังไม่เกิดขึ้น หรือย้อนไปถึงกำเนิดจักรวาลเมื่อราว 13,000 ล้านปีที่แล้ว

แล้วระบบก็จะฉายเล่าเรื่องราวจนกระทั่งเกิดมีโลกขึ้นมาเมื่อ 4,600 ล้านปีที่ผ่านมา

 

 


 

 

พื้นที่เรายืน ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ เป็นส่วนของเปลือกโลก ถัดลงไปไม่ได้เป็นหินแข็งแต่จะเป็นชั้นหินหนืดร้อนฉ่าเป็นพัน ๆ องศาเซลเซียส เพราะงั้นเปลือกโลกก็เลยเคลื่อนไหวไปมาได้

จากที่เคยรวมเป็นแผ่นผืนเดียวกันมาก่อน ต่อมาก็แตกแยกเป็นทวีปต่าง ๆ แล้วก็เลยทำให้ตอนใน ๆ ของแผ่นดินได้รับความชื้นจากทะเล มีฝนตก มีพืชพรรณขึ้น เอื้อต่อการมีสิ่งชีวิตในยุคถัดมา

และที่สำคัญยังทำให้เกิดมีแผ่นดินไหว อย่างที่เราได้เรียนรู้กันมากขึ้นหลังจากที่เกิดสึนามิขึ้นมาในบ้านเรา ก็เพราะแผ่นเปลือกโลกไม่เคยหยุดนิ่งนี่เอง

 

 


 

 

การเคลื่อนไหวของเปลือกโลกก็ทำให้เกิดสภาพทางธรณีได้หลายอย่าง อย่างที่แถบอีสานที่เคยเป็นท้องทะเลก็เกิดยกตัวขึ้นมามีภูเขาให้เราได้ไปปีนเที่ยวกัน แล้วก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมอีสานถึงเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์ได้

เพื่อให้เข้าใจได้ชัด ก็เลยมีตู้สาธิตการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกให้ได้ทดลองกัน

 

 


 

 

อย่างอันนี้หมุนให้แผ่นทวีปมาชนกัน ก็จะเกิดการโก่งตัวยกเป็นภูเขาขึ้นมา

 

 


 

 

บางก็ถูกกัดเซาะด้วยน้ำ อันนี้มีวิดีโอฉายให้ชมกัน สังเกตว่าออกแบบให้ความสูงอยู่ในระดับสายตาของเด็กพอดี

 

 


 

 

ตรงนี้เป็นหินชนิดต่าง ๆ ให้มาทำความรู้จัก

 

 


 

 

ถัดมาจะมาเจอกับ "มาตราธรณีกาล" ที่ใช้ลำดับอายุทางธรณีวิทยา ตั้งแต่โลกเกิดขึ้นเมื่อ 4,600 ล้านปีที่แล้ว

ฟังดูแล้วอาจจะงง ๆ ถ้ายิ่งไปเห็นจะยิ่งงงกันไปใหญ่ เพราะมีแบ่งเป็น บรมยุค มหายุค เป็นยุค เป็นสมัย ตามด้วยชื่อแปลก ๆ อีกมากมาย

เอาเป็นว่าเจ้านี่ถ้าเทียบกับชีวิตคน ก็เหมือนกับแบ่งชีวิตเป็นช่วง ๆ ตั้งแต่อยู่ในท้อง คลอดมาเป็นทารก เป็นเด็กเล็ก เติบโตเป็นวัยรุ่น วันทำงานไปเรื่อย แบ่งเป็นช่วงแล้วก็มาบอกต่อว่าในแต่ละช่วงมีเรื่องราวอะไรสำคัญ ๆ เกิดขึ้นบ้าง อย่างเช่นหัดเดิน หัดพูด หัดขับรถ ไปจนถึงหัดจีบสาว

 

 


 

 

ในแต่ละช่วงของโลก ก็มีสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ เกิดขึ้นและวิวัฒนาการต่อเนื่องกันมาเรื่อย

แนะนำว่าถ้าจะแอบเก๋ มีชื่อมหายุคที่น่าจำเอาไปโม้ให้คนอื่นได้ทึ่งเล่น ๆ อยู่สองมหายุค

มหายุคอันแรกคือ มหายุคพาลีโอโซอิก ที่เป็นมหายุคที่แสนเริงร่าของเหล่าสิ่งมีชีวิต  เพราะมหายุคก่อนหน้าจะมีแต่สิ่งมีชีวิตง่าย ๆ ขนาดเล็ก อาศัยอยู่แต่ในทะเล  แต่ในมหายุคนี้ได้เกิดวิวัฒนาการมีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งแง่ของจำนวน ทั้งรูปแบบที่หลากหลายขึ้นมา อย่างพวกปลา แมลง สัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทินบก หรือสัตว์เลื้อยคลาน

 

 


 

 

มหายุคถัดมาคือ มหายุคมีโซโซอิก ยุคนี้ล่ะที่สัตว์เลื้อยคลานเริ่มวิวัฒนาการเกิดเป็นไดโนเสาร์ขึ้นมา แล้วก็แตกลูกออกหลานจนเป็นยุคที่ไดโนเสาร์ครองโลก เมื่อ 251-65 ล้านปีที่แล้ว

 

 


 

 

ที่เรารู้ว่ายุคไหนมีสิ่งมีชีวิตอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็จากการค้นพบซากฟอลซิสในชั้นดินชั้นหินของแต่ละยุคนั่นเอง

 

 


 

 

เดินต่อเข้ามาก็จะมาสู่โลกใน มหายุคพาลีโอโซอิก  ยุคที่บอกว่าสิ่งมีชีวิตร่าเริงเลยนี่ล่ะ

ช่วงต้น ๆ สิ่งมีชีวิตยังอยู่กันแต่ในทะเล แต่จากที่เคยมีรูปแบบง่าย ๆ ก็เริ่มพัฒนาให้มีลักษณะสลับซับซ้อนหลากหลายขึ้นในช่วงนี้

 

 


 

 

มีตัวอย่างฟอลซิลในยุคนี้ให้ดูกันด้วย

 

 


 

 

ในมหายุคยังแบ่งเป็นยุคย่อย ๆ ลงไป ชื่อยาวจำยาก เอาเป็นว่าภาพรวมเลยก็คือ สภาพแวดล้อมบนบกที่เคยร้อนแล้งเต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซค์เริ่มเปลี่ยนไป เกิดมีต้นไม้พืชพรรณขึ้นมา พวกสัตว์ในทะเลก็เริ่มดี๋ด๋าอยากลองของใหม่ ขยับขยายกลายร่างจากที่เคยลอยตุ้บป่องในทะเลมาเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ไม่ต้องอาศัยน้ำในการรักษาความชื้นของร่างกายและการวางไข่

สภาพในตู้จัดแสดง ก็เลยจัดให้เห็นลำดับของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่อยู่ในน้ำ จนย้ายมาอยู่ชายน้ำ และขึ้นมาอาศัยบนบกในที่สุด

 

 


 

 

สัตว์เลื้อยคลานในปลายมหายุคพาลีโอโซอิก

 

 


 

 

ในมหายุคถัดมาคือ มหายุคมีโซโซอิก เป็นมหายุคแห่งสัตว์เลื้อยคลานและไดโนเสาร์

 

 


 

 

ช่วงนี้ล่ะที่เป็นช่วงที่ไดโนเสาร์ครองโลก คือ เมื่อราว 251-65 ล้านปีก่อนหน้านี้

 

 


 

 

ในทะเลก็มีเจ้า อีลาสโมซอรัส หรือสัตว์เลื้อยคลานทะเล เป็นเจ้าสมุทร ที่เห็นเป็นโครงกระดูกยาวคล้ายงูนี่ล่ะ ส่วนที่อยู่ข้าง ๆ กันคือ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ หรือ เทอโรซอร์

ทั้งสองชนิดไม่ใช่ไดโนเสาร์ แต่เป็นญาติห่าง ๆ ที่เกิดร่วมยุคกัน

 

 


 

 

แล้วก็มาถึงไฮไลต์ของที่นี่  ตรงลานกลางพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงไดโนเสาร์ไว้หลายต่อหลายชนิด

พี่ใหญ่ตัวสูงกว่าใครก็คือ ภูเวียงโกซอรัส ที่พบกระดูกเกือบครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งตัวจากหลุมขุดค้นใกล้ ๆ กับพิพิธภัณฑ์นี่เอง

 

 


 

 

พระเอกอีกตัวของงานนี้ก็คือ สยามโมไทรันนัส ต้นตระกูลของ ทีเร็กซ์ ที่แนะนำตัวกันไปก่อนหน้าตั้งแต่ที่ภูเวียงแล้ว

 

 


 

 

เจ้าหน้าที่กำลังชี้ชวนให้ชมฟันของ สยามโมไทรันนัส

ลักษณะของฟันที่แหลมคม และการยืนบนสองขาที่ปราดเปรียว ทำให้รู้ว่าไดโนเสาร์พันธุ์นี้ล่าเหยื่อเพื่อกินเนื้อเป็นอาหาร

 

 


 

 

ผิดกับเจ้า อีสานโนซอรัส ที่เป็นซอโรพอดหรือไดโนเสาร์กินฟืชอีกชนิด จะยืนสี่ขาเพื่อรองรับขนาดตัวที่ใหญ่และมีน้ำหนักมาก

ไดโนเสาร์พันธ์นี้พิเศษอยู่อย่างคือ เป็นซอโรพอดที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เรียกว่าเป็นคุณทวดของบรรดาซอโรพอดอื่น ๆ

 

 


 

 

โครงกระดูกไดโนเสาร์ที่จัดแสดงตรงนี้มีถึง 9 ชนิด มี 5 ชนิดที่พบได้ในเมืองไทย ส่วนบางชนิดก็ส่งตรงมาจากอเมริกา อย่างเช่นเจ้า อัลเบอร์โตซอรัส ตัวนี้ที่ถึงมาไกลแต่ก็อยู่ในวงศ์เดียวกันกับ สยามโมไทรันนัส เพราะงั้นท่าทางเลยดูดุไม่แพ้กันเลย

 

 


 

 

เชื่อกันว่านกในปัจจุบัน ก็สืบเชื้อสายมาจากไดโนเสาร์นี่เอง

 

 


 

 

โซนถัดไปก็จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของไดโนเสาร์

อย่างพวกซอโรพอดที่กินพืชเป็นอาหาร ความที่ตัวใหญ่อุ้ยอ้าย จะมาวิ่งหนีได้ปราดเปรียวอย่างกวางสมัยนี้คงเป็นไปไม่ได้ ก็เลยต้องติดอาวุธ ติดเกราะกันหน่อย

 

 


 

 

หรือในท้องก็จะมีการกลืนก้อนกรวดลงไปเพื่อช่วยย่อยอาหาร

 

 


 

 

ส่วนเจ้า แพคคีเซฟาโลซอรัส ตัวนี้ มีกระโหลกกลมหนา ที่เชื่อว่าอาศัยหัวที่ราวกับหมวกกันน็อคนี้ ไล่ชนกันเพื่อแย่งชิงตัวเมียและปกป้องอาณาเขตของตัว อย่างที่กวางตัวผู้ที่มีเขาทำกัน

 

 


 

 

ถ้าขาด ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ หรือ ทีเร็กซ์ อันโด่งดังไป การชมพิพิธภัณฑ์คงจบลงอย่างไม่สมบูรณ์ ที่นี่มีหัวกะโหลกของทีเร็กซ์มาให้ชมกันด้วย

 

 


 

 

ชมไดโนเสาร์กันเสร็จแล้ว ก็มีเกมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับไดโนเสาร์ให้เด็ก ๆ ได้ทดสอบความรู้

 

 


 

 

บรรยากาศการทำงานภาคสนามของนักโบราณชีววิทยา กับเครื่องไม้เครื่องมือที่ต้องใช้ในการทำงาน

 

 


 

 

ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธรไม่ได้สร้างไว้สำหรับจัดแสดงเรื่องราวของไดโนเสาร์เท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่ทำงานของนักโบราณชีววิทยา และใช้เป็นที่จัดเก็บรวบรวมกระดูกไดโนเสาร์ที่ขุดพบขึ้นมาด้วยจริง ๆ ที่เมื่อขุดกระดูกไดโนเสาร์ได้มาแล้ว ก็ต้องนำมาทำความสะอาดและซ่อมแซม ก่อนจะนำไปศึกษาวิจัยต่อไป

ตรงนี้ก็เลยมีส่วนของห้องทำงานให้ได้ชมกันด้วย

 

 


 

 

เมื่อ 65 ล้านปีก่อนไดโนเสาร์ก็สูญพันธุ์ไปหมด เรายังไม่รู้แน่ว่าด้วยเหตุใด อาจจะเป็นเพราะมีดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก หรือเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่พ่นเถ้าถ่านและควันปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิดและเยือกเย็น

แต่ที่แน่ ๆ ก็คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้กลายมาเป็นผู้ครองโลกแทนในยุคถัดมา

 

 


 

 

และสัตว์เลี้ยวลูกด้วยนมที่สำคัญก็คือ กลุ่มไพรเมต

 

 


 

 

มนุษย์ ก็เป็นหนึ่งในไพรเมตชั้นสูง ที่ประกอบไปด้วยลิง และ เอป

 

 


 

 

เผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคปัจจุบัน ที่เรียกว่า โฮโม เซเปียนส์ เพิ่งเริ่มเกิดมีขึ้นเมื่อเพียง 200,000 ปีที่ผ่านมานี้นี่เอง

 

 


 

 

การเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของมนุษย์จะวัดได้จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ใช้ ในอดีตมนุษย์ใช้เวลาเนิ่นนานหลายพันปี กว่าจะเรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง

 

 


 

 

แต่แค่เพียงช่วงเวลา 2-300 ปีนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมาที่มนุษย์รู้จักสร้างเครื่องจักรขึ้นใช้งาน มนุษย์ได้อาศัยสติปัญญาของตนปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกเพื่อเอื้อกับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของมนุษย์ จนโลกทุกวันนี้กำลังป่วยหนักจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมไป

บางทีมนุษย์ผู้ทรงสติปัญญา อาจมีโอกาสครองโลกนี้อยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อเทียบกับไดโนเสาร์ที่ครองโลกอยู่ถึง 186 ล้านปี

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.