Home

ย่านในตัวเมือง

 

สำหรับคนที่มาเยือนเชียงใหม่ โปรแกรมมาไหว้พระที่วัดพระสิงห์นี้จะถือว่าเป็นโปรแกรมหลักที่พลาดไม่ได้เลยก็ว่าได้

เพราะงั้นก็ขอพามาที่วัดพระสิงห์กันต่อเลย

ตัววัดหาง่ายมาก จากประตูท่าแพก็วิ่งตรงมาตาม ถนนราชดำเนิน ถนนสายที่ไม่เหมือนใครในเชียงใหม่เพราะปูด้วยอิฐบล็อกตลอดสาย

วิ่งตามถนนเส้นนี้มาเรื่อยไม่มีต้องเลี้ยวไหน สุดถนนก็จะเจอวัดพระสิงห์พอดี

 


 

วัดนี้เป็นอีกวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในราวปี 1888 แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ได้ชื่อวัดพระสิงห์ แต่ชื่อว่าวัดเชียงพระ

เป็นวัดที่สร้างขึ้นอย่างมีนัยทางการเมือง คือ สร้างเพื่อเป็นที่ประทับของพระเถระ ที่พญาผายู กษัตริย์รัชกาลที่ 5 ของราชวงศ์มังรายนิมนต์มาจากเมืองหริภุญไชย

หริภุญไชยที่พญามังราย กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์มังรายตีได้แล้ว แต่ก็ยังคงฐานะความเป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนามาตลอด อีกทั้งกษัตริย์ราชวงศ์มังรายเองในรัชกาลถัด ๆ มา ก็ยังต้องย้ายไปประทับที่เมืองเดิมคือ เชียงแสน เพื่อทำศึกปราบปรามบ้านเมืองใกล้เคียงอยู่

มาในสมัยพญาผายูนี่ล่ะ ที่พระองค์ย้ายกลับมาประทับที่เชียงใหม่ แล้วยังนิมนต์พระอภัยจุฬาเถรซึ่งเป็นสังฆราชอยู่ที่เมืองหริภุญไชย ให้มาประทับอยู่ที่เชียงใหม่ด้วย เป็นการสถาปนาให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทั้งทางการปกครอง และทางศาสนาไปพร้อมกัน

แต่วิหารหลังใหญ่ที่เห็นอยู่หน้าวัดนี้ มาสร้างในสมัยหลังแล้วโดย ครูบาศรีวิชัย

 


 

สมัยครูบาศรีวิชัย เป็นยุคที่สยามกำลังเผชิญกับภัยการล่าอาณานิคมจากฝรั่งต่างชาติ เพราะงั้นรัฐบาลจากส่วนกลางก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ด้วยการกระชับอำนาจต่าง ๆ เข้าสู่ส่วนกลาง จากเดิมที่ให้ประเทศราชปกครองกันเอง

ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีผลกระทบกับวงการสงฆ์ด้วยเหมือนกัน เพราะธรรมเนียมที่แตกต่างกันระหว่างพระทางล้านนา กับการปกครองคณะสงฆ์จากส่วนกลางที่มีบทบาทมากขึ้น

ครูบาศรีวิชัยเองก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ จนต้องอธิกรณ์และถูกนำตัวไปคุมไว้หลายต่อหลายหน แต่ท่านก็รอดปลอดภัยมาทุกครั้ง

แต่หน้าบันที่วิหารวัดพระสิงห์ที่ท่านสร้างนี้ ก็แสดงนัยที่บ่งบอกการยอมรับอำนาจจากส่วนกลาง ด้วยการสร้างเป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ อย่างที่เราคงคุ้นตาเห็นได้ในวัดหลวงอย่างวัดพระแก้ว ที่เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์แห่งสยาม โดยที่มีรูปเสือและนกยูงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของครูบาศรีวิชัยและเจ้านายฝ่ายเหนืออยู่ด้านล่างลงมา (ครูบาฯ เกิดปีเสือ)

ตอนไปที่วัดก็ลองเงยขึ้นไปชมหน้าบันนี้กัน

 


 

ซุ้มประตูทางเข้าวิหาร

 


 

พระประธานในวิหาร

 


 

ใครอยากซื้อหาดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปไหว้รูปครูบาฯ ที่อยู่หน้าวิหาร ตรงทางเข้าวัดจะมีแม่ค้ามาตั้งโต๊ะขายอยู่

ที่จริงวัดไหนมีคนไปกันเยอะก็จะมีแม่ค้าอย่างนี้ ไม่เห็นแปลกอะไร แต่ที่เอามาเล่าเพราะว่าเทียนของเมืองเหนือจะแปลกหน่อย ที่อื่นแม่ค้าก็จะจัดเทียนให้คู่หนึ่ง แต่ที่นี่เราจะเจอเทียนมัดรวมกันมาทีเดียว 3 เล่ม แถมยังแยกเป็นแต่ละวันอีกต่างหาก

ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าทางเหนือจะมีความเชื่อเรื่องบูชาเทียน ที่จะใช้เทียนที่ผ่านการทำพิธีจากผู้ที่รู้วิชานี้ แล้วแต่ละเล่มก็จะมีความหมายต่างกัน คือ เทียนสืบชะตา เทียนสะเดาะเคราะห์ และเทียนฉิมพลีหรือเทียนโชค

สมัยก่อนจะมีการเขียนวันเดือนปีเกิดลงมาไส้เทียน แล้วค่อยเอาไส้เทียนไปสีเป็นเทียนขึ้นมา แต่สมัยนี้ก็รวบรัดให้ง่ายเข้าก็จะเป็นกระดาษห่อไว้ เวลาจุดก็จุดไปพร้อมกับเทียนได้เลยไม่ต้องแกะออกมา

แล้วธรรมเนียมเดิมเขาจะจุดเทียนนี้ตอนตะวันตกดินไปแล้วด้วย ถ้าอยากทำตามธรรมเนียมเดิมให้ขลังอีกนิด ก็อาจจะแวะจุดเทียนบูชาตอนมาเดินเที่ยวถนนคนเดินช่วงค่ำ ๆ ก็ได้

 


 

ไหว้พระกันแล้ว อย่าลืมเลี้ยวมาชมความงามของหอไตรที่อยู่ข้างกันตรงนี้ด้วย

 


 

หอไตรเป็นอาคารครึ่งปูนครึ่งไม้

 


 

แล้วก็สร้างขึ้นสมัยพระเมืองแก้ว เป็นยุครุ่งเรืองที่สุดช่วงหนึ่งของเชียงใหม่ ที่ความรุ่งเรืองนี้ก็สะท้อนออกมาในงานสถาปัตยกรรมงาม ๆ

 


 

วิวด้านข้างบ้าง

 


 

จะเห็นมีงานปูนปั้นเป็นรูปเทวดาโดยรอบ

 


 

ลวดลายหม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์ในรูปแบบของงานปูนปั้นที่หอไตรนี้

 


 

ที่ฐานยังเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ชนิดต่าง ๆ

 


 

ถ้าเดินเลยต่อเข้ามาด้านหลังวิหารใหญ่ ก็จะเจอกับอุโบสถหรือโบสถ์

 


 

สังเกตไหมว่า ตั้งแต่เล่าเรื่องวัดโน้นวัดนี้มา ยังไม่ได้พูดถึงโบสถ์สักวัดเลย

เป็นธรรมเนียมทางล้านนาที่ให้ความสำคัญกับวิหารมากกว่าโบสถ์ เพราะความที่โบสถ์จะใช้เฉพาะการทำสังฆกรรมของพระเท่านั้น เวลาสร้างก็เลยสร้างไว้แค่ย่อม ๆ พอให้ใช้ทำพิธีได้

แถมบางวัดไม่มีโบสถ์ไปเลยด้วยซ้ำ เพราะจารีตของคณะสงฆ์ทางล้านนา จะปกครองกันในรูปที่เรียกว่าหมวดอุโบสถ จะมีพระที่เป็นที่ยกย่องเรียกว่า เจ้าหมวดอุโบสถ ทำหน้าที่ดูแลวัดต่าง ๆ ในปกครอง เพราะงั้นเวลามีพิธีกรรมอะไรก็ต้องมาใช้โบสถ์ที่วัดของเจ้าหมวดอยู่แล้ว วัดอื่น ๆ ก็เลยไม่มีความจำเป็นต้องมีโบสถ์เอาไว้ เพราะว่าไม่ได้ใช้

 


 

ลองสังเกตดู จะเห็นว่าช่อฟ้าของอุโบสถที่นี่แปลกไม่เหมือนใคร

เป็นลักษณะช่อฟ้าของทางล้านนา ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งแล้ว ที่จริงช่อฟ้าที่เห็นอยู่นี้ก็เป็นของทำขึ้นใหม่แต่ก็ยังอนุรักษ์รูปแบบดั้งเดิมเอาไว้

รูปอาจจะเล็กไปหน่อย แต่สังเกตอีกนิดจะเห็นว่าด้านหลังของช่อฟ้า ทำเป็นรูปวิมานบนสวรรค์เอาด้วย

 


 

ซุ้มประตูโขงทางเข้าอุโบสถ ถ้าได้ไปดูใกล้ๆ จะเห็นลวดลายเป็นรูปหงส์ประดับอยู่

 


 

ไม่เว้นแม้แต่ลายคำที่ด้านข้างของตัวซุ้ม ก็เป็นรูปมังกรและหงส์ ซึ่งเป็นสัตว์มงคลของจีน

 


 

พระประธานด้านในจะประดิษฐานอยู่ในมณฑปปราสาทที่เรียกสั้น ๆ ว่า "กู่" ที่เป็นธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่งของล้านนา

ส่วนถ้าดูที่ตัวลวดลาย ของล้านนาที่เราจะได้เห็นกันบ่อย ๆ จะเป็นลวดลายที่เรียกว่า "พันธุ์พฤกษา" ตลอดจนรูปสัตว์มงคลของจีน อย่าง มังกร หงส์ หรือเมฆ ที่ได้รูปแบบมาจากเครื่องถ้วยชามของจีนสมัยราชวงศ์หยวนถึงราชวงศ์หมิงที่เป็นสินค้าที่มีการนำเข้ามาใช้กันในดินแดนล้านนา

เป็นศิลปะอีกด้านที่เข้ามากลมกลืมจนเป็นแบบเฉพาะของล้านนา

 


 

ถัดจากตัวโบสถ์เข้าไป ก็จะเป็นไฮไลต์ของวัดนี้คือ วิหารลายคำ ที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์อยู่

 


 

มองมาจากอีกมุม

 


 

เข้าไปกราบพระพุทธสิหิงค์ที่เป็นพระประธานด้านในกัน

 


 

ตอนที่ไปลองสังเกตภาพด้านหลังกันดู จะเห็นมีลวดลายมงคลของจีน อย่างมังกร หงส์ และเมฆ อีกเหมือนกัน

 


 

ลักษณะของพระพุทธสิหิงค์ จะเห็นว่าแปลกตากว่าพระพุทธรูปที่เราคุ้น ๆ ตากัน อย่างเช่น ไม่มีพระรัศมีเป็นเปลวขึ้นไปเหนือพระเศียร แต่จะทำเป็นทรงคล้าย ๆ ดอกบัวตูม

พุทธลักษณะของพระพุทธรสิงห์ ที่เด่นก็จะเป็น พระอุระ (อก) จะนูน ชายสังฆาฏิที่พาดอยู่ที่บ่าซ้ายก็จะสั้นไม่ทอดยาวลงมา รวมทั้งท่านั่งที่จะเป็นท่าขัดสมาธิเพชร หงายฝ่าเท้าขึ้นทั้งสองข้าง แล้วก็เป็นพระในปางมารวิชัย

 


 

สัตตภัณฑ์ที่อยู่ด้านหน้าก็ไม่ทิ้งคอนเซ็บต์ ด้วยลวดลายที่เป็นรูปหงส์

 


 

ด้านหลังพระพุทธสิหิงค์ จะมีบานหน้าต่างที่เชื่อมไปยังเจดีย์ทรงปราสาทที่อยู่ด้านหลัง

 


 

ถ้ามาดูด้านนอกก็จะเห็นตัวเจดีย์สร้างไว้เชื่อมต่อกับวิหาร

เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่จะเจอะเจอกันอยู่หลายแห่งของวัดในล้านนา

 


 

จิตรกรรมในวิหารจะมีสองเรื่องคือ อย่างในรูปเป็นเรื่องสังข์ทอง เป็นฉากตอนที่เจ้าชายจากสารพัดเมืองมาชุมนุมให้ลูกสาวของท้าวสามนต์เลือกเป็นคู่

ว่ากันว่าเป็นภาพนี้เป็นภาพที่งามมาก ถ้ามาดูเองอย่าลืมสังเกตทรงของปราสาทหลังตรงนี้ที่จะเป็นศิลปะแบบพม่าด้วย

 


 

ถึงบางคนอาจจะดูจิตรกรรมที่เป็นเรื่องหลักไม่รู้เรื่อง แต่ก็น่าสนุกกับภาพรอบ ๆ ที่เขียนแวดล้อมเรื่องหลัก ที่จะสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นนั้น

 


 

อย่างตรงนี้นอกจากจะเห็นรูปแบบบ้านเรือน เห็นวิธีการหุงหาอาหารในบ้านแล้ว ยังเห็นพ่อหนุ่มคนนี้แกแอบมีกิ๊กซะอีกด้วย

 


 

ตาคนนี้ก็ไม่เบา ท่าทางแต่งเนื้อแต่งตัวไว้ผมทรงมหาดไทยอย่างนี้ ดูจะเป็นหนุ่มจากเมืองกรุง ที่มาเกาะหน้าต่างแอบดูสาวชาวเหนือแต่งตัว

 


 

ช่างที่วาดเรื่องสังข์ทอง ชื่อ เจ็กเส็ง ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นคนจีน ก็เลยเดากันว่ารูปคนจีนที่อยู่เหนือบานหน้าต่างตรงนี้น่าจะเป็นภาพวาดตัวช่างเอง

 


 

อีกฝั่งจะวาดเป็นเรื่อง สุวรรณหงส์ ที่เขียนโดยช่างชื่อ หนานโพธา

เรื่องนี้พระเอกไฮเทคมากทีเดียว มีหงส์ยนต์ส่วนตัวขี่บินบร๋อไปมาได้ด้วย

 


 

เรื่องของเรื่องก็เริ่มจากที่พระเอกเสี่ยงทายว่าวเพื่อทำนายโชคชะตาบ้านเรือน แล้วว่าวก็เหมือนจะเป็นใจลอยไปไกลถึงเมืองของนางเอก ที่จริงต้องบอกว่าว่าวลอยมาติดหลังคาห้องนางเอกเลยด้วยซ้ำ เรียกว่าเป็นใจกันสุด ๆ

 


 

แต่กว่าจะได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข ทั้งพระเอกและนางเอกก็ต้องผจญอุปสรรคสารพันและนานัปการ (คือเยอะจริง ๆ ) มีถึงขนาดเข้าใจผิดกันจนฆ่าแกงกัน ดีที่ยังมีตัวช่วยเป็นน้ำมันทิพย์ให้ชุบชีวิตกันขึ้นมาได้ใหม่

แต่ถึงจะเข้าใจกันดีแล้วอุปสรรคก็ยังไม่หมด ยังมียักษ์มาทำร้ายระหว่างกันอีก เหมือนอย่างในภาพนี้ และอื่น ๆ อีกมากมาย

สรุปว่ากว่าจะ แฮปปี้เอนดิ้ง ได้ ก็ลุ้นกันจนแทบหมดแรงไม่แพ้ละครหลังข่าวสมัยนี้เหมือนกัน

 


 

ภาพจิตรกรรมทางฝั่งเรื่อง สุวรรณหงส์ ลบเลือนไปมากแล้วทีเดียว น่าเสียดาย

 


 

เล่าเรื่องกู่กันสักนิด

ที่เราเห็นว่ามีกู่ไว้ประดิษฐานพระประธานในวิหารหรือโบสถ์ อย่างที่เห็นตามวัดในล้านนาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่วัดเชียงมั่น วัดพระสิงห์ ที่เล่ากันไป

เราก็มาเห็นกู่อีกแบบ ที่สร้างไว้เป็นเหมือนเจดีย์ต่างหากด้านนอกและมีทางเชื่อมติดกับท้ายวิหารอย่างที่วิหารลายคำ

อีกแห่งที่มีผังการสร้างกู่ไว้ต่างหากด้านนอกแบบนี้ จะอยู่ที่ วัดปราสาท ข้าง ๆ กับวัดพระสิงห์นี่เอง

 


 

เวลาเข้าไปในวิหารที่นี่ เราจะไม่พบกับพระประธานทันที

 


 

แต่พระประธานจะประดิษฐานอยู่หลังที่เรียกว่า ซุ้มโขงปราสาท ที่เป็นทางเชื่อมไปสู่กู่ที่อยู่ด้านหลัง แล้วก็น่าจะเป็นที่มาของชื่อวัดนี้ด้วย

 


 

พระประธานที่อยู่ด้านใน

 


 

ตัวลวดลายที่ซุ้มมีการนำเอาเครื่องถ้วยจีนมาประดับไว้ด้วย

 


 

ที่ผนังเป็นลายคำ เป็นรูปอดีตพระพุทธเจ้าจำนวนมากมาย ตามความเชื่อที่ว่าได้เคยมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน

 


 

ย้อนกลับมาดูด้านนอกกันบ้าง เพราะวัดนี้ก็เป็นวัดแบบล้านนาที่สวยน่ามาดูอีกเหมือนกัน

สังเกตว่า วัดล้านนาจะทำหลังคาลดด้านหน้ามากชั้นกว่าด้านหลัง ในขณะที่วัดทางภาคกลางจะทำหลังคาลดทั้งหน้าหลังในจำนวนที่เท่ากัน

อย่างที่นี่จะทำหลังคาลด 3 ชั้นทางด้านหน้า

 


 

ส่วนด้านหนังจะลดแค่ 2 ชั้นเท่านั้น

 


 

งานไม้แกะสลักที่สวยงาม

 


 

ซูมเข้าไปดูใกล้ ๆ จะเห็นศิลปะที่มีการผสมผสานกัน

ทั้งลวดลายแบบจีน การประดับกระจกแบบพม่า และพันธุ์พฤกษาของล้านนา

 


 

ตบท้ายย่านนี้ด้วยร้านกาแฟกันสักนิด

ถ้าอยากหาร้านกาแฟบรรยากาศดี ๆ สำหรับนั่งพักเหนื่อยหลังจากเที่ยวมาหลายแห่ง ขอแนะนำให้แวะมา ร้าน เฟิน ฟอเรส



 

เพราะบรรยากาศเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น มีเสียงน้ำตกไหลริน

 


 

สมชื่อ Fern forest เพราะปลูกเฟินไว้เต็มไปหมด

 


 

แล้วยังมีกาแฟรสชาติดี กับเค้กอร่อย ๆ หลายต่อหลายอย่างให้มาชิมกันด้วย

 


 

ขอนั่งพักก่อน เดี๋ยวค่อยไปเที่ยวต่อ

 


 

วิธีไปร้านนี้ก็ไม่ยาก ร้านจะอยู่ในซอยสิงหราช 4

ถ้าอยู่ที่หน้าวัดพระสิงห์ ถนนที่ผ่านหน้าวัดคือ ถนนสิงหราช ก็เลี้ยวซ้ายออกจากวัด ตรงตามถนนสิงหราชมาราว 600 ม.

ขวามือก็จะเจอซอยสิงหราช 4 เข้าซอยมาอีกราว 50 ม. ก็จะเจอร้านแล้ว

 


 

ถ้าใครที่เอารถมา ซอยร้านก็พอจะจอดรถไว้ได้


 

 



ชอบบทความนี้ชวนเพื่อนมาอ่านด้วยผ่าน
จำนวนผู้เข้าชม: 8767

ความเห็น (0)

เกาะติดความเคลื่อนไหวการแสดงความเห็นของหัวข้อนี้

เปิด/ปิด ความเห็นของสมาชิก

เขียนแสดงความเห็น

smaller | bigger
security image
กรุณาป้อนตัวอักษรที่เห็น

busy

 

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.