Home

ย่านในตัวเมือง

 

ถ้าย้อนมาตั้งหลังกันที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์กันอีกหน เดี๋ยวจะชวนไปเที่ยววัดสวย ๆ ในเมืองกันต่อ

เล่าก่อนว่าวัดย่านนี้สามารถเดินเท้าเที่ยวได้เลย อาจจะไม่ถึงกับอยู่ชิดติดกันไปเสียทุกวัด แต่ก็เรียกว่าอยู่ในวิสัยที่จะเดินกันได้ ที่สำคัญการเดินชมเมือง ดูร้านรวง ดูผู้คน จะทำให้เราได้สัมผัสและจดจำบรรยากาศของเมืองนั้นเต็มที่ เป็นประสบการณ์ที่คนนั่งรถโฉบไปโฉบมาพลาดจะได้สัมผัสไป

 


 

ว่าแล้วก็ออกเดินกันเลยดีกว่า

ถนนสายที่ผ่านหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ คือ ถนนปกเกล้า เป็นถนนสายหลักที่ตัดผ่ากลางเมืองในแนว เหนือ - ใต้ จากประตูช้างเผือก ไปจนสุดที่ ประตูเชียงใหม่

ถ้าเราเดินตาม ถนนพระปกเกล้า ไปทางด้านซ้ายมือ (เวลาหันหน้าเข้าหาอนุสาวรีย์) ก็จะเป็นแยกตัดกับถนนราชดำเนิน

ถนนราชดำเนิน เป็นถนนสายหลักอีกสายที่ตัดในแนวตะวันออก - ตะวันตก จากประตูท่าแพ ทางด้านทิศตะวันออก ไปสุดถนนที่หน้าวัดพระสิงห์

ในรูปจะเป็นป้ายบอกทางที่แยกถนนราชดำเนินตัดกับถนนพระปกเกล้า ที่เรียกว่า "แยกกลางเวียง" ถ่ายจากถนนราชดำเนินด้านที่หันหน้าไปทางวัดพระสิงห์

ตรงนั้นเลี้ยวขวาจะไปที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เลี้ยวซ้ายจะเป็นวัดเจดีย์หลวง บนถนนพระปกเกล้า ส่วนถ้าตรงต่อไปบนนถนนนราชดำเนินก็จะไปเจอวัดพระสิงห์

 


 

ถ้าเลี้ยวไปด้านวัดเจดีย์หลวง ก็จะมาเจอ วัดพันเตา ก่อน

 


 

ที่น่ามาชมคือ ตัววิหารที่อยู่ด้านหน้าวัดติดถนนเลย

เพราะวิหารหลังนี้ เดิมเคยใช้เป็นหอคำของ พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 5 ที่ต่อมาภายหลังพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 ให้รื้อมาถวายวัด

ถือว่าเป็นวิหารไม้สักที่งามมาก แถมเรายังได้เห็นหน้าตาที่พักของเจ้านายฝ่ายเหนือในอดีต

 


 

ของน่าชมของวิหารนี้ก็คือ งานแกะสลักไม้หน้าทางเข้าวิหาร ที่ทำเป็นรูปนกยูงที่เป็นสัญลักษณ์ของเจ้านายฝ่ายเหนือ

 


 

ที่บานหน้าต่างจะมีซุ้มเรือนแก้ว เป็นลายไม้แกะสลักเป็นพรรณพฤกษา

 


 

ส่วนผนังจะมีลักษณะคล้ายกับฝาปะกนของเรือนไทยทางภาคกลาง

 


 

พระประธานด้านในวิหาร

 


 

ธรรมาสน์ไม้เก่าแก่ที่อยู่ภายใน ลักษณะจะเป็นทรงปราสาทอย่างที่นิยมทำกันในล้านนา

 


 

เลยมานิด ติดกับวัดพันเตาเลย ก็คือ วัดเจดีย์หลวง



 

ชื่อก็บอกแล้วว่าเจดีย์หลวง เพราะงั้นมาวัดนี้ก็ต้องมาชมเจดีย์หลวงกัน

เจดีย์ที่วัดนี้มีขนาดใหญ่มาก ที่จริงตอนแรกไม่ได้สร้างไว้ให้ใหญ่ขนาดนี้ แต่มาสมัยพระเจ้าติโลกราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของล้านนา โปรดฯ ให้บูรณะให้ใหญ่โตขึ้น มีความสูงจากฐานถึงยอด 95 เมตร

เรียกว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในสมัยนั้น เป็น landmark สำคัญ มองเห็นกันได้แต่ไกลเลยทีเดียว

 


 

ถ้าเดินเข้าไปจากหน้าวัด ก็จะมาเจอมุมด้านตะวันออกของเจดีย์ก่อนเพื่อน มีบันไดนาคทอดขึ้นไปถึงซุ้มจระนำด้านบนเจดีย์

 


 

ซุ้มจระนำทางฝั่งด้านนี้ เคยประดิษฐานพระแก้วมรกตอยู่ถึง 80 ปี ก่อนที่พระไชยเชษฐาจะอัญเชิญไปไว้ที่หลวงพระบาง และต่อไปที่เวียงจันทร์

 


 

แต่ส่วนยอดของเจดีย์หักพังไปสมัยพระมหาเทวีจิระประภา เพราะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ แล้วก็ถูกทิ้งไว้ไม่ได้รับการซ่อมแซมมา 400 กว่าปี

 


 

จนกรมศิลปากรเพิ่งจะมาซ่อมอีกทีจนแล้วเสร็จเมื่อปี 2533

 


 

คนที่อยากรู้ว่าแล้วส่วนยอดของเจดีย์หลวงที่หักไปจะหน้าตาประมาณไหน

นักวิชาการเขาก็สันนิษฐานกันว่า หน้าตาคงจะคล้ายคลึงกับที่ เจดีย์บรรจุอัฐิของพระเจ้าติโลกราช ที่อยู่ที่วัดเจ็ดยอดอย่างที่เห็น เพราะว่าสร้างขึ้นร่วมยุคสมัยเดียวกัน

 


 

และที่นี่ก็เป็นอีกแห่งที่มีการสร้างช้างล้อมเจดีย์เอาไว้ แสดงถึงศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากทางสุโขทัย

 


 

วิหารใหญ่ที่อยู่ทางด้านหน้าวัด

 


 

พระประธานในวิหารนี้ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 1954 หรือร่วม 600 ปีมาแล้ว แล้วยังเป็นพระพุทธรูปยืนที่ใหญ่ที่สุดของล้านนาด้วย ชื่อ พระอัฏฐารส

 


 

ข้าง ๆ กับวิหาร จะเป็น หออินทขิล ที่ใช้ประดิษฐาน เสาอินทขิล หรือคือ เสาหลักเมืองนี่เอง

ตัวเสาจะอยู่ภายในหอ

เสานี้พวกลัวะที่เป็นชนพื้นเมืองเดิมที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อนให้ความนับถือ พอพญามังรายมาสร้างบ้านเมืองที่นี่ก็รับเอาวัฒนธรรมของคนพื้นถิ่นนี้เข้าไว้ด้วย จนถึงเดี๋ยวนี้ ทุกปีในวันแรม 12 ค่ำ เดือน 8 ก็จะมีพิธีบูชาเสาอินนขิลกัน เป็นงานบุญใหญ่ที่สำคัญงานหนึ่งของชาวเชียงใหม่เลยทีเดียว

 


 

ดวงเมืองเชียงใหม่

 


 

ปกติคนมาเที่ยววัดเจดีย์หลวง พอถ่ายรูปกับเจดีย์เสร็จ ก็จะไปที่อื่นต่อกันแล้ว

ต้องบอกว่าอย่าเพิ่งรีบไปไหน ด้านในจะมี "วิหารจตุรมุขบูรพาจารย์" เป็นวิหารสร้างใหม่เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ถึงจะเป็นของใหม่แต่ก็สร้างเลียนแบบของเก่าได้งามน่ามาชมนัก

 


 

เครื่องบนประดับกระจกสวย ๆ

 


 

นี่เขาเรียกว่า "คันทวย" สร้างไว้สำหรับรับชายหลังคา

ลองมาเดินดูจะเห็นว่าแต่ละชิ้นจะแกะเป็นลวดลายที่ไม่ซ้ำกันเลย

 


 

ซุ้มหน้าต่างนี่ก็งาม

 


 

ลวดลายแกะสลักบนบานผนัง

 


 

เข้ามาด้านในกัน

 


 

มีรูปหุ่นขี้ผึ้งของ ท่านอาจารย์พระมหาบัว

 


 

ด้านหลังมีกู่ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

 


 

แล้วยังมีอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์สำคัญ ๆ มากมาย อย่างเช่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่สิม หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ขาว หลวงพ่อพุธ ฯลฯ

เห็นแล้วก็อดปีติไม่ได้ ก็ขอชวนให้สงบสำรวมกายใจแล้วเข้ามากราบกัน

 


 

วิหารหลังนี้ดูดีมีดีไซน์ ไม่เว้นแม้แต่ตู้รับบริจาค ก็ยังทำเป็นแบบหีบธรรมของล้านนา ที่ด้านล่างจะคอดแล้วผายออกด้านบนอย่างนี้

ส่วนลวดลายบนตัวหีบ เรียกว่า "ลายหม้อดอก" สื่อความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์

 


 

ข้าง ๆ กันมีวิหารอีกหลัง

 


 

งามนักว่าไหม

 


 

ให้เห็นว่าทางเข้าวิหารอยู่อีกด้านหลังของเจดีย์หลวง อย่าลืมเดินเลยเข้ามาชมกัน

 


 

วิหารหลังนี้เป็นของสร้างใหม่ที่ถอดแบบมาจาก วิหารที่วัดต้นเกว๋น

ถือกันว่าวิหารวัดต้นเกว๋นเป็นรูปแบบวิหารล้านนาพื้นบ้านดั้งเดิมที่งดงามเอามาก ๆ

ถ้าไม่ได้ไปดูของจริง ของทำใหม่ที่นี่ก็งามนักงามหนา แต่ถ้ามีโอกาสไปขึ้นดอยอินทนนท์ ก็อยากให้หาโอกาสแวะไปดูของจริงกันด้วย ตัววัดจะอยู่แถว ๆ อ.หางดง ที่อยู่ระหว่างทางไปขึ้นดอย

ตอนที่เล่าถึงการไปดอยอินทนนท์ จะบอกเล่าทางไปวัดต้นเกว๋นนี้ไว้ให้อีกที

 


 

กลับมาดูของใหม่ต่อ

หน้าบัน หรือที่ทางล้านนาจะเรียกว่า หน้าแหนบ จะเป็นลวดลายปูนปั้นตกแต่งด้วยกระจก ถ้าเป็นของเก่าสมัยก่อนจะใช้แก้วที่เรียกว่า แก้วอังวะ

ว่ากันว่าเป็นแก้วที่ทำขึ้นในพม่า แล้วก็มานิยมแพร่หลายกันในล้านนาที่อยู่ติดกันด้วย

 


 

เข้ามาด้านในวิหารกัน

 


 

จะมีรูปหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่มั่น พระอาจารย์ใหญ่ของพระสายวัดป่า

 


 

กู่ด้านหลังก็งามนัก

 


 

ลวดลายประดับด้านบน

 


 

ด้านบนน่าจะหมายถึง อดีตพระพุทธเจ้าจำนวนมากมาย

ในสังสารวัฏอันยาวไกลหาต้นไม่ได้นั้น พุทธเราจะเชื่อว่าได้เคยมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วมากมาย จนเปรียบเปรยกันว่ามีมากดั่งเม็ดทรายในมหาสมุทร

และในอนาคตข้างหน้าก็ยังมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาอีก เชื่อกันว่าองค์ถัดไปก็คือ พระศรีอาริยเมตไตรย ที่เราคงคุ้น ๆ หูกัน

 


 

อีกด้านก็เป็นลายลายที่เรียกว่า ลายหม้อดอก อีกเหมือนกัน

 


 

ก่อนไปเที่ยววัดอื่นต่อ เดี๋ยวจะเบื่อวัดกันไปก่อน เลยขอเล่าเรื่องชวนน้ำลายสอสลับบรรยากาศสักนิด

เรื่องของเรื่องคือ หลังวัดเจดีย์หลวงไปหน่อย จะมีร้านอาหารเมืองเหนือชื่อดังที่ไม่ควรพลาดมาชิม คือร้านเฮือนเพ็ญ



 

จานเด็ดของที่นี่เห็นจะเป็นน้ำเงี้ยว ที่เหมาะจะกินคู่กับข้าวกั้นจิ๊น ที่เป็นข้าวคลุกเลือดหมูแล้วเอาไปนึ่ง ให้รสชาติหอมมัน

 


 

แล้วก็ยังมีอาหารพื้นเมืองอย่างอื่นให้เลือกกันอีกเพียบ ถึงไม่คุ้นก็ไม่เป็นไร เพราะเมนูเขาจะมีรูปประกอบไว้ให้ชมหน้าตากันก่อนด้วย

 


 

บรรยากาศภายในร้าน

ช่วงกลางวันร้านจะเปิดส่วนทางด้านหน้าติดถนน แต่ถ้ามากินมื้อค่ำแล้วเห็นหน้าร้านมืด ๆ ก็อย่าตกใจว่าจะอดชิม เพราะช่วงเย็นค่ำร้านจะเปิดให้บริการในโซนด้านหลัง

 


 

ร้านเฮือนเพ็ญจะอยู่บนถนนราชมรรคา

ถนนสายนี้เป็นถนนที่ตัดในแนว ตะวันตก - ตะวันออก แล้วก็เป็นถนนวันเวย์จากทิศตะวันตกไปตะวันออก

ถ้าอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง วัดจะอยู่ทางฝั่งตะวันออกของร้าน เพราะงั้นก็จะสวนวันเวย์ไปไม่ได้ (เว้นแต่จะเดินมาก็เลี้ยวมาได้เลย) ต้องมาใช้ถนนราชดำเนินมุ่งหน้าไปทางวัดพระสิงห์ก่อน พอมาถึงหัวมุมที่เป็นสถานีตำรวจภูธรเชียงใหม่ ก็อย่าวิ่งเลยไป ให้เลี้ยวซ้ายตรงมุมนั้นเลย จะเข้าถนนจ่าบ้าน

วิ่งตามถนนจ่าบ้านตรงมาจนสุดทางจะเป็นสามแยก ร้านเฮือนเพ็ญจะอยู่ตรงหัวมุมทางซ้ายมือ จะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชมรรคามาหาที่จอดหน้าร้านก็ได้

 


 

หรือก่อนจะถึงสามแยกที่ร้านอยู่ตรงหัวมุม คือ พอเลี้ยวตรงมุมสถานีตำรวจแล้ว วิ่งมาจนเกือบ ๆ จะถึงสามแยก สังเกตด้านขวามือไว้ จะมีลานจอดรถของร้านอยู่ด้วย

 

 



 

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.