| ย่านในตัวเมือง |
|
หน้า 1 จาก 3
ถ้าจะมาเดินเที่ยวเล่นชมวัดวาในอาณาบริเวณภายในคูเมือง ที่เป็นตัวเมืองเชียงใหม่ดั้งเดิม ขอชวนให้มาเริ่มกันที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ถือว่าเป็นสะดือเมือง หรือเป็นตำแหน่งกึ่งกลางเมืองเชียงใหม่กันก่อนเลย อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เป็นการจำลองเหตุการณ์ตอนสร้างเมืองเชียงใหม่ ที่พญามังราย ที่เดิมครองเมืองเชียงแสน พอมายึดได้เมืองหริภุญไชยหรือเมืองลำพูนเดี๋ยวนี้ ก็มาสร้างเมืองใหม่ที่เวียงกุมกาม แต่อยู่ได้ไม่นานก็เจอปัญหาน้ำท่วมเมือง ก็เลยชักชวนพระสหายคือ พญางำเมืองแห่งพะเยา กับพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย มาช่วยกันเลือกทำเลสร้างเมืองใหม่ ที่ก็คือเชียงใหม่
ด้านหลังอนุสาวรีย์ ตอนนี้เป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ที่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาและเรื่องน่ารู้น่าสนใจของเชียงใหม่ เหมาะจะแวะมาเก็บข้อมูลกันก่อน เรียกว่าเป็นการอุ่นเครื่องการเดินชมเมืองเชียงใหม่ได้อย่างดี ที่นี่จะเปิดให้เข้าไปชมกันได้ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ 8.30 - 17.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท เว็บไซค์ www.chiangmaicitymuseum.org
พื้นที่บริเวณนี้แต่ก่อนเคยเป็นคุ้มของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ สมัยที่เชียงใหม่ขับไล่พม่าออกไปและหันมาขึ้นกับทางกรุงธนบุรี
แต่ตัวอาคารที่เห็นมาสร้างในปี พ.ศ. 2467 ในสมัยของเจ้าครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 หรือพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งสร้างเป็นตึกสองชั้นแบบโคโลเนียล ต่อมาได้ใช้เป็นที่ทำการมณฑลพายัพ สมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากเมืองประเทศราชมาเป็นระบบมณฑลในสมัยรัชกาลที่ 5
เอาบรรยากาศข้างในมาให้ชมกันแว่บ ๆ พอเป็นออเดิฟ เริ่มด้วยการสร้างเมืองเชียงใหม่ ที่มีแบบจำลองให้เราเห็นว่าเมื่อแรกสร้างกำแพงเมืองยังสร้างด้วยพูนดินอยู่ ตอนที่พญามังรายเข้าเมือง ยังให้ชาวลัวะจูงหมาเข้าเมืองก่อนเป็นปฐมอีกด้วย ชาวลัวะเนี่ยเชื่อกันว่าเป็นพวกที่อยู่ในบริเวณที่พญามังรายมาตั้งเมืองเชียงใหม่มาก่อน
ภาพนี้สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ในยุคที่ผ่านมา จากที่เคยใช้สะพานไม้สำหรับผู้คนเดินข้ามแม่น้ำ เริ่มมาใช้สะพานเหล็ก (ตอนนี้สะพานนี้ย้ายไปเก๋อยู่แถวเมืองปาย) จนมาเป็นสะพานคอนกรีตที่คับคั่งด้วยรถราอย่างทุกวันนี้
แบบจำลองรถไฟผ่านถ้ำขุนตาน ที่บอกเล่าเรื่องราวบทบาทของรถไฟที่เป็นอีกปัจจัยที่มีผลอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของเชียงใหม่
ข้าง ๆ กับหอศิลป์ฯ เป็นแหล่งรวมร้านอาหารจานเดียวสุดอร่อยอยู่หลายร้าน เพราะงั้นก่อนจะพาไปชมวัดงาม ๆ ในย่านนี้กันต่อ จะชวนไปเติมพลังก่อน ถ้าหันหน้าเข้าหาอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ก็ให้เดินไปตามถนนทางด้านซ้ายมือที่ชื่อ ถนนอินทรวโรรส แล้วก็จะเห็นห้องแถวที่เรียงรายไปด้วยสารพัดร้านอาหารอย่างนี้
ถ้าอยากกินข้าวก็มากันที่ ร้านเกียรติโอชา
ร้านนี้มีข้าวมันไก่อร่อย ๆ หรือจะเลือกเป็นไก่ทอด หรือ หมูทอดก็ได้
หมูสะเต๊ะก็มี
ใกล้ ๆ กันเป็นร้านเย็นตาโพเจ้าอร่อย ชื่อร้านสอาด
ร้านนี้มีของหวานอร่อย ๆ ที่จะสั่งขนมน้ำแข็งไสแล้วท็อปปิ้งด้วยไอติมกระทิอย่างนี้ก็ได้
ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ลิ้มเหลาโหงว ที่มีป้ายรับประกันความอร่อยเอาไว้
ติดกันยังมี ร้านหวานละมุน ร้านขนมของหวานที่มีป้ายเชลล์ชวนชิมการันตีเอาไว้ ยกตัวอย่างบางร้านมาให้ชม ย่านนั้นยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด ร้านข้าวซอย หรือรถเข็นขายกล้วยปิ้ง กล้วยทอด ข้าวเหนียวปิ้ง น้ำผลไม้ ฯลฯ ร้านแถวนี้จะเปิดกันแต่เช้า เรียกว่ามาตอน 7 โมงเช้าก็ได้กินแล้ว แล้วก็จะเปิดกันไปจนบ่ายแก่ ๆ แต่ไม่ได้ขายช่วงเย็นกัน
อิ่มสบายมีแรงแล้ว ไปเดินเที่ยวกันต่อ ขอพาไปที่ วัดเชียงมั่น กันก่อน วัดนี้จะแยกไปอยู่โซนทางเหนือของตัวเมือง ห่างจากวัดแห่งอื่นสักหน่อย ถึงไม่ไกลเกินเดิน แต่ก็ไม่อยู่ในเส้นทางที่จะเดินไล่เรียงชมกันไปเท่าไหร่ แต่ความที่เป็นวัดแห่งแรกของเชียงใหม่ ก็ขอเปิดตัวเป็นวัดแรกก่อนเลย
มาที่วัดเชียงมั่น ต้องชวนให้เลี้ยวมาชมเจดีย์ทางด้านหลังกันก่อน ตรงบริเวณที่สร้างเจดีย์นี่ล่ะ แต่ก่อนเคยเป็นหอนอนของพญามังรายที่เป็นที่ประทับชั่วคราว ระหว่างสร้างเมืองเชียงใหม่อยู่
ข้าง ๆ กันจะเป็นหอไตร
ตัวองค์เจดีย์จะเป็นรูปแบบของเจดีย์ของล้านนาในยุคแรก ๆ แล้วที่น่าสนใจอีกอย่างคือ มีการสร้างรูปปั้นช้างล้อมเจดีย์เอาไว้ด้วย การสร้างช้างล้อมเจดีย์เป็นรูปแบบศิลปะของสุโขทัย ที่ทำให้เราเห็นได้ถึงสายสัมพันธ์ของล้านนาในยุคเริ่มแรกกับสุโขทัย
ย้อนกลับมาด้านหน้า ตัววิหารหลังใหญ่จะเป็นวิหารหลังใหม่
ลวดลายที่หน้าบันของวิหาร
เข้าไปกราบพระกัน
วัดทางเหนือเราจะเห็นมีเชิงเทียนที่เรียกว่า "สัตตภัณฑ์" เป็นของที่ทำมาถวายเป็นพุทธบูชา เวลาไปเที่ยวตามวัดก็ลองสังเกตดู ส่วนมากก็จะทำกันอย่างประณีตสวยงามน่าชม
ตามผนังในวิหารหลังนี้ ก็จะเป็นภาพเล่าเรื่องการสร้างเมืองเชียงใหม่ของพญามังราย อย่างตรงนี้เป็นตอนที่พญามังรายที่เดิมครองเมืองอยู่ทางเชียงแสน แล้วก็แผ่อำนาจลงมายึดเอาเมืองหริภุญไชย ที่เป็นเมืองที่รุ่งเรืองอยู่ทางทิศใต้ หริภุญไชย เดี๋ยวนี้ก็คือลำพูน ถ้าผ่านไปเที่ยวยังไปไหว้พระธาตุหริภุญไชยได้
พญามังราย พอยึดหริภุญไชยได้แต่ก็ไม่ได้ประทับที่นี่ มาสร้างเมืองใหม่อยู่ที่เวียงกุมกามแทน
แต่ความที่ชัยภูมิที่เวียงกุมกามไม่เหมาะ พญามังรายก็เลยชวนพระสหาย คือพญางำเมืองแห่งพะเยา กับพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย มาช่วยกันเลือกทำเลชัยภูมิดี ๆ สำหรับจะสร้างเมืองใหม่ สังเกตไหมว่าเมืองเชียงใหม่จะมีผังเมืองที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส แล้วก็มีคูเมืองล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ผิดกับเมืองทางเหนือที่ส่วนใหญ่จะมีผังเป็นรูปไข่
เพราะงั้นเวลามาเที่ยวย่านตัวเมืองเชียงใหม่ ถ้าหลงยังไงก็สามารถขับรถออกไปตั้งหลักกันที่ถนนรอบคูเมืองกันก่อนได้
ถ้าเป็นถนนรอบคูเมืองด้านในจะวนซ้าย ด้านนอกก็จะวนขวา ระหว่างทางจะมีทางให้กลับรถได้เป็นระยะ
ที่สำคัญควรจะจำชื่อประตูเมืองแต่ละด้านเอาไว้ให้ได้ จะได้จับทิศจับทางได้ว่าตอนนี้อยู่ทางด้านไหนของเมืองกันแล้ว ด้านเหนือ - ประตูช้างเผือก (ให้จำว่า ช้างเผือกมาจากในป่าทางเหนือ) ด้านใต้ - ประตูเชียงใหม่ (ให้จำว่า ขับรถจากกรุงเทพที่อยู่ทางใต้ไปเชียงใหม่ ก็จะต้องเจอประตูทิศใต้นี้ก่อน แสดงว่าถึงเชียงใหม่แล้ว) ด้านตะวันออก - ประตูท่าแพ (ให้จำว่าฝั่งตะวันออกเป็นแม่น้ำปิง ท่าแพต้องอยู่ฝั่งเดียวกับแม่น้ำที่อยู่ทางทิศตะวันออก) ด้านตะวันตก - ประตูสวนดอก (จำว่า สร้างสวนไว้ทิศตะวันตก จะได้ไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินกัน)
กลับมาที่วัดเชียงมั่น จากวิหารหลังใหญ่แล้ว ต้องไม่พลาดวิหารหลังเล็กด้วย
เข้ามาก็กราบพระกันก่อน
ที่บอกพลาดไม่ได้ เพราะว่าวิหารนี้มีพระพุทธรูปเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ คือ พระเสตังคมณี หรือ พระแก้วขาว
องค์พระพุทธรูปถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีข้างใน พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปหินสีขาวใส ศิลปะทวารวดี สกุลช่างละโว้ ซึ่งก็สอดคล้องกับตำนานที่ว่าพระนางจามเทวีที่เป็นธิดาของเจ้ากรุงละโว้ ได้เชิญขึ้นมาด้วยตอนที่ขึ้นมาครองเมืองหริภุญไชย และที่พิเศษก็คือ ตอนที่พญามังรายยึดเมืองหริภุญไชยแล้วก็เผาเมืองตามระเบียบการสงครามในยุคนั้น ปรากฎว่าไฟไหม้ไปทั้งเมือง แต่วิหารพระแก้วขาวกลับไม่ไหม้ พญามังรายก็เลยเลื่อมใสศรัทธาพระองค์นี้มาแล้วให้เชิญมาไว้ที่วัดเชียงมั่น ที่สร้างขึ้นเป็นวัดแรกในเชียงใหม่ และก็ถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ส่วนพระพุทธรูปอีกองค์ที่อยู่คู่กัน ทำด้วยศิลาที่แปลว่าหิน เป็นพระปางปราบช้างนาฬาคีรี แต่ไม่มีประวัติความเป็นมา ก็เลยเดา ๆ กันว่า พญามังรายน่าจะเชิญมาพร้อมกับพระแก้วขาว
ปกติเวลาเที่ยววัดต้องมากันแต่เช้าตรู่ที่แดดกำลังทอแสงสีทองอร่าม เพราะแผนผังการสร้างวัดส่วนใหญ่ก็จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่จะรับแสงสดใสยามเช้ากันทั้งนั้น มาแต่เช้าก็จะได้รูปสวย ๆ กลับไปด้วย แล้วถ้ามาที่วัดเชียงมั่นกันแต่เช้า แล้วอยากหามื้อเช้ากินกันด้วย ไม่ต้องไปไหนไกล ใกล้กับวัดมีร้านโจ๊กเจ้าดังชื่อ โจ๊กสมเพชร
ร้านจะอยู่ปากถนนราชภาคินัย (ถนนเส้นเดียวกับที่วัดเชียงมั่นอยู่) เป็นถนนที่แยกจากถนนรอบคูเมืองด้านเหนือ (ถ.ศรีภูมิ) ใกล้กับประตูช้างเผือก (จำได้ไหมเอ่ยว่าประตูทางเชือกเป็นประตูทิศเหนือ) เพราะงั้นจะแวะหม่ำก่อน หรือเที่ยววัดแล้วค่อยมาก็สะดวกสบายดี เพราะอยู่ใกล้กันแบบเดินถึง
แต่ถนนแถวหน้าร้านมักจะหาที่จอดรถยาก ถ้าขับรถมาอาจจะแวะมาไหว้พระที่วัดกันก่อน ทิ้งรถไว้ที่วัดแล้วเดินไปกินโจ๊กต่อ
ใครใช้วิธีนี้ ยังไงก็อย่าลืมหยอดเงินใส่กล่องบำรุงวัดกันด้วย
โจ๊กชามอร่อยกับบรรยากาศในร้าน
นอกจากโจ๊กแล้ว ยังมีเมนูอื่นให้เหลืออีกหลายอย่าง ทั้งข้าวต้ม ข้าวหน้าต่าง ๆ บะหมี่ ราดหน้า สลัด รวมทั้งติมซำด้วย อยากกินอะไรก็เลือกติ๊กกันได้ ร้านเปิดให้บริการกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ เรียกว่าหิวเมื่อไหร่ก็แวะมา
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.