Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง ล่องเจ้าพระยา

ล่องเจ้าพระยา

 

ถัดมาเรือมาแล่นลอดสะพานพุทธ ที่สร้างขึ้นในคราวฉลองกรุงครบ 150 ปีในสมัยรัชกาลที่ 7 พิธีเปิดสะพานมีเมื่อ 6 เมษายน 2475 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงแค่ 2 เดือนเศษเท่านั้น เรียกว่าในช่วงที่มีพิธีเปิด บรรยากาศคงตึงเครียดพอสมควรเลย

ส่วนใหญ่เราจะเข้าใจว่าสะพานพุทธเป็นสะพานแห่งแรกที่สร้างข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่จริง ๆ แล้วสะพานพระรามหกเป็นสะพานแห่งแรก ที่สร้างสำหรับเดินรถไฟสายใต้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แล้ว

สะพานพุทธนี้แต่ก่อนสามารถยกเปิดช่วงกลางสะพานเพื่อให้เรือแล่นผ่านได้ จำได้ตอนเด็ก ๆ ยังมีประกาศติดไว้บอกเวลาที่จะต้องปิดสะพานสำหรับรถ เพื่อเปิดสะพานให้เรือผ่าน แต่เดี๋ยวนี้สะพานเปิดไม่ได้ซะแล้วหลังจากที่มีการซ่อมแซมไปและหมดความจำเป็นที่จะต้องเปิดอีกต่อไป

 


 

ผ่านมาสะพานพุทธไปมีสถานที่น่าสนใจทั้งสองฝั่งแม่น้ำ คงต้องเหลียวกันให้ดี

เอาฝั่งพระนครก็จะเห็น ตึกสุนันทาลัย ในโรงเรียนราชินี ซึ่งที่นี่นับเป็นโรงเรียนเด็กหญิงแห่งแรกของคนไทย นับเป็นก้าวสำคัญในวงการศึกษาของบ้านเราที่เปิดโอกาสให้เด็กผู้หญิงได้มีโอกาสได้เล่าเรียนในระบบการศึกษาได้เท่าเทียมกับเด็กผู้ชาย จากสมัยก่อนที่จะได้เรียนเฉพาะก็แต่งานบ้านงานเรือน

 


 

วังจักรพงษ์หรือบ้านจักรพงษ์ เดิมเป็นวังของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5

 


 

ข้ามมาทางฝั่งธนฯ กันบ้าง ที่เห็นคือ โบสถ์ซางตาครู้ส สร้างตามศิลปะอิตาเลี่ยนอย่างงดงาม ในย่านที่รู้จักกันว่า " กุฎีจีน " หลายคนคงเคยได้ชิมขนมกุฎีจีนขนมชื่อดังของย่านนี้กันมาแล้ว

 


 

วัดกัลยาณมิตร หรือที่คนจีนรู้จักกันว่า ซำเปากง เป็นวัดที่เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) ต้นสกุลกัลยาณมิตร สร้างถวายรัชกาลที่ 3 และพระองค์ท่านก็โปรดให้สร้างพระประธานมาช่วยสร้างวัดด้วย โดยสร้างเป็นพระประธานองค์โต หมายให้เหมือนกับที่วัดพนัญเชิงที่อยุธยา ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์โตแล้วก็เป็นวัดริมแม่น้ำเหมือนกัน

นี่นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความพยายามของคนยุคต้นรัตนโกสินทร์ ที่จะสร้างกรุงเทพให้งดงามเหมือนที่อยุธยาเคยเป็นมา

เห็นทั้งศาลเจ้า มัสยิด โบสถ์ วัด เรียงรายกันอยู่ริมน้ำอย่างนี้ ต้องบอกว่าเมืองไทยเรานี่เป็นเบ้าหล้อมทางวัฒนธรรมมาแต่ไหนแต่ไรแล้วเหมือนกัน ทำให้คนต่างชาติต่างภาษาต่างศาสนา สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

 


 

ป้อมขาว ๆ ที่เห็นอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ก็คือ ป้อมวิชัยประสิทธิ์ เดิมเคยชื่อว่าป้อมวิชาเยนทร์ สร้างมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์

แสดงว่าสมัยนั้นเมืองธนบุรีก็ต้องเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญในการป้องกันภัยจากการรุกรานที่จะเข้ามาทางทะเลให้แก่อยุธยามาก่อนแล้ว ซึ่งคงเป็นเหตุผลสำคัญหนึ่งที่พระเจ้าตากตัดสินใจเลือกเอาที่นี่เป็นเมืองหลวง เพราะมีป้อมค่ายอยู่พร้อมแล้ว แล้วถ้าเหลือบ่ากว่าแรงยังไงยังพอมีทางออกหนีไปตั้งหลักที่เมืองจันทบุรีได้ด้วย

ตัวพระราชวังเดิมเองก็ตั้งอยู่ติดกับป้อมนี่เอง ที่ปัจจุบันได้ใช้เป็นที่ทำการของกองทัพเรือ

 


 

สัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพที่ไม่มีใครไม่รู้จัก พระปรางค์วัดอรุณนั่นเอง ว่ากันว่ามุมมองพระปรางค์ที่สวยที่สุดต้องมาลอยเรือชมอยู่กลางน้ำนี่เอง

 


 

ต่อมาเรือจะแวะเทียบที่ ท่าเตียน จากที่นี่สามารถลงเรือข้ามฟากข้ามไปเที่ยววัดอรุณที่อยู่ฝั่งตรงข้ามค่าโดยสารเรือข้ามฟาก คนละ 3 บาท

 


 

หรือจะเดินออกจากท่าเตียนมาแล้วเข้าไปชมวัดโพธิ์ก็ได้ ทางเข้าก็อยู่ตรงข้ามกับท่าเตียนนี่เอง

 


 

ระหว่างทางจะผ่าน ห้องแถวซึ่งคาดว่าจะสร้างขึ้นในช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ซึ่งที่นี่แต่เดิมเป็นแหล่งขายส่งของทะเลตากแห้งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ก็เห็นยังมีเปิดกันอยู่หลายร้าน

 


 

หรืออาจจะเดินเลี้ยวขวามาชมร้านค้าที่เปิดขายยาสมุนไพรต่าง ๆ อยู่ตรงข้ามกับวัดโพธิ์ก็ได้

แนะนำที่เที่ยวแถวนี้ไว้แล้วใน เที่ยววัดประจำรัชกาล คลิ๊กไปดูได้

 


 

ถัดมาเรือจะแวะมาจอดรับส่งที่ ท่ามหาราช

บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของบริษัทที่เดินเรือด่วนเจ้าพระยาที่เรานั่งมานี้ด้วย แล้วก็มีลานจอดรถอยู่ในบริเวณท่าเรือด้วย ทางเข้าลานจอดจะอยู่ระหว่างท่าช้างกับท่าพระจันทร์ เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับใครที่จะขับรถมาจอดไว้ที่นี่แล้วค่อยมาลงเรือท่องเที่ยว

สำหรับใครที่ชักหิวและอยากทานข้าวในห้องแอร์เย็น ๆ เชิญแวะที่ท่านี้ได้เลย เพราะขึ้นจากเรือมาก็จะเจอกันร้าน S&P ติดแอร์เย็นฉ่ำคอยให้บริการอยู่

แต่ถ้าเป็นเรือด่วนแบบธรรมดาเขาจะไม่จอดท่านี้น่ะ แต่จะจอดที่ท่าช้างที่อยู่ใกล้ ๆ กันแทน

 


 

จากท่ามหาราชเดินออกมาที่ถนนแล้วเลี้ยวซ้ายไปทางท่าพระจันทร์ ที่นั่นจะพบร้านอาหารของกินมากมายให้เลือกแวะเลือกชิมกันได้จนจะเลือกแทบไม่ถูกเลยทีเดียว ส่วนร้านไหนจะอร่อยเด็ดยังไงขอเชิญกระซิบถามเพื่อนฝูงลูกหลานชาวธรรมศาสตร์กันเอาเอง

 


 

ท่าถัดไปที่เรือจะไปแวะจอดคือ ท่าวังหลัง(ศิริราช) เป็นท่าที่ผู้คนครึกครื้นที่สุดท่าหนึ่ง เพราะงั้นถนนที่ออกมาจากท่าเรือจะเรียงรายไปด้วยแผงขายของกินยาวตลอดแนว แต่ความที่เป็นแผงลอยอยู่ริมถนนซึ่งคับแคบและนั่งทานไม่ค่อยสะดวกนัก เหมาะที่จะหาซื้อขนมของทานเล่นสำหรับตุนเป็นเสบียงมากกว่า

 


 

ส่วนถ้าใครอยากได้ร้านอาหารนั่งทานเป็นเรื่องเป็นราว ก็เดินขึ้นจากท่าเรือพอเจอตรอกซ้ายมือก็เลี้ยวไป ถ้าไม่แน่ใจถามเขาก็ได้ว่าเป็นทางไปวัดระฆังได้รึเปล่า เพราะตรอกนี้จะเดินไปทะลุถึงวัดระฆังได้

เดินตามทางไปซักหน่อยเดียวทางห้องแถวฝั่งขวามือจะมีเจ้าบะหมี่หมูแดงและซ่าหริ่มเจ้าดัง ชื่อ ร้านสายไหม แต่ถ้าไปช่วงเที่ยงเห็นจะได้กินยากสักหน่อย เพราะคนเยอะจริง ๆ

 


 

หรือจะลองเดินต่อไปจนเจอสามแยก แล้วเลี้ยวเข้าซอยขวามืออีกที แถวนี้จะมีร้านอาหารให้เลือกอีกเยอะ โดยเฉพาะร้านส้มตำเห็นอยู่หลายร้านเลยทีเดียว

 


 

จะเลือกดื่มน้ำผลไม้ให้ชื่นใจหายเหนื่อยก็ได้ อยู่ตรงสามแยกพอดี เป็นร้านแนวคั้นกันสด ๆ ตรงนั้นเลย

 


 

ส่วนใครอยากทานอาหารที่หรูหราขึ้นมาอีกนิด ก็ให้เดินขึ้นจากท่าเรือเลี้ยวซ้ายไปตามตรอกผ่านร้านบะหมี่หมูแดงที่แนะนำไป แล้วเดินตามทางไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางจะมี ร้านครัวระฆังทอง ตัวร้านมองจากทางเข้าไม่เห็นต้องเดินเข้าไปนิดนึง อยู่ติดริมแม่น้ำทานข้าวไปชมวิวไปได้เลย ส่วนรสชาติ "เชลล์ชวนชิม" ให้ป้ายรับประกันเอาไว้แล้ว

 


 

ถัดมาอีกหน่อยจะเป็น ร้านสุภัทรา ริเวอร์เฮ้าส์ ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยระดับหรูทีเดียว ที่เมื่อประดับไฟยามค่ำคืนแล้วสวยสุดไปเลย ใครพาแขกต่างประเทศมาทัวร์ แล้วอยากจะรับรองที่ร้านอาหารดี ๆ ก็น่าจะเลือกร้านนี้ได้

ถ้าจะมาใช้บริการกันเวลาอื่นก็เอารถไปจอดได้ที่ท่ามหาราช ที่อยู่ตรงข้ามกับวัดมหาธาตุก็ได้ จะมีเรือแล่นข้ามฟากรับส่งให้

 


 

ที่อยู่ใกล้ ๆ กันคือ โรงละครภัทราวดี ด้านหน้าจะมีร้านอาหารแบบเปิดโล่งเหมาะจะนั่งจิบกาแฟทานของว่างยามบ่าย ๆ เย็นๆ มาก แต่ถ้าใครหิวอยากทานอาหารหนักเขาก็มีให้บริการอยู่ และถ้ากลัวร้อนจะเลือกนั่งเป็นห้องแอร์ที่อยู่ตรงข้ามกับที่ตั้งโรงละครก็ยังได้

 


 

ไหน ๆ ก็เดินมาถึงนี่แล้วเลยไปอีกนิดเดียวก็จะถึง วัดระฆัง ที่น่าไปชมคือหอไตรซึ่งเดิมเป็นบ้านของรัชกาลที่ 1 สมัยยังทรงดำรงพระยศเป็นพระราชวรินทร์ ต่อมาเมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ทรงถวายให้เป็นหอไตรของวัดระฆัง

วัดระฆังนี้แต่เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ ที่มาได้ชื่อว่าวัดระฆังเป็นเพราะขุดพบระฆังที่มีเสียงไพเราะมาก แต่ไม่ใช่ระฆังใบที่แขวนอยู่ที่หอระฆังในวัดหรอก ระฆังใบนั้นรัชกาลที่ 1 ได้โปรดฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระแก้ว แล้วพระราชทานระฆังใหม่ 5 ใบมาไว้แทน

 


 

เลยจากท่าวังหลังมาหน่อย ก็จะเจอสถานีรถไฟธนบุรีที่ได้รับการบูรณะใหม่อย่างสวยงาม ที่นี่เป็นฉากสำคัญของนิยายเรื่องคู่กรรม ที่โกโบริมาถูกระเบิดตายในอ้อมกอดของอังศุมาลิน และที่สถานีโดนทิ้งระเบิดก็เพราะเป็นสถานีสำคัญที่ใช้เป็นต้นทางของเส้นทางรถไฟทางสายใต้แทน หลังจากที่สะพานพระรามหกถูกทิ้งระเบิดเสียหายไปแล้ว

 


 

พอผ่านสะพานพระปิ่นเกล้ามา ทางฝั่งพระนครจะเป็นอดีตเขตวังของกรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ ที่เดี๋ยวนี้เป็นที่ตั้งของหลายหน่วยงาน อย่างเช่น FAO ของสหประชาชาติ

ส่วนริมแม่น้ำมีทางเดินเลียบมาตั้งแต่ใต้สะพานพระปิ่นเกล้ายาวไปจนถึงสวนสันติชัยปราการ

 


 

เรือจะมาสุดสายที่ ท่าพระอาทิตย์ ที่เราสามารถแวะไปเที่ยวป้อมพระสุเมรุและสวนสันติชัยปราการด้วยการเดินไปตามทางเลียบแม่น้ำ

ถ้ามาถึงช่วงเย็น ๆ ก็น่าแวะนั่งพักผ่อนชมต้นลำพูกันที่นี่สักหน่อย แต่ถ้าจะนั่งกลับไปที่ท่าสาทรเลยแล้วไม่ได้ซื้อตั๋ววันมา ก็ต้องเสียค่าโดยสารขากลับอีก 18 บาทด้วย

 


 

ป้อมพระสุเมรุเป็นหนึ่งในสองป้อมที่ยังเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน ตัวป้อมตั้งอยู่จุดบรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยากับคลองบางลำพู ซึ่งคลองสายนี้เนี่ยเป็นคลองที่ขุดขึ้นมาตอนที่สร้างกรุง ไว้สำหรับจะเป็นปราการป้องกันศัตรู

ถ้าจะลองไล่ดู คลองบางลำพู นี้จะยาวขนานไปกับถนนพระสุเมรุที่อยู่ตรงหน้าวัดบวรฯ ไปจนถึงสะพานผ่านฟ้า แล้วก็ทะลุไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาอีกทีแถว ๆ สะพานพุทธ

ตรงช่วงสะพานผ่านฟ้าจะเปลี่ยนชื่อเป็น คลองรอบกรุง ส่วนพอใกล้ๆ สะพานพุทธแถวนั้นจะเรียก คลองโอ่งอ่าง ที่เป็นที่คุ้นเคยของคนที่ชอบเดินซื้อของย่านสะพานเหล็ก

คลองสายเดียวที่มีถึงสามชื่อนี่แหละที่เป็นคูเมืองของกรุงเทพในยุคต้นรัตนโกสินทร์มาก่อน

 


 

ตรงท่าพระอาทิตย์จะมีเรือบริการสำหรับพาผู้โดยสารจากเรือท่องเที่ยว ข้ามไปชมโรงเรือพระราชพิธีซึ่งอยู่ในคลองบางกอกน้อยฝั่งเยื้อง ๆ กัน โรงเรือมีฐานะเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งใช้เก็บเรือพระราชพิธีลำสำคัญหลายลำด้วยกัน โดยเฉพาะเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ที่สวยมาก ๆ

**ปัจจุบันยกเลิกบริการเรือพามาชมนี้แล้ว**


 


 

มาทั้งทีไม่น่าพลาดข้ามไปชมกัน โดยเฉพาะมาทางเรืออย่างนี้สะดวกมาก เพราะถ้ามาทางถนนก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ริมถนนแล้วเดินลัดเลาะผ่านทางเดินในชุมชนเข้ามาพอสมควร

 


 

ใครซื้อตั๋วเรือแบบตั๋ววันราคา 100 บาทมาก็มาเปลี่ยนเรือที่ท่าพระอาทิตย์ข้ามไปได้เลยไม่ต้องเสียเงินอีก แต่คนอื่นจะใช้บริการเรือข้ามไปเที่ยวด้วยก็ได้ ค่าบริการเรือเที่ยวละ 20 บาท (ขากลับต้องเสียค่าเรืออีกทีด้วย)

 


 

ท่าเทียบเรือจะอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์พอดีเลย

 


 

ซื้อบัตรเข้าชมกันก่อน คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท แล้วถ้าจะถ่ายรูปด้วยนี่คิดค่าธรรมเนียมกล้องถ่ายรูปกล้องละ 100 บาท แต่ถ้าเป็นกล้องวิดีโอก็ 200 บาท

 


 

จ่ายค่าธรรมเนียมถ่ายรูปแล้วเจ้าหน้าที่จะเอาบัตรอนุญาตมาให้แขวนคอไว้ด้วย ใครไม่อยากเสียตังค์ก็ยืนถ่ายตรงหน้าประตูก่อนจะเข้าไปก็ได้ แล้วอาศัยซูมเข้าไปอีกที

 


 

 

มาถึงแล้วต้องแวะมาดูเรือสุพรรณหงส์กันก่อนเลย ลำนี้เป็นเรือที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 6 เพื่อแทนเรือศรีสุพรรณหงส์ที่ชำรุดทรุดโทรมไปเพราะสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1

ส่วนท่าพายที่จะใช้กับเรือสุพรรณหงส์นี้จะต้องใช้ท่านกบินเท่านั้น ยิ่งเพิ่มความสง่างามของเรือยามลอยลำอยู่กลางน้ำ

 


 

ส่วนนี่เป็นโขนเรือนารายณ์ทรงสุบรรณลำเดิม

 


 

ลำนี้เป็นลำใหม่ที่กองทัพเรือสร้างถวายในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ได้รับพระราชทานชื่อว่า เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ 9

 


 

บุษบกบนเรือพระที่นั่ง ที่สื่อหมายถึงเทวภูมิ สำหรับใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่เปรียบเสมือนเป็นสมมติเทพ ตัวเรือพระที่นั่งก็สร้างให้เป็นสัญลักษณ์ของสัตว์พาหนะของเทพเจ้า อย่าง หงส์ ก็เป็นพาหนะของพระพรหม

 


 

ลำนี้คือ อสูรวายุภักษ์ เรือรูปสัตว์ที่สมัยก่อนจะใช้เป็นเรือสำหรับแม่ทัพนายกองที่ตามเสด็จ มาจากคติว่าสัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ซึ่งอยู่เชิงเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่ประทับเทพเจ้า

เรือรูปสัตว์จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นข้าราชบริพารที่แวดล้อมองค์พระมหากษัตริย์

 


 

ครุฑเหินเห็จ ลำนี้เป็นเรือรูปสัตว์อีกลำ

 


 

ดูแต่หัวเรือมาดูท้ายเรือกันบ้างดีกว่างามไม่แพ้กันเลย ลำนี้เป็นของ เรืออนันตนาคราช

 


 

อีกลำหนึ่ง ลวดลายสวยงามมาก

 


 

นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการที่ให้ความรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรือพระราชพิธีด้วย

 


 

อย่างตรงนี้เป็นรูปแบบการจัดรูปกระบวนเรือ

 


 

เรือพระราชพิธีนี้มีมาแต่สมัยโบราณ อย่างที่ชาวตะวันตกที่ได้เคยเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้เคยวาดเก็บไว้ในบันทึก เพราะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ได้มีการจัดกระบวนเรือออกไปรับราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งก็คือ เชอร์วาลิเยร์ เดอ โชมงต์ ซึ่งจัดเป็นกระบวนเรืออย่างใหญ่โตอลังการจนฝรั่งทึ่งเอามาก ๆ

 


 

ถ้าจะนั่งเรือกลับไปที่ท่าพระอาทิตย์อีกที ก็อย่าเดินชมเพลินลืมเวลาที่เรือจะมารับขากลับ เรือจะมาทุกครึ่งชั่วโมงส่วนเที่ยวสุดท้ายจะออกตอน 15.50 น.ยังไงลองเช็คเวลาเรือที่ท่าพระอาทิตย์อีกทีด้วยก่อนจะเดินทางมา หรือที่เว็ป เรือด่วนเจ้าพระยา

 


 

กลับมาที่สวนสันติชัยปราการอีกที บรรยากาศช่วงเย็นๆ นี่คึกคักไม่เบา ถึงสวนจะไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีสีสันสดใสไม่น้อย โดยเฉพาะการเต้นแอโรบิคในตอนเย็น ๆ แถมอากาศก็แสนสดชื่นเพราะอยู่ริมแม่น้ำ ทำเอาอยากลุกไปเต้นกับเขาอยู่เหมือนกัน

 


 

ถ้าเป็นวันอาทิตย์ ที่นี่จะมีวงดนตรีไทยมาแจมกันเล่นสนุก ๆ บรรยากาศกันเองดี เรียกว่าใครพอจะเล่นอะไรเป็นก็โดดขึ้นไปแจมได้เลย

เริ่มบรรเลงกันตั้งแต่ช่วงราว ๆ สี่โมงเย็นไปจนเหนื่อยกันไปข้างซึ่งก็ตกสองทุ่มเลยทีเดียว ฝรั่งก็มักจะมาแวะนั่งฟังด้วย เพราะมีการพากษ์เนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษให้ด้วย เรียกว่าเป็นวงดนตรีไทยระดับอินเตอร์เลยทีเดียว

 


 

ถ้าแถวป้อมพระสุเมรุอย่างนี้แล้วเกิดหิวขึ้นมา ไม่น่าพลาดที่จะหาโรตีมะตะบะเจ้าดังมาลองชิมดู ไม่ต้องเดินไปไหนไกล ร้านอยู่ใกล้เพียงคนละฝั่งถนนกับตัวป้อมฯ นี่เอง แต่ถ้าเห็นร้านแน่น ๆ ยังไงลองขึ้นไปหาที่นั่งบนชั้นสองด้วย

 


 

ส่วนใครถ้าติดใจลมเย็น ๆ บรรยากาศสนุกสนานที่สวนสันติชัยฯ จะนั่งต่อยาวไปจนย่ำค่ำเลยก็ได้ ถึงเรือท่องเที่ยวจะหมดไปแล้วก็ไม่เป็นไร กลับเรือด่วนปกติเอาก็ได้

เรือด่วนเที่ยวสุดท้ายจะผ่านมาที่ท่าพระอาทิตย์ราวทุ่มเศษ ๆ ยังไงไปก่อนทุ่มก็น่าจะดี ค่าเรือด่วนธรรมดากลับมาที่ท่าสาทรก็คนละ 11 บาท

ที่สำคัญช่วงค่ำอย่างนี้ ระหว่างทางกลับคุณก็เลยได้มีโอกาสชมบรรยากาศสองฝั่งน้ำยามค่ำคืน ที่สถานที่สำคัญหลายแห่งจะประดับไฟอย่างสวยงามอีกด้วย แล้วยังถูกกว่านั่งเรือดินเนอร์เป็นไหน ๆ

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.