| 
Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง ล่องเจ้าพระยา

ล่องเจ้าพระยา
นักท่องเที่ยวขนานแท้มักไม่พลาดโปรแกรมล่องเรือชมบรรยากาศสองฝั่งแม่น้ำ เพราะถ้าอยากย้อนไปดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่สมัยก่อนที่ผู้คนยังตั้งบ้านเรือนกันอยู่ริมน้ำคงไม่พ้นต้องมาล่องเรือชมกัน แม่น้ำเจ้าพระยาเราก็มีเรือนักท่องเที่ยวแล่นกันให้ครึกครื้น แต่น่าแปลกที่คนกรุงเทพส่วนใหญ่รู้จักแม่น้ำสายนี้เพียงแค่นั่งรถข้ามไปข้ามมา เพราะงั้นทริปจึงอยากชวนคุณมาล่องเรือชมวิวสองฝั่งลำน้ำด้วยกัน ลองพาตัวเองไปให้น้ำเจ้าพระยาได้กระเซ็นใส่เสียนิดซิ แล้วคุณอาจรู้จักแม่น้ำสายนี้ดียิ่งขึ้น

 

ทริปนี้จะพาลงเรือที่เรียกว่า เรือท่องเที่ยว หรือ Tourist Boat ของเรือด่วนเจ้าพระยากัน เจ้าเรือที่ว่าเนี่ยปกติก็ให้บริการผู้โดยสารขึ้นล่องแม่น้ำเจ้าพระยา จากเมืองนนท์เข้ามาใจกลางกรุงเทพอยู่แล้ว แต่พอช่วงสายผู้คนเริ่มซาก็จะเปลี่ยนมาให้บริการนักท่องเที่ยว (สังเกตได้จากธงสีฟ้าที่ท้ายเรือ) พาชมความงามสองฟากฝั่งแม่น้ำพร้อมไกด์บรรยายทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษกัน แถมเรือก็แล่นไปช้า ๆ ให้คุณได้ชมบรรยากาศกันได้เต็มที่

 

 


 

ในเรือก็จะมีที่ให้เลือกนั่งกันสบาย ๆ มีชูชีพไว้ครบทุกที่นั่ง แถมไม่ต้องกลัวร้อนด้วย เพราะลมแม่น้ำเย็นสดชื่นจะทำให้คุณลืมเรื่องนี้ไปได้เลย ไม่เชื่อต้องมาลอง ขอบอก

 


 

เรือท่องเที่ยวจะเริ่มให้บริการกันตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมง เรือจะออกจากท่าสาทรทุกครึ่งชั่วโมง แวะจอดรับส่งคนตามท่ารายทางไปเรื่อยจนสุดสายที่ท่าพระอาทิตย์ ตรงใกล้ ๆ กับสวนสันติชัยปราการ ระหว่างทางก็จะมีไกด์ในเรือคอยบรรยายสถานที่น่าสนใจสองข้างทาง

ใครกะจะแวะขึ้นไปเที่ยวตามท่าไหนที่เรือแวะจอดก็ได้ เพียงแต่เรือจะไม่ได้จอดรอ แต่ก็สามารถรอลงเรือลำถัด ๆ ไปที่จะมาทุกครึ่งชั่วโมงได้ เขามีตารางเวลาที่เรือจะถึงท่าไว้ให้ด้วย จะได้กะเวลามารอได้ถูก (ขอได้ที่ท่าสาทร)

 


 

เล่าไว้เผื่อสักนิดสำหรับใครที่อยากได้บรรยากาศแบบที่ชาวบ้านเค้าเดินทางกันจริง ๆ ก็ต้องเลือกใช้เรือด่วนธรรมดา เรืออาจจะแน่นกว่าหน่อยแล้วก็ไม่มีไกด์บรรยายให้ฟัง แต่ก็จะมีเรือออกทุก 20 นาที (ในช่วงวันหยุด) ตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเย็นเลย

 


 

ถ้าใครจะมาเที่ยวแนะนำให้มาเริ่มกันที่ท่าสาทร น่าจะสะดวกดี นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสมาก็ลงที่สถานีสะพานตากสิน แล้วใช้ทางออกที่ 2 ลงมาก็จะเจอท่าสาทรพอดี

 


 

เอาล่ะ มาลงเรือกันดีกว่า

ลงเรือมาแล้ว ก็หาที่นั่งกันให้เรียบร้อย ส่วนมากเรือไม่ค่อยแน่น หาที่นั่งกันสบาย ๆ สักพักจะมีพนักงานเก็บค่าโดยสารมาเก็บตังค์

 


 

สำหรับใครที่มีแผนจะแวะขึ้นจากเรือไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กับท่าต่าง ๆ ที่เรือแวะจอด ตอนกลับมาลงเรืออีกทีจะต้องเสียค่าโดยสารอีกรอบ

เพรางั้นถ้าใครกะจะแวะเที่ยวรายทางไปเรื่อยอย่างนี้ แนะนำให้ซื้อตั๋ววันไปเลย ราคาคนละ 150 บาท ใช้ขึ้นลงกี่รอบก็ได้ในวันนั้น ซึ่งรวมไปถึงเรือด่วนเจ้าพระยาแบบธรรมดาด้วย แล้วยังได้น้ำดื่มเย็นเจี๊ยบแถม 1 ขวด บวกกับแผนที่สถานที่สำคัญ ๆ ริมแม่น้ำอีกฉบับด้วย ไม่เลวเลยทีเดียว

 


 

เรือออกจากท่ามาแล้ว มาดูบรรยากาศสองข้างทางกันดีกว่า ส่วนท่าไหนที่เรือแวะจอดแล้วมีอะไรที่น่าแวะเที่ยวเดี๋ยวจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง

ออกจากท่าสาทรมาได้ไม่ใกล้ ท่าแรกที่เรือจะจอดคือ ท่าสี่พระยา แถวนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโรงแรมใหญ่ริมแม่น้ำ แถบนี้สมัยก่อนเป็นย่านการค้า มีฝรั่งเข้ามาตั้งบ้านเรือนและประกอบการค้ากัน ตามแนวถนนเจริญกรุงที่สร้างขนานมากับแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ตรงนี้ยังใกล้ ๆ ยังไม่ต้องลงเดินเที่ยวก็ได้

 


 

อดีตที่ทำการบริษัทอีสต์เอเชียติค กิจการการค้าของต่างชาติเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ที่เดี๋ยวนี้ก็ยังทำธุรกิจในเมืองไทยอยู่

 


 

โรงแรมโอเรียลเต็ล โรงแรมเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของโลกหลายปีซ้อน ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาลที่ 5

 


 

สถานทูตฝรั่งเศส ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เหมือนกัน

ในช่วงวิกฤต ร.ศ. 112 ที่ฝรั่งเศสเอาเรือปืนบุกเข้าปากอ่าวมา ก็มาจอดทอดสมออยู่ข้างสถานทูตนี้นี่เอง นึกแล้วก็น่าหวาดเสียวเพราะจากที่นี่แล่นเรือขึ้นไปอีกไม่ไกลก็จะถึงพระบรมมหาราชวังแล้ว

 


 

อดีตศุลกสถาน หรือที่เรียกว่าโรงภาษีร้อยชักสาม เป็นด่านศุลกากรในสมัยก่อน ยังเหลือเค้าความงามในอดีตไว้แม้ว่าจะทรุดโทรมไปตามเวลา ฝีมือการสร้างของนายช่างชาวอิตาเลี่ยน

 


 

ถัดจากย่านฝรั่ง เราก็จะมาถึงชุมชนจีนขนาดใหญ่หรือที่เรียกกันว่าไชน่าทาวน์นี่เอง ที่เห็นคือศาลเจ้าโจวซือกง

 


 

โบสถ์กาลหว่าร์ โบสถ์ของคริสตังจีนที่สร้างขึ้นตามศิลปะโกธิค ที่จะมีส่วนหน้าเป็นยอดแหลมสูง ภายในประดับกระจกสีอย่างสวยงาม

ชื่อโบสถ์สันนิษฐานว่า คนไทยน่าจะเรียกเพี้ยนมาจากคำว่า Calvary ซึ่งหมายถึงสถานที่ที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน

 


 

ไกด์ในเรือแนะนำนักท่องเที่ยวในเรือว่าท่าราชวงศ์นี้ขึ้นไปเดินเที่ยวไชน่าทาวน์ได้

ขึ้นจากท่าเรือไปได้หน่อย ก็จะเจอกันถนนทรงวาด ย่านการค้าสำคัญของคนจีนในช่วงก่อนที่จะมีการตัดถนนเยาวราช

 


 

อาตี๋น้อยที่เคยวิ่งเล่นกันอยู่แถว ๆ นี้หลายคนเติบใหญ่กลายเป็นเจ้าสัวกันไปนักต่อนัก กิจการค้าใหญ่โตที่เรารู้จักกันดีในวันนี้เช่น ซีพี สหพัฒนพิบูล ธนาคารกรุงเทพ ฯลฯ ต่างก็เริ่มต้นการค้าในย่านนี้

คนจีนที่มาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่ ก่อนหน้านั้นเคยตั้งบ้านสร้างเรือนกันอยู่ในบริเวณของพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน เมื่อรัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้ย้ายเมืองหลวงข้ามฟากมาและให้สร้างพระบรมมหาราชวังขึ้น จึงได้ย้ายชุมชนชาวจีนลงมาอยู่แถบนี้แทน

 


 

ในสมัยก่อนคนจีนก็ได้ทำมาค้าขาย จนมีเรือสำเภากำปั่นขึ้นล่องขนถ่ายสินค้ากันในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก จนถึงเดี๋ยวนี้แม้ย่านการค้าจะขยายตัวออกไปตามที่ต่าง ๆ แต่ที่ทรงวาดก็ยังคงเป็นย่านการค้าที่ยังมีคึกคักชีวิตชีวาอยู่ (ยกเว้นถ้ามาวันอาทิตย์ อย่างที่เห็นในรูป)

 


 

ที่น่าแวะชมเห็นจะเป็นบรรยากาศห้องแถวยุคแรกที่มีทรวดทรงงดงาม น่าเสียดายที่ถูกรื้อกลายเป็นตึกแถวสมัยใหม่ที่ขาดความงามไปเสียมากแล้ว

 


 

โรงเรียนเผยอิงอันโด่งดัง

 


 

ความที่เป็นชุมชนชาวจีน ก็เลยมีศาลเจ้าอยู่หลายแห่งในย่านนี้

 


 

ล่องเรือต่อมา เราก็จะเจอกับอีกชุมชนหนึ่ง สังเกตได้จากอาคารศาสนสถาน "มัสยิดตึกแดง" ที่เป็นของชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดียและไทรบุรี

แถวนี้ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เคยเป็นย่านการค้าสำคัญด้านเพชรพลอยและแพรพรรณของชาวอินเดีย

 


 

จากท่าราชวงศ์เรือจะแล่นข้ามฟากมาทางฝั่งธน ท่าที่คนเรือจะเรียกกันว่า ท่ากวนอู เพราะมีศาลเทพเจ้ากวนอูตั้งอยู่ ปกติถ้าเป็นเรือด่วนธรรมดาก็จะไม่ได้แวะจอดที่ท่านี้กัน

ปัจจุบันเรือท่องเที่ยวก็ไม่ได้แวะจอดที่ท่านี้แล้ว

 


 

จากท่ากวนอู สามารถแวะขึ้นไปชมอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า ซึ่งสร้างขึ้นในย่านนิวาสถานบ้านเดิมของพระองค์ท่าน

ใครที่ขับรถมาอุทยานฯ มักจะบ่นกันว่ามาไม่ค่อยถูก เพราะความที่ต้องเลี้ยวผ่านเข้ามาในซอยเล็กซอยน้อย แต่มาเรืออย่างนี้สะดวกดี เพราะพอขึ้นเรือแล้วให้เดินตรงต่อมาสักหน่อย ก็จะมาเจอรั้วของอุทยานฯ เดินเลียบรั้วมาทางซ้ายนิดเดียวก็จะพบทางเข้าแล้ว

 


 

ภายในอุทยานฯ มีการจำลองบ้านของสมเด็จย่าที่ทรงเคยประทับสมัยยังทรงพระเยาว์เอาไว้ นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ซึ่งจัดไว้ได้อย่างน่าประทับใจและน่าแวะชมอย่างยิ่ง

 


 

บริเวณอุทยานฯ ยังเป็นสวนระดับชุมชน หมายถึงเป็นสวนสาธารณะขนาดเล็กแต่ก็ร่มรื่นน่านั่งพักผ่อน จะเห็นมีผู้เฒ่าผู้แก่มานั่งรับลมพูดคุยดูลูกหลานวิ่งเล่นกันอยู่เสมอ

 

 



 
Follow us on Twitter
เรามี 87 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.