| 
Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง ชมวิวบางกอก

ชมวิวบางกอก
เวลาไปปารีสก็ต้องไปขึ้นหอไอเฟล ไปโตเกียวก็ต้องขึ้นหอคอยโตเกียว หรือน้องใหม่อย่างเซี่ยงไฮ้ก็มีหอไข่มุกตะวันออก เมืองบางกอกของเราก็ไม่น้อยหน้าเรื่องนี้ เราก็มีตึกใบหยก 2 ตึกที่สูงที่สุดในเมืองไทยไว้ให้ขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์กัน แต่ก่อนขึ้นใบหยก เราลองย้อนไปหาจุดสูงสุดในกรุงเทพเมื่อครั้งอดีตที่ภูเขาทอง วัดสระเกศกันด้วยดีกว่า

 

กรุงเทพเมื่อสมัยก่อนนั้นไม่มีตึกสูงระฟ้าให้ขึ้นไปชมวิวกันเหมือนอย่างทุกวันนี้ แต่เราก็มีทำเลที่จะขึ้นไปชมวิวมุมสูงกันได้ที่บนภูเขาทอง วัดสระเกศ และเพราะกรุงเทพในอดีตยังไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ที่ดินส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงท้องทุ่งนาสวน แม้เพียงบนภูเขาทองเราก็อาจมองเห็นไปทั่วทั้งพระนครแห่งนี้ได้

ทริปนี้เลยอยากจะพาไปย้อนรอย ชมมุมมองกรุงเทพจากบน (อดีต)จุดสูงสุดของกรุงเทพที่ ภูเขาทองกัน และเพื่อให้เห็นว่ากรุงเทพได้ขยายตัวออกไปมากแค่ไหนแล้ว เราจะไปต่อกันที่ ตึกใบหยก 2 จุดสูงที่สุดของกรุงเทพในขณะนี้ ที่เราจะได้มีโอกาสเห็นไปให้ทั่วทั้งกรุงเทพในปัจจุบันเลยทีเดียว

 


 

ภูเขาทองหรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า "บรมบรรพต" อยู่ในบริเวณวัดสระเกศ ตรงใกล้ๆ กับป้อมมหากาฬนี่เอง

 


 

เดินเข้ามาในวัดจะมีป้ายชี้บอกทางไปบริเวณทางขึ้นภูเขาทอง

 


 

รอบ ๆ ฐานภูเขาทองจะร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่อยู่เรียงราย สังเกตได้ว่าบริเวณโดยรอบได้รับการดูแลความสะอาดไว้อย่างดี ทำให้ก้าวแรกที่เข้ามาก็ได้รับสัมผัสแห่งความสงบร่มเย็นสมกับที่เข้ามาในวัดแล้ว

 


 

ระหว่างที่ค่อย ๆ ก้าวเดินไปขึ้นบนภูเขาทอง เราจะได้ยินเสียงแสดงธรรมที่ทางวัดได้เปิดผ่านลำโพงที่ติดตั้งไว้ตามบันไดชั้นต่าง ๆ ที่ออกแบบให้ได้ยินเสียงดังชัดเจนในทุก ๆ ช่วง

นับเป็นไอเดียของทางวัดที่น่ายกย่องมาก เพราะแทนที่เราจะได้ยินแต่เสียงป่าวประกาศเรียกให้ทำบุญโน่นนี่อย่างที่เรามักพบเห็นอยู่บ่อย ๆ เรากลับได้รับฟังธรรมที่ชุ่มเย็นในบรรยากาศสงบงามแทน แล้วการฟังธรรมนี่ก็จัดเป็นบุญอย่างหนึ่งในบุญกริยาวัตถุ 10 อีกด้วย เรียกว่าได้บุญกันตั้งแต่เดินขึ้นไปแล้ว

 


 

สำหรับใครจะพาคุณพ่อคุณแม่ขึ้นไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุแถมด้วยการชมวิวด้านบน ก็ไม่น่าห่วงมากนัก เพราะขั้นบันไดที่ทำไว้ก็เป็นขั้นเตี้ย ๆ ที่ก้าวเดินได้สบาย ๆ แถมกลางทางยังมีเก้าอี้ให้นั่งพัก พร้อมห้องสุขาอีกด้วย

 


 

P2060694

เล่าประวัติให้ฟังกันหน่อย

ภูเขาทองนี่มีเหตุให้สร้างขึ้นก็เพราะรัชกาลที่ 3 โปรดฯ จะให้มีพระปรางค์สูงใหญ่ขึ้นที่วัดสระเกศ ให้เหมือนเมื่อครั้งอยุธยาที่มีเจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อภูเขาทองที่นี่ด้วย

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะคนสมัยก่อนพยายามจะจำลองเอาบรรยากาศเก่า ๆ ครั้งบ้านเมืองยังดีที่อยุธยามาไว้ที่กรุงเทพกัน อย่างคลองมหานาคที่อยู่ข้างภูเขาทองนี่ก็เอาชื่อมาจากคลองมหานาคที่อยุธยา หรือแม้แต่การสร้างพระบรมมหาราชวังก็เอาแบบแผนเดิมจากพระราชวังที่กรุงเก่า

แต่คงเป็นเพราะกรุงเทพเป็นที่ลุ่ม พอก่อสร้างไปได้สักหน่อยก็กลับทรุดตัวลงไปจะซ่อมแซมแก้ไขยังไงก็ไม่สำเร็จ ก็เลยต้องทิ้งให้เป็นกองดินอยู่อย่างนั้น นี่ถ้าสร้างได้สำเร็จเราคงมีพระปรางค์เหมือนอย่างที่วัดอรุณมาตั้งอยู่ตรงภูเขาทองเดี๋ยวนี้อีกองค์หนึ่ง

 


 

จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ทรงเห็นว่ามีกองดินอยู่อย่างนั้นดูไม่งาม ก็เลยโปรดฯ ให้แปลงเป็นภูเขา แล้วสร้างเจดีย์ทรงกลมซึ่งเป็นทรงพระราชนิยมในรัชกาลที่ 4 ขึ้นด้านบน แล้วก็โปรดฯ ให้เรียกว่า " บรมบรรพต " แต่ชาวบ้านก็ยังนิยมเรียกกันว่าภูเขาทองมา บางทีก็เห็นเรียกแผลงไปจนเป็น สุวรรณบรรพต ก็มี ซึ่งไม่ถูกต้องตามนามที่รัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานไว้

 


 

เมื่อเดินขึ้นมาถึงด้านบนแล้วก็ควรมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุกันก่อน

ที่น่าสนใจมากก็คือ พระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ที่ภูเขาทองนี้ มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเป็นของพระพุทธเจ้าจริง เพราะได้ขุดพบที่เมืองกบิลพัสดุ์ในอินเดีย โดยกล่องบรรจุมีอักษรที่เก่าแก่ที่สุดในอินเดียจารึกไว้ว่าเป็นพระบรมอัฐิของพระพุทธเจ้า ในส่วนที่กษัตริย์สักยราชได้ไปเมื่อคราวถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

เดิมพระบรมอัฐินี้อยู่ในความครอบครองของอังกฤษที่ตอนนั้นปกครองอินเดียอยู่ แต่อุปราชแห่งอังกฤษที่ดูแลอินเดียในขณะนั้น ชื่อว่า มาเควสเคอสัน ได้ถวายมาให้รัชกาลที่ 5 เพราะเห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินในประเทศที่ยังนับถือศาสนาพุทธที่รู้จักอยู่ก็มีแต่รัชกาลที่ 5 ของเรา

ซึ่งเมื่อไทยเราได้รับมาแล้ว ก็มีประเทศอื่นที่นับถือศาสนาพุทธเช่นกันได้มาทูลขอ รัชกาลทื่ 5 ก็ทรงแบ่งพระราชทานไปให้

ส่วนของไทยเราก็ได้อัญเชิญมาบรรจุอยู่ในเจดีย์ทองสัมฤทธิ์ที่ภูเขาทองนี่เอง

 


 

ได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุจนอิ่มอกอิ่มใจกับแล้วก็ถึงเวลาชมวิวกัน

บนภูเขาทองนี่เราจะเห็นวิวกรุงเทพได้รอบทิศทีเดียว ซึ่งจะเห็นว่ากรุงเทพได้ขยายตัวออกไปและเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าน้อยใหญ่

 


 

แต่ถ้าอยากรู้ว่ากรุงเทพสมัยเมื่อแรกสร้างนั้นจะมีอาณาเขตสักเท่าไหร่แล้ว ด้วยความที่ภูเขาทองตั้งอยู่ริมกำแพงเมืองในสมัยนั้น ลองเล็งให้ดีจะเห็นว่าอีกฟากหนึ่งของเมืองก็คือพระบรมมหาราชวังที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีจุดศูนย์กลางของเมืองอยู่บริเวณเสาชิงช้า ที่เป็นความตั้งใจเลือกทำเลสร้างไว้ในตำแหน่งใจกลางเมือง

ลองขึ้นไปชมวิวดูแล้ว เราคงพอจะคะเนขนาดกรุงเทพในอดีตได้ว่าเล็กนิดเดียว เมื่อเทียบกับตึกรามบ้านช่องในปัจจุบันที่ขยายตัวออกไปกว้างไกลเหลือเกิน

 


 

ใครไม่กลัวแดด จะขึ้นไปชมวิวที่ลานรอบองค์พระเจดีย์ก็ได้

 


 

แต่ถ้าอยากจะชมวิวกรุงเทพยามค่ำด้วย เห็นจะต้องมาช่วงที่มีงานภูเขาทอง ในช่วงสัปดาห์ที่มีวันลอยกระทงราวเดือนพฤศจิกายนที่ทางวัดจะมีงานทุกปี

 


 

ไหน ๆ ก็มาแล้ว ขอพาเดินดูของดีน่าชมในวัดสระเกศกันก่อน

สำหรับใครที่ชอบดูงานศิลปะโบราณ ว่ากันว่าหอไตรของวัดเป็นศิลปะเก่ามาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายซึ่งสวยงามมาก เพียงแต่อาจถูกทาสีทับจนทำให้เสน่ห์ความงามลดถอยไป

 


 

ถึงแม้ว่าที่วัดสระเกศจะไม่ได้มีพระประธานที่มีชื่อเสียง แต่อยากชวนแวะมาที่พระอุโบสถกันสักหน่อย เพราะอยากให้ได้มาชมจิตรกรรมฝาฝนังที่นี่กัน ด้วยความที่วัดนี้ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ฝรั่งมาเดินเที่ยวชมกันไม่ขาดสาย การไปเดินวนไปวนมาดูจิตรกรรมฝาผนังอยู่ในพระอุโบสถก็ดูจะไม่ขัดตานัก

แล้วพระอุโบสถที่นี่ยังแปลกอย่างคือเปิดประตูให้เข้าทางด้านหลังพระประธาน ผิดกับวัดอื่น ๆ ที่มักเปิดประตูด้านตรงข้ามพระประธานให้เข้า อย่างนี้เองที่ทำให้เราได้มีโอกาสชมภาพจิตรกรรมด้านหลังพระประธานได้อย่างสะดวกผิดกับที่วัดอื่นอีกด้วย

 


 

ภาพทางด้านหลังพระประธานที่อุโบสถวัดสระเกศ ก็เป็นภาพไตรภูมิอย่างที่นิยมวาดกันทั่วไปเหมือนกัน

แต่ไตรภูมิที่ว่านี่เรามักจะเข้าใจผิดกันว่าหมายถึง โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ แล้วก็นรก ก็เลยมีความเชื่อที่จะทำบุญเพื่อจะได้ไปอยู่สวรรค์ ส่วนใครที่ทำชั่วก็ต้องตกนรกชดใช้กรรมกันไป

 


 

แต่ที่จริงแล้วไตรภูมิตามหลักพุทธศาสนานั้นจะหมายถึง กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ

เจ้า "กามภูมิ" ที่ว่าก็หมายถึงภพภูมิที่ยังข้องอยู่ในกามทั้งหมาย ซึ่งนอกจากมนุษย์เดินดินกับเหล่าสัตว์เดรัจฉานและเหล่าสัตว์นรกแล้ว ยังรวมไปถึงเหล่าเทวดาชั้นต้น ๆ ที่ยังคงสุขอยู่กับการเสพกามเพียงแต่เป็นกามที่ละเอียดประณีตขึ้น ถ้าลองไปสังเกตุดูที่ภาพจิตรกรรมจะยังเห็นเทวดาเหล่านี้ก็ยังเสพสุขจากการร้องรำทำเพลงกันอยู่

ส่วน "รูปภูมิ" ก็จะเป็นเทวดาชั้นสูงที่ไม่ข้องแวะกับกามแล้ว หรือที่เรียกว่า พรหม

"อรูปภูมิ" ที่คือพรหมที่ไม่มีแม้แต่รูปกายแล้วมีเพียงจิตล้วน ๆ หรือที่เรียกว่า อรูปพรหม เมื่อเป็นพรหมในขั้นละเอียดมีแต่จิตไม่มีรูปกายอย่างนี้ ช่างก็ใช้วิธีวาดเป็นสัญลักษณ์เป็นรูป ลูกฟัก จึงมีคำเรียกสำหรับ อรูปพรหม อีกอย่างว่า พรหมลูกฟัก

 


 

ซึ่งบรรดาสัตว์ทั้งหลายต่างก็วนเวียนอยู่ในภพภูมิทั้งสามนี้ แม้กระทั่งเป็นถึง อรูปพรหม เสวยสุขอยู่นานแสนนานเพียงใด แต่เมื่อสิ้นบุญก็อาจจุติมาเกิดในภพภูมิอื่นก็ได้ วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้น

จึงนับเป็นความฉลาดของคนโบราณที่สอดแทรกคติธรรมเรื่องนี้ไว้ โดยจัดวางเรื่องไตรภูมินี้ไว้หลังองค์พระประธาน เพื่อสื่อความหมายว่าพระพุทธองค์ได้ทรงหันหลังให้กับการเวียนว่ายเกิดตายอยู่ในภพภูมิทั้งสามอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้เสียแล้วนั่นเอง

ทำให้บางทีเราก็ได้แง่คิดที่ต้องกลับมาถามตัวเองอีกว่า การทำบุญเพียงเพื่อหวังสรรค์ชั้นฟ้านั้น ถูกตรงตามหลักธรรมที่พุทธองค์ได้ทรงค้นพบและทรงนำมาสั่งสอนแล้วหรือไม่

 


 

ผนังด้านข้าง จะวาดเป็นรูปที่เรียกว่า เทพชุมนุม เป็นตอนที่เหล่าเทพเทวดาพากันมาบูชาพระพุทธเจ้าหลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว

 


 

ส่วนผนังด้านตรงหน้าพระประธานก็วาดตามพิมพ์นิยม คือวาดพุทธประวัติตอนผจญมาร และมีแม่พระธรณีมาเป็นพยานในการบำเพ็ญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วนของพระพุทธองค์ ด้วยการบีบน้ำที่พระพุทธองค์ได้เคยกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลมายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน จนแม้เพียงน้ำที่เคยกรวดอุทิศไว้ก็มีมากมายเป็นมหาสมุทรไหลบ่ามาท่วมบรรดามารจนต้องถอยหนีไป

 


 

ที่น่าสนุกก็คือ บรรดามารทั้งหลาย ช่างก็วาดเป็นหน้าคนต่างชาติต่างภาษา มีทั้ง จีน แขก ฝรั่ง กันเลยทีเดียว ถ้ามาวาดกันสมัยนี้ไม่รู้จะผิดรัฐธรรมนูญกันหรือเปล่า แต่จะว่าไปแล้วเมืองไทยนี่แหละที่เป็นประเทศที่คนต่างชาติต่างภาษาต่างศาสนา อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขมาช้านาน

 


 

เวลาวาดตัวเรื่องหลักแล้ว เนื้อที่รอบ ๆ ที่เหลือ ช่างก็มักจะวาดสอดแทรกสภาพความเป็นอยู่ รูปแบบบ้านช่อง อย่างที่เรียกกันว่า "ภาพกาก" ที่ทำให้เรารู้ข้อมูลลักษณะการแต่งกาย การใช้ชีวิตของคนในสมัยนั้น ๆ และเราก็อาศัยข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งในการคาดคะเนได้ว่าเป็นภาพที่วาดขึ้นในสมัยไหนด้วย

และที่สนุกไปกว่านั้นก็คือมักจะมีภาพติดเรทอย่างนี้เอาไว้ให้เฮฮากันอีกด้วย

 


 

สำหรับคนที่จะขับรถมาวัด สามารถเข้าได้ทางถนนจักรพรรดิพงษ์ ใกล้ๆ กับแยกแม้นศรี ที่มีแท้งก์น้ำใหญ่ของการประปาอยู่ตรงมุมแยก แต่ขอเตือนว่าที่จอดรถของวัดมีน้อยมาก ถ้าให้ดีนั่งรถเมล์หรือแท็กซี่มาจะสะดวกกว่า ยกเว้นแต่วันอาทิตย์ที่จะจอดรถริมถนนทั้งด้านถนนจักรพรรดิพงษ์แล้วก็ถนนบริพัตร์ได้สะดวก เพราะร้านค้าย่านนี้จะปิดกัน

 


 

ถ้ามาวันเสาร์แล้วหาที่จอดรถแถว ๆ วัดไม่ได้จริง ๆ ก็อาจจะเอารถไปจอดไว้ที่จอดรถวัดราชนัดดา ด้านหลังลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ แล้วเดินข้ามสะพานผ่านฟ้ามาแล้วข้ามสะพานมหาดไทยอุทิศ (หรือที่เรียกว่าสะพานร้องไห้ เพราะมีรูปปั้นคนร้องไห้อยู่ที่สะพาน) เดินตรงมาตามถนนบริพัตร์ผ่านหน้าสถานีดับเพลิงมาหน่อยก็จะถึงประตูทางเข้าวัด

แต่การขับรถมาจอดที่วัดราชนัดดามีเทคนิคนิดหน่อย เพราะทางเข้าออกอยู่ใกล้กับแยกมาก เพราะงั้นถ้าขับรถข้ามสะพานผ่านฟ้ามาแล้วให้ขับผ่านหน้าลานพลับพลาฯ มาก่อน พอสุดบริเวณลานจะมีซอยซ้ายมือ (ถ้าเห็นคิวรถตู้จอดที่ปากซอย หันหัวออกไม่ต้องตกใจว่าเป็นทางวันเวย์ออก เพราะที่จริงเป็นวันเวย์เข้า) แล้วเลี้ยวอ้อมด้านหลังพระบรมรูป รัชกาลที่ 3 มาแล้วค่อยเลี้ยวขวาเข้าลานจอดอีกที

ถ้าจะนั่งรถเมล์มา ก็มาลงที่ป้ายหน้าลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ แล้วเดินต่อมาเหมือนอย่างที่เล่าข้างบน ก็จะมีสาย 2, 10, 12, 35, 44, 47, 56, 60, 68, 70, 79, 157, 159, 171, 174, 183, 511, 512, ปอ.พ.10

ถ้ามาลงที่ถนนจักรพรรดิพงษ์ มีสาย 8, 15, 37, 49

 


ส่วนถ้ามาทางเรือในคลองแสนแสบก็มาขึ้นได้ที่ท่าผ่านฟ้า แล้วเดินข้ามสะพานมหาดไทยอุทิศมาเหมือนกัน

 



มาว่าเรื่องปากท้องกันบ้าง ถ้าเกิดมาหิวแถว ๆ นี้ น่าจะได้ลองชิม ข้าวมันไก่เจ๊ยี

ร้านจะอยู่เยื้องกับทางเข้าวัดด้านถนนจักรพรรดิพงษ์ เป็นข้าวมันไก่ร้านดัง ที่คุณสามารถเลือกสั่งไก่เป็นจาน ๆ มาทานคู่กับข้าวมันที่มาเป็นถ้วย ๆ ก็ได้ มาน้อยคนก็สั่งจานเล็ก มามากคนก็สั่งจานใหญ่ โปรดปรานเนื้อส่วนไหนก็สั่งได้เลยร้านเขายินดีจัดให้ตามต้องการ หรือจะเลือกสั่งเป็นข้าวมันไก่ ที่มีข้าวโปะด้วยไก่เสร็จมาในจานเดียวเหมือนตามร้านทั่วไปก็ได้เหมือนกัน

ถ้าใครตาดีอาจจะแอบเห็นว่าตู้แขวนไก่ในรูปดูว่างเปล่า เรื่องของเรื่องคือมาช้า ขายหมดอดกินจ้ะ

 


 

อีกร้านที่อยากแนะนำคือ ร้านสุธาทิพย์ ร้านจีนไหหลำระดับเชลล์ชวนชิม แต่ก็มีเสิร์ฟอาหารทั้ง ไทย จีน ฝรั่ง รวมทั้งอาหารจานเดียวง่าย ๆ อย่างข้าวมันไก่

ทางไปร้านให้ออกประตูวัดด้านถนนจักรพรรดิพงษ์เหมือนกัน พอเลี้ยวซ้ายออกจากวัดข้ามสะพานข้ามคลอง (สะพานนริศดำรัส) ร้านจะอยู่ตรงเชิงสะพานพอดี ถ้าใครขับรถมาควรจอดทิ้งไว้ที่วัดก่อน เพราะที่จอดรถแถวนี้หายากมากแม้จะเป็นวันอาทิตย์ก็เถอะ

 

 



 
Follow us on Twitter
เรามี 80 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.