| 
Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง เดินเลาะลัดชมบางกอก 1

เดินเลาะลัดชมบางกอก 1

 

 

ตกบ่ายคงชักร้อนแดด หลบเข้าไปเที่ยว "มิวเซียมสยาม" กันต่อดีกว่า

(ถ้าแวะหม่ำกันตามที่แนะนำไว้ แต่ละร้านก็อยู่หลังมิวเซียมสยามนี่ล่ะ)

 

 


 

 

ที่นี่เปิดทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ค่าเข้าชมคนละ 100 บาท

แต่ก็มีบางวันเปิดให้เข้าชมได้ฟรี ใครชอบของฟรีต้องเล็งวันหยุดนักขัตฤกษ์ ที่ไม่ตรงกับวันจันทร์ หรืออีกทีคือหลัง 4 โมงเย็นไปแล้ว

แต่จะว่าไป พิพิธภัณฑ์ดี ๆ อย่างนี้ ถึงต้องเสียเงินเข้าไปดูก็ต้องบอกว่าคุ้มค่ามาก หรือถ้าอยากประหยัดก็แค่ชวนเพื่อนฝูงมาให้ถึง 5 คน เขาลดค่าชมให้ครึ่งราคาซะด้วย

 

 


 

 

ตัวอาคารของมิวเซียมสยาม ที่เห็นสวย ๆ อย่างนี้ สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยฝีมือสถาปนิกชาวอิตาเลี่ยน สำหรับจะใช้เป็นที่ทำการกระทรวงพาณิชย์ (มองขึ้นไปข้างบนจะยังเห็นป้ายชื่อกระทรวงติดอยู่)

ส่วนที่ดินตรงนี้มีเกร็ดว่า เคยใช้เป็นที่ตั้งของวังในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงสามวังด้วยกัน

 

 


 

 

ธีมเรื่องราวที่นำเสนออยู่ที่นี่ เหมาะกับเราที่เพิ่งข้ามไปดูชุมชนต่างภาษาต่างศาสนาที่อยู่ร่วมกันมายาวนานอย่างยิ่ง

เพราะนิทรรศการเขาจะชวนให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า "เราคือใคร" และที่เด็ดกว่านั้นคือ "ความเป็นไทยหมายถึงอะไร"

 

 


 

 

ห้องแรกที่ทุกคนที่เข้ามาต้องมานั่งชมกันก่อนเลย ก็จะเป็นการฉายหนังสั้น ๆ ให้เราได้ฉุกคิดกันว่า แท้จริงแล้ว "ความเป็นไทย" คืออะไรกันแน่

 

 


 

 

ก่อนที่นิทรรศการถัด ๆ ไปจะค่อย ๆ คลี่คลายให้เราเห็นว่า แท้จริงแล้วบ้านเราก็คือเกาเหลารวมมิตรชามใหญ่ ที่ผสมปนเปกันไปหมด ทั้งภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ ไม่เพียงแค่ช่วงกรุงรัตนโกสินทร์หรืออยุธยา แต่ย้อนหลังกลับไปถึงกว่า 2,000 ปีก่อน

ส่วนคำว่า "ประเทศไทย" เพิ่งจะเริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ.2482 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายก หรือเพียงราว 70 กว่าปีมานี่เอง

 

 


 

 

สมัยก่อนโน้น แผ่นดินในแถบนี้ถูกเรียกขานว่า "สุวรรณภูมิ"

 

 


 

 

ที่สำคัญเมื่อพันกว่าปีก่อนหน้านี้ กรุงเทพยังเป็นทะเล และ ทะเลโคลนอยู่เลย ก่อนที่ตะกอนที่ถูกแม่น้ำพัดพามาจะค่อย ๆ ทับถมเกิดเป็นแผ่นดินขึ้นมา

 

 


 

 

แล้วใครกันที่สร้างกรุงเทพฯ

ก็คือคนจากกรุงเก่า บวกด้วยคนท้องถิ่นเดิม ที่มีทั้ง ลาว ญวน จีน แขก ฝรั่ง มอญ นี่เอง

 

 


 

 

แล้วคนจากกรุงเก่าที่ว่า เป็นคนอะไรกันบ้าง

คนกรุงเก่าเองก็ประกอบด้วยคนหลากหลายทางเชื้อชาติอีกอยู่ดีนั่นล่ะ

 

 


 

 

นอกจากจะได้ซึ้งใจกับความหลากหลายของผู้คนในบ้านเราแล้ว

 

 


 

 

เรายังจะได้มาเรียนรู้วิวัฒนาการของการก่อร่างสร้างเมือง

 

 


 

 

ผ่านความรุ่งเรืองและล่มสลายของบ้านเมืองในยุคสมัยต่าง ๆ ที่ผ่านมา

 

 


 

 

เพื่อจะได้ย้อนมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า

แท้จริงแล้วเราเป็นใคร และ จากโทรศัพท์แบบหมุนจนมาถึงยุค 3G เราจะตะบึงไปทางไหนกันต่อ

 

 


 

 

หรือแม้แต่ได้เรียนรู้ถึงที่มาที่ไปของความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่

 

 


 

 

เพื่อที่จะได้มีท่าทีที่เหมาะสมและรู้เท่าทันกับความเป็นไปของบ้านเมืองและโลกที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่

 

 


 

 

ได้ความรู้เต็มสมองแล้ว จะหาอาหารเติมให้เต็มท้องบ้าง เยื้อง ๆ ไปด้านหลังของตัวอาคารหลัก จะมีร้านอาหาร Muse Kitchen by Black Canyon เปิดรอให้บริการอยู่

 

 


 

 

เที่ยวถึงตอนนี้คงตกบ่ายแก่ ๆ ได้เวลาแดดร่มลมตก จะชวนไปหาที่นั่งเล่นรับลมริมแม่น้ำเย็นสบายกันที่สวนสันติชัยปราการกันต่อ

 

 


 

 

เดินออกมาด้านหลังมิวเซียมสยาม ตรงแถว ๆ หน้าร้าน Coconut Palm ที่แนะนำไว้ก่อนหน้า ตรงนั้นจะมีป้ายรถเมล์อยู่

ใช้สาย 53 มาได้เลย ตอนลงสังเกตว่าพอรถวิ่งลอดใต้สะพานพระปิ่นเกล้า เลยไปสักหน่อยก็ถึงแล้ว

 


 

 

หรือจะเดินกลับไปลงเรือด่วนที่ท่าเตียนก็ได้ ลงเรือที่แล่นไปทางขวามือ แล้วมาขึ้นที่ท่าพระอาทิตย์

สังเกตว่าพอเรือออกจากท่าใต้สะพานปิ่นเกล้าทางฝั่นธนแล้ว ก็จะแล่นตัดข้ามฟากมาที่ท่าพระอาทิตย์เป็นท่าต่อไป

 


 

 

ขึ้นจากท่าแล้วก็ใช้ทางเดินเลียบแม่น้ำมาทางซ้าย

 

 


 

 

วิวสะพานพระรามแปด

 

 


 

 

ที่นี่มีลานหญ้ากว้างให้พักผ่อน ในบรรยากาศสหประชาชาติอีกเหมือนกัน เพราะจะมีฝรั่งจากย่านข้าวสารมาใช้บริการกันอยู่ด้วย

 


 

 

แล้วก็มีต้นลำพูที่เหลืออยู่ต้นสุดท้ายในย่านบางลำพู ที่ครั้งหนึ่งคงเต็มไปด้วยต้นลำพูและหิ่งห้อยวิววับ

 


 

 

ส่วนปากคลองที่อยู่ข้างกับตัวสวน ก็คือคลองถูกขุดขึ้นเมื่อแรกสร้างกรุง สำหรับจะใช้เป็นคูเมืองป้องกันพระนคร

 

 


 

 

ถ้าจะหาเครื่องดื่มเย็น ๆ จากร้านเซเว่น ต้องบอกว่าเสียใจด้วย

 

 


 

 

ใกล้ ๆ กับสวนสันติชัยปราการ มีแต่ร้านโชวห่วยแบบนี้

ไหน ๆ แล้วก็ถือโอกาสย้อนรำลึกความหลังกันไปเลย

 

 


 

 

มาถึงที่นี่แล้ว ที่ไม่ควรพลาดก็คือ ร้านโรตีมะตะบะ ยอดฮิตเจ้านี้

 

 


 

 

ขายดีแบบว่าทอดโรตีกันทั้งวันไม่ต้องหยุด

 

 


 

 

ตัวร้านจะค่อนข้างเล็กแล้วก็แคบ ชั้นบนจะเป็นห้องแอร์มีโต๊ะอีกสัก 7-8 โต๊ะ เด็กในร้านจะมีจอวงจรปิดดูได้ว่าโต๊ะว่างไหม ถ้าเขาบอกว่าว่างก็ขึ้นไปได้เลย

หรือจะสั่งใส่กล่องไปนั่งกินสบาย ๆ ที่สวนสันติชัยปราการก็เข้าท่า

 

 


 

 

จะหาร้านชิลล์ ๆ นั่ง ย่านนี้ก็มีกันหลายร้าน

 

 


 

 

ได้เวลาพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว ต้องไปที่วัดโพธิ์กันต่อ

ช่วงนี้ไปจนถึงสิ้นปี 52 ที่วัดโพธิ์เขามีกิจกรรมที่เรียกว่า 9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ ในช่วงหัวค่ำ

เรื่องของเรื่องคือ ที่วัดโพธิ์มีของดีน่ามาดูน่ามาชมเยอะไปหมด แล้วก็จะยิ่งสนุกมากขึ้นถ้ามีไกค์พาเดินไปให้คำอธิบายไป ก็เลยอยากชวนให้มาชมกันช่วงค่ำอย่างนี้ ทริปนี้ก็เลยอาจจะต้องย้อนไปย้อนมากันสักหน่อย

 

 


 

 

ตกค่ำตามโบราณสถานริมแม่น้ำจะเริ่มเปิดไฟ เพราะงั้นจากที่สวนสันติชัยปราการ แนะนำให้นั่งเรือชมอาคารสองฝั่งน้ำยามค่ำที่เปิดไฟประดับให้ได้ชมกันสวย ๆ แถมราคายังประหยัดกว่าเรือดินเนอร์ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

 

 


 

 

ขึ้นที่ท่าเตียนแล้ว เดินตรงอย่างเดียวมาเลย

ประตูทางเข้าวัดจะเปิดรออยู่ด้านถนนท้ายวัง (ถนนที่คั่นพระบรมมหาราชวังกับวัดโพธิ์)

 

 


 

 

เข้ามาแล้วก็ซื้อบัตรเข้าชมกันก่อน คนไทย 50 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท

รอบบรรยายไทยจะมีตอน 18.30 19.30 20.30 ส่วนรอบบรรยายเป็นภาษาอังกฤษจะมีตอน 19.00 กับ 20.00 น.

ใช้เวลานำชมกันในราวชั่วโมงครึ่ง ถ้าชมแค่ผ่าน ๆ อาจจะเร็วกว่านี้ แต่ถ้าอยากได้รายละเอียดเจาะลึกไกค์แสนดีของที่นี่ก็พร้อมจะจัดให้แบบไม่กลัวดึก

 

 


 

 

ไปถึงก่อนเวลามีห้องแอร์เย็น ๆ ให้นั่งรอ กับฉายวิดีทัศน์แนะนำวัดโพธิ์ให้ชมอุ่นเครื่องก่อนไกค์จะพาออกเดิน

 

 


 

 

ฝรั่งมาวัดโพธิ์ก็จะถามหาพระนอน ที่งามนักงามหนาของพระนอนที่วัดโพธิ์ก็คื อลวดลายของมงคล 108 ประการที่ทำเป็นลวดลายประดับมุกที่บาทพระนี่เอง

มงคลทั้ง 108 ที่ว่าจะมีอะไรกันบ้าง ต้องมาฟังไกค์เล่าไปชี้ไปกันเอาเอง

 

 


 

 

แล้วจะได้รู้ด้วยภาพจิตรกรรมที่ปกติมักจะเขียนเล่าเรื่องพุทธประวัติ แต่ของที่นี่ไม่เหมือนใครแต่จะเป็นเรื่องอะไร ต้องมาฟังกันเองอีกเหมือนกัน

 

 


 

 

ยักษ์วัดโพธิ์ ตัวแค่เนี้ยะเองเหรอ??

 

 


 

 

ซุ้มประตูที่ประดับด้วยหม้อน้ำมนต์ เป็นความเชื่อว่าลอดแล้วจะเกิดความเป็นสิริมงคล

 

 


 

 

พระประธานในพระอุโบสถที่นี่ งดงามราวกับเทวดาเป็นผู้สร้างเลยได้ชื่อว่า "พระพุทธเทวปฏิมากร"

 

 


 

 

เพิ่งรู้ด้วยว่าปลิงดูดเลือดรักษาโรคที่เพิ่งมาฮิตกันเหรอ ที่วัดโพธิ์เขามีจารึกสอนวิธีรักษาแบบนี้กันไว้นานแล้ว

และจารึกที่วัดโพธิ์นี่ล่ะ ได้รับยกย่องจากยูเนสโกว่าเป็น เอกสารมรดกความทรงจำของโลก

 

 


 

 

หุ่นฤาษีดัดตน

 

 


 

 

ที่พิเศษอีกอย่างของคนมาชม 9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ ก็คือวัดจะเปิดอุโบสถหลังเก่าให้เข้าไปชมกันด้วย

 

 


 

 

ข้างในจะมีธรรมาสน์โบราณที่สวยงาม กับ พระพุทธศรีศาสดา

 

 


 

 

เอาบรรยากาศมาโชว์เป็นออเดิฟไว้ยั่วให้มาเดินเที่ยวกันเองเท่านี้ก่อน

ส่วนขากลับถ้าไม่เกิน 3 ทุ่ม ตรงประตูวัดจะมีท่ารถเมล์สาย 44 ที่อาศัยมาลงแถว ๆ สนามหลวงหารถต่อกลับบ้านกันได้ไม่ยาก

 

 


 

 

เที่ยวครบจบวันแล้วแต่คงได้แค่เสี้ยวของที่เที่ยวในย่านเกาะรัตนโกสินทร์ ไว้จะค่อยหาที่เที่ยวแห่งอื่นมาฝากกันต่อไป

ยังไงก็อย่าลืมหาโอกาสทิ้งรถไว้บ้าน แล้วออกมาตะลอนเที่ยวกัน ตามแนว Car Free Sunday แบบนี้บ้าง คุณอาจได้พบว่า "บางกอก" ยังมีเสน่ห์ที่คุณยังไม่เคยได้สัมผัสและดื่มด่ำอยู่อีกมาก

 

 


 

ลิงก์ที่น่าสนใจ

สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ

วัดโพธิ์

 

 



ชอบบทความนี้ ชวนเพื่อนมาอ่านด้วย ผ่าน
จำนวนผู้เข้าชม: 3227

Trackback(0)

TrackBack URI for this entry

ความเห็น (5)

เกาะติดความเคลื่อนไหวการแสดงความเห็นของหัวข้อนี้

เปิด/ปิด ความเห็นของสมาชิก
ขอบคุณค่ะ
0
อ่านแล้วอยากเดินตุหรัดตุเหร่ตามไปด้วย อิ่มตาอิ่มใจ ถ้าตามลายแทงนี้ไปคงได้อิ่มท้องด้วย smilies/smiley.gif
Faye , 16 October 2009 17:37
...
Darkamuro
ขอบคุณมากๆเลยครับ ไว้จะไปแบกกล้องตามรอยทริปนี้ อิอิ smilies/grin.gif
Darkamuro , 19 October 2009 10:42
...
iRebeccA
ตกลงว่า ท่าเตียน
ไม่ได้เกิดจากไฟไหม้ในสมัย ร.4 หรอกหรอครับ?

ท่าเตียน

พื้นที่ บริเวณนี้เดิมเป็นที่ประทับของเชื้อพระ วงศ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระ พุทธยอด ฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในรัชกาลที่ ๔ เกิดไฟ ไหม้ครั้งใหญ่ ไหม้ตั้งแต่วังท่า เตียนตลอดทั้งบ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างบริเวณนั้นจนเลี่ยนเตียนโล่ง ชาวบ้าน จึงเรียกที่บริเวณนี้ว่า "ท่าเตียน" สถานที่สำคัญในบริเวณนี้

[ที่มาของชื่อ "ท่าเตียน" จะมีเล่ากันหลายอย่างครับ ทั้งที่ว่าเพราะเกิดไฟไหม้จนย่านนี้เตียนโล่ง ทั้งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวญวนจากเมืองฮาเตียน ทั้งยักษ์วัดแ้จ้งกับวัดโพธิ์ตีกัน สำนวนที่เล่าว่าเป็นชื่อที่เกิดครั้งไฟไหม้ใหญ่ เล่าไว้ในทริป "วัดประจำรัชกาล" ส่วนทริปนี้จะออกแนวเยี่ยมชมถิ่นฐานคนหลากเชื้อชาติในบางกอก ก็เลยยกสำนวนนี้มาเล่ากันไว้ครับ - ThaiWeekender]
iRebeccA , 26 October 2009 16:44
ทดสอบมาแล้ว
0
ทดสอบใช้เส้นทางท่าเรือ สาธรมาแล้วครับว่าเราสามารถซื้อตั๋วบนเรือได้เลยนะครับอย่างที่คุณ weekender แจ้งไว้ และถ้าจะไปวัดพระแก้วจากวัดโพธิ์แล้วถ้าไม่อยากขึ้น รถเมล์ก็นั่งแท็กซี่จะดีกว่าครับเพราะว่ารถตุ๊ก ๆ คิด 50 บาทอ่ะแพงมากเลย แค่จากวัดโพธิ์ไปหน้าวัดพระแก้วก็แค่ 37 บาทเองอ่ะ ตุ๊ก ๆ คิดแพงมากเลยหรือถ้าเป็นคนชอบเดินก็สบายครับอันนี้แนะนำสำหรับคนที่เดินไม่ไหวนะครับ
milan , 29 October 2009 23:26
...
0
แนะนำได้ดีมากเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
กิ๊ก , 30 October 2009 13:09

เขียนแสดงความเห็น

smaller | bigger
security image
กรุณาป้อนตัวอักษรที่เห็น

busy

 
Follow us on Twitter
เรามี 64 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.