Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง เดินเลาะลัดชมบางกอก 1

เดินเลาะลัดชมบางกอก 1

 

 

ย้อนกลับไปตรงทางเดินริมแม่น้ำ เลี้ยวซ้ายไปเที่ยวกันต่อ

 

 


 

 

เดินมาหน่อยก็เจอป้ายนี้ ป้ายบอกว่าเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิม

 

 


 

 

ลองแวะเข้าไปหน่อย

 

 


 

 

พอเข้าไปถึงก็ตะลึงงัน อันซีน อเมซิ่ง

 

 


 

 

แค่ป้าย "กวนอันเก๋ง" อันนี้ก็สวยคลาสสิคน่าได้มาเห็นกันกับตาแล้ว เพราะว่าเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีงานไม้แกะสลักที่สวยมาก

 

 


 

 

ลวดลายไม้ที่ช่องลม สวยพริ้ว

 

 


 

 

ลวดลายที่ผนังเป็นสัตว์มงคลของจีน

 

 


 

 

เคยรู้มาว่าลวดลายในศาลเจ้าอย่างนี้ จะยกเอาเรื่องราวคติคุณธรรมความดีมาประดับเอาไว้สอนใจคน

 

 


 

 

ด้านในเขาไม่อนุญาตให้เข้าไปถ่ายรูป ก็เลยเอามาฝากกันได้แค่นี้

ถ้าได้มาชมเอง ข้างในจะเป็นรูปเจ้าแม่กวนอิม ที่ประวัติด้านหน้าบอกเล่าไว้ว่าเดิมตรงนี้เป็นศาล 2 หลัง คือ ศาลเจ้าโจวซือกง กับศาลเจ้ากวนอู ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี
เข้าใจว่าพอมีการย้ายเมืองหลวงข้ามฟากไป ที่นี่ก็คงถูกทิ้งร้างไป

จนมาสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มีชาวจีนฮกเกี้ยนได้รื้อศาลเจ้าเก่าลง แล้วรวมสร้างขึ้นใหม่ กับเชิญเจ้าแม่กวนอิมมาประดิษฐานไว้แทน

เพราะงั้นมาที่นี่ก็จะได้มานมัสการเจ้าแม่กวนอิม ในบรรยากาศเคร่งขรึมย้อนยุค ที่สำคัญยังให้ความรู้สึกสุขสงบไม่วุ่นวาย น่าประทับใจมาก คงเพราะที่นี่ไม่มีถนนเข้ามาถึงนี่เอง

 

 


 

 

เดินเลยต่อมาอีกไม่กี่ก้าว เราก็จะมาถึงวัดกัลยาณมิตร

ถ้าไปอ่านประวัติก็จะบอกเล่าว่า เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) อุทิศที่ดินที่เป็นบ้านของตัวเอง กับซื้อที่ดินข้างเคียงเพิ่มเติมมาสร้างวัดถวายรัชกาลที่ 3

 

 


 

 

และรัชกาลที่ 3 ก็ได้ทรงช่วยสร้างวัดด้วยการโปรดให้สร้างหลวงพ่อโต และวิหารหลังใหญ่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้

 

 


 

 

ด้วยความมุ่งหมายจะให้มีพระโตอยู่นอกกำแพงเมืองเหมือนที่อยุธยามี เรียกว่าคนยุคต้นรัตนโกสินทร์ก็พยายามสร้างบ้านสร้างเมืองให้เหมือนครั้งที่มีอยุธยาเป็นราชธานี

 

 


 

 

ชาวไทยเชื้อสายจีนจะนับถือพระพุทธรูปองค์นี้มาก เหมือนกับที่นับถือหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิง อยุธยา

และเจ้าพระยานิกรบดินทร์ที่สร้างวัดถวายเอง ก็เป็นคนจีนที่รับราชการถวายงานให้รัชกาลที่ 3 ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นครองราชย์

ชื่อวัดที่รัชกาลที่ 3 ได้พระราชทานไว้ว่า "กัลยาณมิตร" บอกอย่างชัดเจนถึงคุณงามความดีของเจ้าพระยาท่านนี้ที่ได้ทำไว้

มาไหว้พระวัดนี้ เป็นโอกาสดีที่จะได้ย้อนถามตัวเองว่า เราได้ทำตนให้ได้ชื่อว่า "กัลยาณมิตร" ต่อผู้อื่นเฉกเช่นเดียวกับท่านบ้างหรือไม่

 

 


 

 

เสียดายก็แต่สิ่งก่อสร้างโบราณหลายแห่งในวัดดูจะทรุดโทรม บ้างก็ถูกรื้อถอนทำลายไป เรียกว่าใด ๆ ก็ไม่พ้นความอนิจจังไปได้ แต่เห็นแล้วก็อดใจหายอยู่เหมือนกัน

 

 


 

 

ถ้าจะข้ามเรือกลับ ท่าเรือจะอยู่ด้านข้างของตัววัด ไม่ต้องเดินย้อนไปที่โบสถ์ซางตาครู้ส

(ไม่ใช่ท่าที่อยู่ตรงกลางที่เห็นมีเรือด่วนจอดเทียบอยู่ ปกติเรือด่วนจะไม่ได้จอดที่ท่าวัด เข้าใจว่าจะเป็นเรือที่เหมามา)

 

 


 

 

แต่ถ้าแรงยังเหลือจะชวนให้เดินไปเที่ยวที่มัสยิดบางหลวงกันต่อ

ให้เดินทะลุมาด้านหลังวิหารที่ไปไหว้หลวงพ่อโต แล้วก็เลี้ยวไปทางขวา

 

 


 

 

ตรงไปจนสุดจะเจอสถานีสูบน้ำคลองบางกอกใหญ่ ให้เลี้ยวซ้ายเลียบรั้วไป

 

 


 

 

เดินตรงมาเรื่อย จะมีต้องเดินหักมุม (เลี้ยวซ้าย-ขวา) อยู่ ยังไงก็เดินเลียบแนวรั้ววัดที่เห็นทางซ้ายมาเรื่อย

 

 


 

 

เดินลอดใต้สะพานข้ามคลองบางกอกใหญ่ต่อ

 

 


 

 

แล้วจะมาเจอปากทางเข้า

 

 


 

 

เดินตรงตามทางอีกไม่ไกล

 

 


 

 

ถึงแล้ว มัสยิดบางหลวง

 

 


 

 

ที่น่ามาชมกันก็คือ มัสยิดที่นี่ไม่ได้สร้างด้วยรูปทรงโดมโค้งเหมือนอย่างมัสยิดทั่วไป แต่กลับเป็นอาคารทรงไทย ที่มองผาด ๆ แล้วนึกว่าเป็นโบสถ์ หรือ วิหารวัดพุทธเสียด้วยซำ

 

 


 

 

ลวดลายปูนปั้นที่หน้าบันก็สนุกไม่น้อย เพราะเป็นลายดอกพุดตานก้านแย่งใบเทศ

ที่ตัวดอกพุดตานเป็นลวดลายแบบจีน ส่วนตัวใบจะเป็นใบทรวดทรงแบบฝรั่ง เอามาผสมผสานกันเป็นศิลปะแบบไทย ๆ ที่สะท้อนความผสมกลมกลืนกันของผู้คนต่างเชื้อชาติภาษาที่อยู่ร่วมกันในผืนแผ่นดินสยามนี้

 

 


 

 

แล้วถ้าข้ามไปเพียงคนละฝั่งคลองกับที่มัสยิดบางหลวง

 

 


 

 

ยังมี มัสยิดต้นสน อีกแห่ง ที่ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ ที่แต่ก่อนจะเรียกกันว่า คลองบางหลวง

 

 


 

 

เที่ยวโบสถ์คริสต์ ศาลเจ้า วัด มัสยิด ที่ตั้งอยู่ใกล้กันจนเดินเท้าก็เที่ยวได้ครบหมด ก็ได้เวลานั่งเรือข้ามฟากกลับมากัน

 

 


 

 

เดินเที่ยวกันมาตั้งแต่เช้า ไม่เมื่อยก็ต้องหิวกันบ้างแล้ว ไปหาที่เติมพลังใกล้ ๆ กันดีกว่า

ขึ้นจากเรือแล้วก็เดินออกมาตรงถนนใหญ่ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานผ่านหน้าโรงเรียนราชินี

เลยมาหน่อยพอเจอแบงก์ CIMB THAI อย่างที่เห็น

 

 


 

 

ที่หัวมุมปากซอยคนละฝั่งกับแบงก์ มีร้าน Coconut Palm ที่แนะนำไว้ก่อนหน้าว่าเดี๋ยวจะชวนให้แวะมานั่งพักเติมพลังกัน

 

 


 

 

เพราะว่าที่นี่เป็นร้านติดแอร์เย็นสบาย อาหารอร่อย

 

 


 

 

ที่สำคัญราคาไม่ลำบากกระเป๋า อย่างก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยที่เป็นจานเด่นของร้าน สนนราคาชามละ 30 บาทเหมือนร้านข้างทางทั่วไป

 

 


 

 

RIMG0014

นอกจากนี้ยังมีอาหารจานเดียวอีกหลายอย่างให้เลือก ที่เฉลี่ย ๆ แล้วก็ตกราวจานละ 50-70 บาท

มีรีวิวอยู่ใน Blog ของคุณ finyahfinyoulla ลองคลิกไปดูกันได้

 

 


 

 

อิ่มท้องแล้ว แต่ถ้ายังไม่หายเมื่อย ต้องไปต่อร้านกาแฟวิวสวย ๆ กัน

เดินเข้าซอยที่อยู่ข้างแบงก์มาเลย

 

 


 

 

สุดซอยติดริมแม่น้ำ จะมีร้านกาแฟวิวดีมองเห็นปรางค์วัดอรุณให้แวะมานั่งพักกันต่อได้

 

 


 

 

จิบกาแฟไป ชมวิวไปด้วย

 

 


 

 

หรือจะมาหาของหวานล้างปากเป็นไอสครีมเอเต้ ไอสครีมเกรดพรีเมี่ยมของไทยเราเอง ที่เหมาะจะมานั่ง "เอ้เต้" ละเลียดไอติม "เอเต้"

 

 


 

 

มีทั้งมุมในห้องแอร์

 

 


 

 

หรือที่นั่งรับลมแม่น้ำเย็น ๆ ชมวิวปรางค์วัดอรุณ

 

 


 

 

ฝั่งตรงข้ามมองไปยังเห็น พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระเจ้ากรุงธนบุรี ในบริเวณที่เคยเป็นวังของพระองค์ท่าน ที่เดี๋ยวนี้เป็นที่ตั้งของกองทัพเรือ

 

 


 

 

แต่ถ้ากาแฟและไอสครีมไม่อยู่ในรสนิยมของคุณ ตรงปากซอยท่าข้าม แถวหลังมิวเซียมสยาม มีเต้าฮวยอร่อย ๆ กับเฉาก๊วยเย็นชื่นใจให้แวะมาชิม

 

 


 

 

เนื้อเต้าฮวยเจ้านี้นุ่มและหอมน่ากินมาก ๆ ชามนี้ 10 บาท

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.