| เดินเลาะลัดชมบางกอก 1 |
|
หน้า 3 จาก 5
ที่ท่าเตียน พื้นทางเดินเป็นไม้ บรรยากาศดูย้อนยุคดี
แถวนี้เป็นย่านขายของทะเลตากแห้งเก่าแก่ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีร้านเปิดขายกันอยู่
ปลาหมึกตากแห้ง
เดินพ้นท่าเตียนออกมาฝั่งตรงข้ามก็จะเจอวัดโพธิ์ แต่จนถึงสิ้นปี 52 ช่วงเย็นค่ำที่วัดโพธิ์มีทริปพาเดินชมที่เรียกว่า "9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์" เพราะงั้นไปเดินเที่ยวที่อื่นก่อน ตกค่ำค่อยย้อนกลับมาที่นี่กันอีกที
ตอนนี้ใส่เกียร์เท้าแล้วเลี้ยวขวา เดินมุ่งหน้าไปที่ท่าปากคลองตลาด ไปลงเรือข้ามไปเที่ยวย่านชุมชนกุฎีจีนดีกว่า ก่อนที่แสงสวย ๆ ช่วงเช้าจะลาจากไป ระหว่างทางจะมีร้านขายยาสมุนไพรหลายต่อหลายร้าน
แต่ถ้าอยากนั่งพัก จิบอะไรเย็น ๆ หรือหาของกินเติมพลัง เลี้ยวมานิดเดียวมี "ร้านรับอรุณ" ให้แวะนั่งพักได้ ร้านเปิดกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น
หรือจะเป็นร้านแนวประหยัด ที่เดี๋ยวค่อยไปหรูมื้อต่อไป เดินเลยมาอีกหน่อยก็จะมาเจอร้านนี้
ย่านนี้เป็นตึกแถวเก่าแก่ เดินผ่านก็ได้ชมร้านเก๋ ๆ แบบนี้ไปด้วย แถบนี้เป็นชุมชนของคนเชื้อสายเวียตนาม ว่ากันว่า ชื่อท่าเตียน ก็เพี้ยนมาจากเมืองฮาเตียนที่คนเวียตนามที่นี่เคยอาศัยอยู่มาก่อน
ถ้าเดินเลยมาจนถึงแบงก์ CIMB Thai เกือบ ๆ จะถึงหลังมิวเซียมสยามแล้ว ตรงนั้นมีร้านอาหารติดแอร์ราคาไม่แพง แล้วถ้าเดินเข้าซอยไปยังมีร้านกาแฟวิวสวยเพราะอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้แวะไปนั่งพักขาได้ แต่ตอนนี้ไปเที่ยวต่อกันก่อน
เดินผ่านหน้าโรงเรียนราชินีต่อมา
จนมาเจอ สน.พระราชวัง สน.ที่สวยที่สุด เพราะตัวอาคารเคยเป็นส่วนหนึ่งของวังมาก่อน แถว ๆ ย่านนี้สมัยก่อนจะเป็นวังของลูกหลานทางสายวังหลวง
เห็นป้ายชี้บอกทางไปท่าราชินี สงสัยว่าข้ามเรือได้ไปชุมชนกุฎีจีนได้ที่ท่านี้
ลองเลี้ยวไปตามป้ายจนเจอท่า แต่คนที่นั่นบอกว่าเรือข้ามฟากไม่ได้อยู่ที่ท่านี้ ต้องเป็นอีกท่าอยู่คนละฝั่งคลองที่เห็นมีธงนั่น ไม่เป็นไรถือว่ามาเที่ยว "ปากคลอง" ที่ส่วนมากเราจะเคยได้ยินชื่อปากคลองตลาด
เดินย้อนกลับมาอีกรอบ ข้ามสะพานเจริญรัช 31 มาก่อน ที่ตัวสะพานจะเห็นมีพระนามาภิไทยย่อ ว.ป.ร. ของรัชกาลที่ 6
ส่วนที่มีเลข 31 ก็เพราะสะพานนี้สร้างขึ้นมาเนื่องในโอกาสที่รัชกาลที่ 6 ทรงเจริญพระชนมายุ 31 พรรษา
ข้ามสะพานมาแล้วก็เลี้ยวไปทางริมแม่น้ำ
ย่านปากคลองตลาดนี่เป็นตลาดกันมานานมากแล้ว เท่าที่อ่านเจอยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีตลาดนี้แล้ว สมัยก่อนจะเป็นแหล่งขายปลาที่ส่งทางเรือผ่านคลองมาจากแม่น้ำท่าจีน ฟังดูแล้วก็น่าจะมาจากย่านมหาชัยแหล่งขึ้นปลาทะเลสำคัญของสมัยนี้เหมือนกัน
สุดทางจะเจอป้ายบอกว่าเป็นท่าปากคลองตลาด
ค่าเรือคนละ 3.50 บาท จ่ายตรงโต๊ะเล็ก ๆ นี้ทั้งขาไป ขากลับ
รอเรือ
ระหว่างรอเรือ เล่าให้ฟังก่อนว่าจากท่าเตียนมาที่ท่าปากคลองตลาด ต้องเดินมาราว 800 ม. เดินชมบรรยากาศร้านรวงอะไรมาเรื่อยเดี๋ยวก็ถึง แต่ถ้าคิดว่าอยากขึ้นรถเมล์ผ่อนแรงมาสักช่วงก็ใช้สาย 53 ฝั่งริมกำแพงวัดโพธิ์ แล้วมาลงป้ายตรงข้ามกับโรงเรียนราชินีก็ได้
เรือมาเทียบแล้ว ไปลงเรือกัน
ข้ามฟากไปแล้ว เดี๋ยวจะได้เที่ยวทั้ง "โบสถ์ซางตาครู้ส" "ศาลเจ้ากวนอันเก๋ง" "วัดกัลยาณมิตร" หรือจะเลยไปถึงมัสยิดบางหลวงได้อีกด้วย เรียกว่าแค่ระยะที่เดินเท้าไปถึง ก็มีศาสนสถานที่แตกต่างกันถึง 4 แห่ง ที่อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก เรียกว่าเป็นหนึ่งในเรื่องน่าทึ่งน่าประทับใจของสยามบ้านเราอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
ไปแวะที่โบสถ์ซางตาครู้สก่อน
ขึ้นจากเรือแล้วเดินเลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว
เล่าแถมไว้หน่อยว่า เรือข้ามฟากเขาจะไปส่งคนที่ท่าหน้าวัดกัลยาณมิตรที่อยู่ข้าง ๆ กันต่อ แล้วค่อยข้ามกลับไปที่ท่าปากคลองตลาด
โบสถ์ซางตาครู้ส เป็นโบสถ์คริสต์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในบริเวณกรุงเทพ-ธนบุรี ในที่ดินที่พระเจ้ากรุงธนบุรีพระราชทานให้ชาวโปรตุเกสได้ตั้งชุมชนแล้วก็สร้างโบสถ์ ตัวโบสถ์ก็จะสร้างหันหน้าออกมาทางแม่น้ำ ที่เป็นเส้นทางคมนาคมหลักของสมัยนั้น
ส่วนถ้าเป็นโบสถ์แห่งแรกในสยาม ก็เป็นโบสถ์คาทอลิกของชาวโปรตุเกส (อีกเหมือนกัน) ที่พระไชยราชาธิราช กษัตริย์แห่งอยุธยาพระราชทานที่ดินให้สร้างขึ้นริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใต้เกาะเมืองอยุธยาลงมา ถ้าไปเที่ยวที่อยุธยา บริเวณตรงนั้นจะเรียกว่า "หมู่บ้านโปรตุเกส"
ที่นั่นจะเป็นแหล่งขุดค้นที่พบโครงกระดูกของผู้คนที่ถูกนำมาฝังไว้ในบริเวณโบสถ์
น่าเสียดายว่าตัวโบสถ์ถูกเผาทำลายไปสมัยที่เสียกรุงครั้งที่ 2
แต่คนโปรตุเกสที่อยุธยาก็ได้อพยพโยกย้ายหนีภัยสงครามมาตั้งบ้านเรือน และสร้างโบสถ์กันที่นี่แทน ชื่อโบสถ์ว่า ซางตาครู้ส หรือ santa cruz ก็เป็นภาษาโปรตุเกสที่แปลว่า กางเขนศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่สวยเด่นด้วยศิลปะสมัยเรอเนอซองส์ หรือที่เรียกว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ด้วยรูปแบบนีโอคลาสสิค กับทั้งตั้งอยู่ในชุมชนกุฎีจีนที่เป็นชุมชนเก่าแก่ที่เดี๋ยวจะชวนให้ไปเดินเที่ยวไปชิมขนมฝรั่งขึ้นชื่อของที่นี่กันต่อ
ข้างในโบสถ์ก็สวยมาก แล้วยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวแคทอลิกมายาวนาน โบสถ์หลังนี้เป็นหลังที่ 3 แล้ว ถึงกระนั้นก็ยังมีอายุเก่าแก่เกือบ 100 ปี เพราะลงมือสร้างกันในช่วงปี พ.ศ. 2456-2459
ที่ด้านหน้าหลังแท่นบูชาจะมีรูปพระเยซูถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน
ส่วนด้านซ้ายที่เห็นมีรูปพระเยซู แต่ก่อนใช้เป็นธรรมาสน์สำหรับเทศน์ ตัวธรรมาสน์แต่ก่อนจะถูกสร้างไว้ให้สูง กับอยู่ใกล้กับผู้มาโบสถ์ เพราะแต่ก่อนยังไม่มีเครื่องขยายเสียงใช้กัน
ที่ผนังด้านบนจะกรุกระจกสี
เป็นเรื่องราวในพระคัมภีร์
เหนือบานหน้าต่างก็ยังกรุด้วยกระจกสีโค้งครึ่งวงกลมที่เรียกว่า rose window
ถ้าอยากมีโอกาสได้เข้ามาชมข้างในโบสถ์อย่างนี้ โบสถ์จะเปิดทุกวัน วันละ 2 ช่วง ช่วงเช้า 6.00 - 8.00 น. (มีพิธี 6.00 - 6.30 น.) กับช่วงเย็น 17.00 - 20.00 น. (มีพิธี 19.00 - 20.00 น.) ส่วนวันอาทิตย์จะมีพิธีอีกรอบ ตั้งแต่ 8.30 - 10.00 น. แล้วก็อนุญาตให้เข้าไปถ่ายรูปกันได้ แต่ยังไงก็ฝากว่าควรจะเข้าไปอย่างสงบสำรวม ให้เกียรติสถานที่และผู้ที่มาทำพิธีหรือสวดภาวนา
เดี๋ยวไปเดินเที่ยวย่านชุมชนกุฎีจีนที่อยู่ข้าง ๆ กับตัวโบสถ์กันต่อ แล้วจะได้แวะไปชมไปชิมขนมฝรั่งกุฎีจีนกันที่แหล่งผลิตกันด้วยเลย
จากตรงหน้าโบสถ์เลี้ยวไปทางซ้าย จะมีทางเดินเข้าชุมชนกันอยู่ ตรงนั้นเป็นซอยกุฎีจีน 3 ก็เดินตรงเข้าไป
ไปจนเกือบสุดทางจะเจอป้ายซอยกุฎีจีน 7 ข้างใต้มีป้ายสีเขียวบอกทางไป "บ้านขนมฝรั่งกุฎีจีน" ก็เลี้ยวตามป้าย
เจอะแล้ว!! มีป้ายเชลล์ชวนชิมรับประกันความอร่อยไว้ด้วย
มาถึงแหล่งผลิตกันอย่างนี้ ต้องซื้อมาลองชิมกัน ขนมฝรั่งกุฎีจีน เป็น ขนมที่ดัดแปลงมาจากขนมของโปรตุเกส เหมือนอย่างพวกฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ที่ก็มีต้นกำเนิดจากโปรตุเกสเหมือนกัน ขนมฝรั่งกุฎีจีนสมัยนี้จะมีเพิ่มหน้า เพิ่มเครื่องขึ้นมาให้เข้ากับรสนิยมของคนสมัยใหม่ แต่ที่เหมือนกันไม่ว่าขนมอะไรก็คือ ได้กินตอนทำเสร็จใหม่ ๆ เนี่ย อร่อยนัก!!!
ความที่เป็นชุมชนเก่าแก่ เดินไปย่านนั้นอย่าลืมเมียงมองบ้านเรือนเก่าแก่สวยงามกันด้วย
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.