| เดินเลาะลัดชมบางกอก 1 |
|
หน้า 2 จาก 5
ข้ามฟากเข้ามาที่บริเวณวัดแล้ว ก็ชวนไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 2 กันก่อนเลย เพราะที่วัดอรุณนี่เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 ที่ตรงนี้เคยเป็นวัดมาเก่าก่อน ชื่อว่า วัดมะกอกนอก แล้วก็มีปรางค์อยู่ในวัดอยู่แล้ว มาริเริ่มสร้างให้สูงใหญ่ในรัชกาลที่ 2 แต่ก็พอดีมาสิ้นรัชกาลเสียก่อน รัชกาลที่ 3 ท่านก็เลยมาสานงานต่อแล้วก็กลายมาเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของบางกอกไปนับแต่นั่น
ตัวองค์ปรางค์ได้รับอิทธิพลมาจากขอม แต่ของขอมทรวงทรงจะดูอ้วน ๆ ป้อม ๆ คล้ายกับฝักข้าวโพด แต่ไทยเราคงนิยมหุ่นเอวบางร่างน้อย เหมือนอย่างที่เห็นจากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัด ปรางค์ของไทยเราก็เลยสร้างให้ดูสะโอดสะองอย่างนี้
รัชกาลที่ 3 ท่านค้าขายเก่ง แม้แต่พระราชบิดายังเรียกว่าเป็น "เจ้าสัว" แต่ถึงจะทรงร่ำรวย แต่ท่านก็รู้จักการ recycle ด้วยการเอาถ้วยชามที่ขนส่งจากเมืองจีนแล้วเกิดแตกหักมาตกแต่งปรางค์ที่สร้างใหม่เสียเลย
ถ้าไปเห็นวัดวาที่เอาเครื่องกระเบื้องเคลือบอย่างนี้ไปประดับ เดาได้เลยว่าสร้างหรือถูกบูรณะสมัยรัชกาลที่ 3
สงสัยไหมว่าที่อยู่บนหลังช้างนั่น เขาเป็นใครหนอ
เห็นทรงช้างเป็นพาหนะอย่างนี้เป็น "พระอินทร์" แน่นอน ฟันธง!!
ปรางค์เล็กที่อยู่ 4 มุม ก็หมายถีง ทวีปทั้ง 4 ที่อยู่รายล้อมเขาพระสุเมรุ อันนี้เป็นระบบจักรวาลวิทยาของอินเดียโบราณเขา ที่ไทยเราได้รับถ่ายทอดผ่านขอมมาอีกที ส่วนมณฑปที่เห็นอยู่ทางขวา ก็มีอยู่ทั้ง 4 ด้านเหมือนกัน
มณฑปแต่ละด้านจะมีพระพุทธรูปที่แสดงเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนา คือ ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน
เรื่องน่ารู้อีกอย่างของปรางค์วัดอรุณ คือ ปรางค์ไหน ๆ ก็สร้างให้มียอดเป็นแฉก ๆ ที่เรียกว่า "นภศูล" แต่ที่นี่เหนือนภศูลขึ้นไป ยังประดับมงกุฎไว้อีกชั้น สุดท้าย กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ก็ได้รับราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 3 ขณะที่ เจ้าฟ้ามงกุฎก็ทรงอยู่ในเพศบรรพชิตต่อไป ตอนนั้นก็หมดปัญหาไปช่วงหนึ่ง แต่หลังจากรัชกาลที่ 3 ไปแล้วนี่ซิ ก็เป็นปัญหาว่าแล้วจะเป็นทางสายไหนที่จะได้สืบราชสมบัติต่อไป แน่นอนว่าพระญาติแต่ละฝ่ายก็คงมีฮึมฮัมกันบ้าง แต่ด้วยความที่รัชกาลที่ 3 ท่านทรงมีธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่ทรงหวงแหนที่จะรักษาพระราชอำนาจเอาไว้ ท่านก็ได้ส่งซิกสารพัดให้เป็นที่รู้กันว่า เจ้าฟ้ามงกุฏ จะเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ และด้วยธรรมนี้เอง เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแผ่นดิน บ้านเมืองก็เรียบร้อยสงบสุข ไม่เกิดลุกเป็นไฟรบพุ่งแย่งชิงราชสมบัติกัน เล่าแล้วก็นึกถึงยุคสมัยของเรา บ้านเมืองวุ่นวายกัน เห็นจะเป็นเพราะผู้มีอำนาจอ้างแต่กฎหมาย แต่สะกด "จริยธรรม" ไม่เป็นกันนี่เอง
ขึ้นไปเที่ยวบนปรางค์ดีกว่า ใครไม่เคยขึ้นปรางค์วัดอรุณบ้าง ยกมือขึ้น ดูซิอย่าให้แพ้เขา คนต่างบ้านต่างเมืองอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเที่ยวกันเ เราอยู่กันใกล้ๆ แค่นี้ ว่าแล้วก็ปีน ๆ ๆ ๆ
ข้างบนมีทางเดินได้รอบ
เงยขึ้นไปชมใกล้ ๆ
มาชมวิวกัน ฝั่งตรงข้ามที่เห็นเป็นวัดโพธิ์
ในบริเวณวัดอรุณเอง สวยมากเลยว่าไหม
มองไปทางศิริราชบ้าง
วู้ วู้ ขึ้นมาบนนี้กัน.... ถ้าพาเพื่อนต่างชาติมาเที่ยว ตัวบริเวณวัดไม่ต้องเสียค่าเข้าชม แต่ถ้าเข้ามาตรงบริเวณฐานปรางค์ที่มีรั้วล้อมไว้ จะมีค่าเข้าชมคนละ 20 บาทด้วย ส่วนคนไทยฟรี
มองลงไป ชักรู้สึกว่าคิดผิดไหมเนี่ยเรา เดี๋ยวจะลงยังไงกันดี ชันเหลือใจ แต่เทคนิคที่ค้นพบคือ ขั้นบันไดตื้น ๆ แบบนี้ให้วางเท้าขนานกับขั้นบันไดหรือว่าหันข้างลงนี่ล่ะ ง่ายสุดแล้ว
ไปไหว้พระที่วิหารข้างหลังปรางค์กันต่อ สังเกตว่าที่ผนังทำลวดลายไว้สวยหวาน
ลวดลายเข้ากันกับมณฑปสวยที่อยู่ข้าง ๆ
มีบันไดขึ้นไปได้
ข้างบนประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง
ตรงทางเข้าอุโบสถ จะมียักษ์คู่หนึ่งยืนเฝ้า ยักษ์ที่นี่เป็นยักษ์รุ่นพี่ของยักษ์ที่วัดพระแก้ว เพราะมีประวัติเล่าว่าสร้างขึ้นคู่หนึ่งที่นี่ก่อน แล้วถึงจะไปสร้างไว้ที่วัดพระแก้วบ้าง
เดินผ่านเข้าไปด้านในจะเป็นอุโบสถ
ตัวผนังประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ สวยหวาน ที่ประวัติบอกว่ามาทำเพิ่มเติมสมัยรัชกาลที่ 4
ดูกันใกล้ ๆ
มุขด้านหน้ามีบุษบกยอดปรางค์
ประดิษฐาน พระพุทธนฤมิตร เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ 2
ส่วนที่ระเบียงมีพระพุทธรูปอยู่รอบ
เป็นพระปางมารวิชัย
ส่วนมุมทั้งสี่ด้าน มีเจดีย์ทรงจีนที่เจาะซุ้มไว้รอบ
แต่ละซุ้มมีหุ่นจีนอยู่ข้างใน
ค้นข้อมูลมาได้ว่าเป็นรูป โป๊ยเซียน
ลวดลายช่างเขาสลักเสลาไว้สวยงาม ทำเอาหินแข็ง ๆ ดูอ่อนช้อยมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้
ที่รอบอุโบสถมีรูปสิงห์ประดับไว้รอบ
ที่นี่ทำไว้สวยหวานดี ขัดใจก็แต่เต็นท์หน้าตาน่าเกลียดที่กางไว้รอบ ช่างทำลายบรรยากาศแสนงามของที่นี่ไปเสียหมด
ใครพาเพื่อนต่างชาติมาเที่ยว เห็นฉากแบบนี้ต้องสะกิดว่าอย่าเพิ่งรี่เข้าไปถ่ายรูป ที่นี่ไม่ฟรีอย่างที่อื่น เขาติดราคาตัวเล็ก ๆ ไว้ว่า 40 บาทแน่ะ
ถ้าเพื่อนอยากถ่ายรูป ไปเช่าชุดแต่งเสียเลย ได้โพสต์ท่าตามใจชอบอีกด้วย
เที่ยวทั่วแล้ว ก็ลงเรือข้ามฟากกลับมา
เรือออกแล้ว
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.