| 
Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง เดินเลาะลัดชมบางกอก 1

เดินเลาะลัดชมบางกอก 1

 

 

ข้ามฟากเข้ามาที่บริเวณวัดแล้ว ก็ชวนไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 2 กันก่อนเลย เพราะที่วัดอรุณนี่เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2

ที่ตรงนี้เคยเป็นวัดมาเก่าก่อน ชื่อว่า วัดมะกอกนอก แล้วก็มีปรางค์อยู่ในวัดอยู่แล้ว มาริเริ่มสร้างให้สูงใหญ่ในรัชกาลที่ 2 แต่ก็พอดีมาสิ้นรัชกาลเสียก่อน รัชกาลที่ 3 ท่านก็เลยมาสานงานต่อแล้วก็กลายมาเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของบางกอกไปนับแต่นั่น

 

 


 

 

ตัวองค์ปรางค์ได้รับอิทธิพลมาจากขอม แต่ของขอมทรวงทรงจะดูอ้วน ๆ ป้อม ๆ คล้ายกับฝักข้าวโพด แต่ไทยเราคงนิยมหุ่นเอวบางร่างน้อย เหมือนอย่างที่เห็นจากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัด ปรางค์ของไทยเราก็เลยสร้างให้ดูสะโอดสะองอย่างนี้

 

 


 

 

P9130397

รัชกาลที่ 3 ท่านค้าขายเก่ง แม้แต่พระราชบิดายังเรียกว่าเป็น "เจ้าสัว" แต่ถึงจะทรงร่ำรวย แต่ท่านก็รู้จักการ recycle ด้วยการเอาถ้วยชามที่ขนส่งจากเมืองจีนแล้วเกิดแตกหักมาตกแต่งปรางค์ที่สร้างใหม่เสียเลย

 

 


 

 

ถ้าไปเห็นวัดวาที่เอาเครื่องกระเบื้องเคลือบอย่างนี้ไปประดับ เดาได้เลยว่าสร้างหรือถูกบูรณะสมัยรัชกาลที่ 3

 

 


 

 

สงสัยไหมว่าที่อยู่บนหลังช้างนั่น เขาเป็นใครหนอ

 

 


 

 

 

เห็นทรงช้างเป็นพาหนะอย่างนี้เป็น "พระอินทร์" แน่นอน ฟันธง!!

เชื่อกันว่าพระอินทร์นี่ล่ะเป็นใหญ่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ตั้งอยู่บนเขาพระสุเมรุอีกที แล้วเขาพระสุเมรุเขาก็ถือกันว่าอยู่ ณ ศูนย์กลางของจักรวาล

ถอดรหัสได้ความว่า เป็นการสร้างสัญลักษณ์แห่งศูนย์กลางจักรวาลเอาไว้ เพื่อบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรแห่งนี้นั่นเอง

 

 


 

 

ปรางค์เล็กที่อยู่ 4 มุม ก็หมายถีง ทวีปทั้ง 4 ที่อยู่รายล้อมเขาพระสุเมรุ อันนี้เป็นระบบจักรวาลวิทยาของอินเดียโบราณเขา ที่ไทยเราได้รับถ่ายทอดผ่านขอมมาอีกที

ส่วนมณฑปที่เห็นอยู่ทางขวา ก็มีอยู่ทั้ง 4 ด้านเหมือนกัน

 

 


 

 

 

มณฑปแต่ละด้านจะมีพระพุทธรูปที่แสดงเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนา คือ ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน

อย่างในรูปจะเป็นตอนปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์

 

 


 

 

 

เรื่องน่ารู้อีกอย่างของปรางค์วัดอรุณ คือ ปรางค์ไหน ๆ ก็สร้างให้มียอดเป็นแฉก ๆ ที่เรียกว่า "นภศูล" แต่ที่นี่เหนือนภศูลขึ้นไป ยังประดับมงกุฎไว้อีกชั้น

อันนี้รัชกาลที่ 3 ท่านส่งซิกเอาไว้ อยากรู้ไหมว่าซิกอะไร

อยากรู้ต้องอ่านต่อ

เรื่องมันย้อนไปตั้งแต่ตอนที่รัชกาลที่ 2 สวรรคต แล้วไม่ได้ตรัสสั่งว่าจะให้ใครสืบราชสมบัติ ทีนี้ก็เป็นเรื่องว่าผู้ใดควรจะขึ้นสืบราชสมบัติต่อ
ถ้าเอาตามที่ "เหมาะ" ก็คงจะเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์โต ที่มีพระชนมายุ 37 พรรษา ทั้งยังทำราชการต่างพระเนตรพระกรรณอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านทรงประสูติแต่เจ้าจอม ขณะที่อีกพระองค์ก็ "สมควร" เพราะว่าประสูติแต่พระมเหสี มีพระอิสริยยศเป็นถึงเจ้าฟ้า คือ "เจ้าฟ้ามงกุฎ" เรียกว่าตามศักดิ์แล้วต้องเป็นท่านที่ขึ้นครองราชย์ต่อ แต่ขณะนั้นทรงเพิ่งจะมีพระชันษาเพียง 20 แล้วก็ทรงผนวชอยู่

สุดท้าย กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ก็ได้รับราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 3 ขณะที่ เจ้าฟ้ามงกุฎก็ทรงอยู่ในเพศบรรพชิตต่อไป

ตอนนั้นก็หมดปัญหาไปช่วงหนึ่ง แต่หลังจากรัชกาลที่ 3 ไปแล้วนี่ซิ ก็เป็นปัญหาว่าแล้วจะเป็นทางสายไหนที่จะได้สืบราชสมบัติต่อไป แน่นอนว่าพระญาติแต่ละฝ่ายก็คงมีฮึมฮัมกันบ้าง

แต่ด้วยความที่รัชกาลที่ 3 ท่านทรงมีธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่ทรงหวงแหนที่จะรักษาพระราชอำนาจเอาไว้ ท่านก็ได้ส่งซิกสารพัดให้เป็นที่รู้กันว่า เจ้าฟ้ามงกุฏ จะเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์

ทั้งการไม่ทรงตั้งพระมเหสี ทำให้พระราชโอรสของพระองค์มีพระอิสริยยศเพียง พระองค์เจ้า โปรดฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติขึ้นในหลายโอกาส แถมพอตำแหน่งวังหน้า (กรมพระราชวังบวร) ว่างลงก็ไม่ทรงตั้งผู้ใด แต่กลับนิมนต์พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎมาครองวัดที่สร้างใหม่ แล้วให้ชื่อว่า วัดบวรนิเวศ ที่ชื่อของวัดก็สื่ออยู่โต้ง ๆ ว่าหมายถึง วัดแห่งพระมหาอุปราช

รวมทั้งการประดับ "มงกุฎ" เหนือยอดปรางค์ที่แปลกไม่เคยมีมาก่อน ก็เหมือนเป็นการประกาศให้รู้กันทั่วว่า ต่อไป "เจ้าฟ้ามงกุฎ" จะทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้

และด้วยธรรมนี้เอง เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแผ่นดิน บ้านเมืองก็เรียบร้อยสงบสุข ไม่เกิดลุกเป็นไฟรบพุ่งแย่งชิงราชสมบัติกัน

เล่าแล้วก็นึกถึงยุคสมัยของเรา บ้านเมืองวุ่นวายกัน เห็นจะเป็นเพราะผู้มีอำนาจอ้างแต่กฎหมาย แต่สะกด "จริยธรรม" ไม่เป็นกันนี่เอง

 

 


 

 

 

ขึ้นไปเที่ยวบนปรางค์ดีกว่า

ใครไม่เคยขึ้นปรางค์วัดอรุณบ้าง ยกมือขึ้น

ดูซิอย่าให้แพ้เขา คนต่างบ้านต่างเมืองอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเที่ยวกันเ เราอยู่กันใกล้ๆ แค่นี้

ว่าแล้วก็ปีน ๆ ๆ ๆ

 

 


 

 

ข้างบนมีทางเดินได้รอบ

 

 


 

 

เงยขึ้นไปชมใกล้ ๆ

 

 


 

 

 

มาชมวิวกัน ฝั่งตรงข้ามที่เห็นเป็นวัดโพธิ์

 

 


 

 

 

ในบริเวณวัดอรุณเอง สวยมากเลยว่าไหม

 

 


 

 

มองไปทางศิริราชบ้าง

ช่วงแม่น้ำจากตรงหน้าศิริราชมาจนถึงหน้าวัดอรุณนี้ แต่ก่อนเป็นแผ่นดินมาก่อน มาถูกขุดเป็นคลองลัดขึ้นมาสมัยพระไชยราชา ในยุคอยุธยาตอนต้นโน้นเลย เพราะว่าแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงนี้คดโค้งเสียเวลาเดินทางมาก ก็เลยขุดคลองลัดขึ้น ทำไปทำมาแรงน้ำก็กัดเซาะจนขยายกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่

ส่วนแม่น้ำเดิมก็ลดระดับกลายเป็นคลองบางกอกน้อย กับ คลองบางกอกใหญ่ไป

 

 


 

 

วู้ วู้ ขึ้นมาบนนี้กัน....

ถ้าพาเพื่อนต่างชาติมาเที่ยว ตัวบริเวณวัดไม่ต้องเสียค่าเข้าชม แต่ถ้าเข้ามาตรงบริเวณฐานปรางค์ที่มีรั้วล้อมไว้ จะมีค่าเข้าชมคนละ 20 บาทด้วย ส่วนคนไทยฟรี

 

 


 

 

มองลงไป ชักรู้สึกว่าคิดผิดไหมเนี่ยเรา เดี๋ยวจะลงยังไงกันดี ชันเหลือใจ

แต่เทคนิคที่ค้นพบคือ ขั้นบันไดตื้น ๆ แบบนี้ให้วางเท้าขนานกับขั้นบันไดหรือว่าหันข้างลงนี่ล่ะ ง่ายสุดแล้ว

 

 


 

 

ไปไหว้พระที่วิหารข้างหลังปรางค์กันต่อ สังเกตว่าที่ผนังทำลวดลายไว้สวยหวาน

 

 


 

 

ลวดลายเข้ากันกับมณฑปสวยที่อยู่ข้าง ๆ

 

 


 

 

มีบันไดขึ้นไปได้

 

 


 

 

ข้างบนประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง

 

 


 

 

ตรงทางเข้าอุโบสถ จะมียักษ์คู่หนึ่งยืนเฝ้า

ยักษ์ที่นี่เป็นยักษ์รุ่นพี่ของยักษ์ที่วัดพระแก้ว เพราะมีประวัติเล่าว่าสร้างขึ้นคู่หนึ่งที่นี่ก่อน แล้วถึงจะไปสร้างไว้ที่วัดพระแก้วบ้าง

ตนทางขวาสีขาว ๆ เขาชื่อสหัสเดชะ เป็นญาติ ๆ กันกับทศกัณฐ์ที่อยู่ทางซ้ายสีเขียว ๆ

 

 


 

 

เดินผ่านเข้าไปด้านในจะเป็นอุโบสถ

ปกติจะถูกปิดไว้ เราก็เลยได้แต่ไหว้พระอยู่ด้านนอก ไม่งั้นเราจะได้เห็นพระประธานที่ว่ากันว่ารัชกาลที่ 2 ทรงปั้นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง

 

 


 

 

ตัวผนังประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ สวยหวาน ที่ประวัติบอกว่ามาทำเพิ่มเติมสมัยรัชกาลที่ 4

 

 


 

 

ดูกันใกล้ ๆ

 

 


 

 

มุขด้านหน้ามีบุษบกยอดปรางค์

 

 


 

 

ประดิษฐาน พระพุทธนฤมิตร เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ 2

 

 


 

 

ส่วนที่ระเบียงมีพระพุทธรูปอยู่รอบ

 

 


 

 

เป็นพระปางมารวิชัย

 

 


 

 

ส่วนมุมทั้งสี่ด้าน มีเจดีย์ทรงจีนที่เจาะซุ้มไว้รอบ

 

 


 

 

แต่ละซุ้มมีหุ่นจีนอยู่ข้างใน

 

 


 

 

ค้นข้อมูลมาได้ว่าเป็นรูป โป๊ยเซียน

 

 


 

 

ลวดลายช่างเขาสลักเสลาไว้สวยงาม ทำเอาหินแข็ง ๆ ดูอ่อนช้อยมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

 

 


 

 

ที่รอบอุโบสถมีรูปสิงห์ประดับไว้รอบ


แต่เดิมของพวกนี้ถูกใช้เป็นอับเฉาเรือ คอยถ่วงเรือเพราะสินค้านำเข้าจากจีนที่มาสยามมักจะเป็นของเบา ๆ อย่างพวกเครื่องเคลือบหรือแพรพรรณ ผิดกับของที่ส่งไปจากสยามที่จะเป็นผลผลิตทางการเกษตรหรือของป่าที่มีน้ำหนักมาก

แต่ตอนหลังกลับเป็นที่นิยมจนกลายเป็นสินค้าที่"สั่ง"นำเข้า สำหรับเอามาใช้ประดับตกแต่ง

 

 


 

 

ที่นี่ทำไว้สวยหวานดี ขัดใจก็แต่เต็นท์หน้าตาน่าเกลียดที่กางไว้รอบ ช่างทำลายบรรยากาศแสนงามของที่นี่ไปเสียหมด

 

 


 

 

ใครพาเพื่อนต่างชาติมาเที่ยว เห็นฉากแบบนี้ต้องสะกิดว่าอย่าเพิ่งรี่เข้าไปถ่ายรูป ที่นี่ไม่ฟรีอย่างที่อื่น เขาติดราคาตัวเล็ก ๆ ไว้ว่า 40 บาทแน่ะ

 

 


 

 

ถ้าเพื่อนอยากถ่ายรูป ไปเช่าชุดแต่งเสียเลย ได้โพสต์ท่าตามใจชอบอีกด้วย

 

 


 

 

เที่ยวทั่วแล้ว ก็ลงเรือข้ามฟากกลับมา

 

 


 

 

เรือออกแล้ว

 

 

 



 
Follow us on Twitter
เรามี 63 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.