| สองน่องท่องกรุงเก่า |
|
หน้า 4 จาก 5
เที่ยวมาหลายวัด ถึงตอนนี้น่าจะเที่ยงกันแล้ว ไปหาข้าวกินกันดีกว่า ใกล้ ๆ กันกับวัดพระรามจะมีบึงใหญ่ ที่เชื่อว่าแต่เดิมคือ หนองโสน ที่มีประวัติว่าพระเจ้าอู่ทองมาสร้างเมืองใหม่ริมหนองน้ำนี้ เดี๋ยวนี้บึงนี้เรียกว่า บึงพระราม แล้วก็มีร้านอาหารอยู่ริมบึงด้วยที่น่าจะไปนั่งพักกินข้าวกันก่อน ถ้าหันหน้าออกจากวัดก็ขี่รถไปทางซ้ายพอถึงวงเวียนก็เลี้ยวซ้ายมา ทางด้านซ้ายมือเยื้องกับโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จะเห็นลานจอดรถใหญ่ๆ ตรงข้างลานจะมีร้านอาหารเรียงรายอยู่ริมบึงอยู่หลายร้าน ชอบใจร้านไหนก็ลองไปแวะชิมกันได้
บรรยากาศในร้าน
อิ่มท้องพักน่องกันแล้ว ไปเดินย่อยอาหารกันต่อ ช่วงหลังเที่ยงนี่ แดดจะร้อนไม่ค่อยน่าขี่จักรยานเที่ยวเท่าไหร่ แต่ก็มีแหล่งหลบร้อนชั้นดีอยู่แถวนี้หลายแห่งที่น่าแวะไป ที่แรกเลยก็คือ พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา ที่ต้องขึ้นไปชมห้องจัดแสดงเครื่องทองที่พบที่กรุวัดราชบูรณะ แต่ก็อย่ามัวดูแต่เครื่องทองอย่างเดียว ที่นี่ยังมีศิลปวัตถุที่น่าสนใจอีกเยอะเลยทีเดียว แต่เค้าห้ามถ่ายรูปก็เลยไม่มีรูปมาฝากกัน แต่ถ้าอยากจะเห็นตัวอย่างของเครื่องทองที่จัดแสดง คลิ๊กดูได้จากลิงก์ พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา
(พิพิธภัณฑ์ปิด วันจันทร์ อังคาร วันปีใหม่ และ วันสงกรานต์)
ถ้านั่งทานข้าวกันที่ริมบึงพระราม ตอนมาที่พิพิธภัณฑ์ก็ขี่รถย้อนกลับมาที่วงเวียน แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางซ้ายมือจะเห็นบ้านทรงไทยอยู่ ก็ถึงแล้ว แต่ที่นี่ไม่มีที่จอดรถจักรยานคงต้องล็อกเอาไว้กับรั้วไปก่อน
ส่วนถ้าใครอยากตากแอร์ก็ต้องมาที่นี่ต่อ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา อยู่เยื้อง ๆ กันกับพิพิธภัณฑ์นี่เอง ค่าเข้าชม 20 บาท ที่นี่จับเรื่องที่มาจัดแสดงในสามประเด็นหลัก คือ การปกครอง การค้า และชีวิตความเป็นอยู่ และที่น่าดูที่สุดเห็นจะเป็นแบบจำลองพระราชวังโบราณ ที่ทำให้เราได้พอเห็นภาพของตัวพระราชวังก่อนที่จะถูกเผาทำลายจนเหลือแต่ฐานรากเท่านั้น
ด้านหลังศูนย์ฯ จะมีที่จอดจักรยานจัดไว้ให้เรียบร้อย
ตรงสุดถนนโรจนะ เลยจากศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ไปหน่อย ยังมี ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อยู่ในตึกศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) ที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอยุธยากันทุกวัน ตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง ถึง 4 โมงเย็น แล้วก็มีแผนที่สวย ๆ แจกฟรีด้วย
ส่วนบนชั้น 2 ยังมีห้องนิทรรศการติดแอร์เย็นสบาย ให้ไปดูข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอยุธยากัน
หลบร้อนกันพอแดดร่มลมตกกันแล้ว ออกไปเที่ยวต่อกันดีกว่า จากหน้าศูนย์บริการฯ ก็ขี่รถไปทางซ้ายผ่านวงเวียนไปก็จะมาถึงหน้า วัดมงคลบพิตร ที่อยู่ตรงข้ามกันกับวัดพระรามที่มาแวะกันไปแล้ว หาที่จอดรถไว้แถว ๆ หน้าพระวิหารกัน
วัดนี้จะดูไฉไลกว่าวัดอื่น ๆ ที่ดูมาแล้วกัน แต่ที่จริงวัดมงคลบพิตรก็เป็นวัดเก่าแก่เหมือนกัน เพียงแต่ได้รับการบูรณะให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง ส่วนตัวพระวิหารหลังเดิมคาดว่าจะเป็นทรงมณฑป หน้าตาเป็นยังไงดูได้ที่รูปที่อยู่บนหน้าบันของพระวิหาร
หลวงพ่อมงคลบพิตร
ข้าง ๆ กันกับวัดมงคลบพิตรจะเป็น วัดพระศรีสรรเพชญ์ เจดีย์สามองค์เรียงกันนี่ถือได้ว่าเป็นโลโก้ของที่นี่เลยทีเดียว วัดนี้ถือเป็นวัดที่สำคัญมากเพราะเป็นวัดในพระราชวัง อย่างเดียวกันกับวัดพระแก้วที่กรุงเทพ แต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นพระราชวังมาก่อน แต่พอสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ถ้าจำกันได้ คุณพิศาล สวมบทนี้ในหนังสุริโยไท) ได้ถวายให้เป็นที่วัด แล้วไปขยับไปสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ในที่ถัดไป
แบบของเจดีย์ที่นี่ก็แปลกดี เพราะมีเจดีย์ขนาดเล็กอย่างที่เรียกว่า "เจดีย์ยอด" ประดับอยู่ตามมุขทั้งสี่ด้านด้วย
ความที่เป็นวัดในพระราชวัง บรรดาเจดีย์มากมายที่มีอยู่ในวัดก็เชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิของเชื้อพระวงศ์
ส่วนที่วิหารใหญ่ที่อยู่ติดกับองค์เจดีย์ทางด้านทิศตะวันออก เดิมเคยประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์สูงใหญ่หุ้มด้วยทองคำทั้งองค์ที่ชื่อว่า "พระศรีสรรเพชญ" ตอนที่เสียกรุงครั้งที่ 2 พม่ามาเอาไฟสุมลอกเอาทองที่หุ้มองค์พระไป เล่าให้ฟังอย่างนี้แล้วอย่าเพิ่งคิดเคียดแค้นชิงชังอะไรล่ะ เพราะมันก็แค่วิถีแห่งสงครามในยุคนั้นสมัยนั้น ที่ไม่น่าจะเก็บมาเป็นอารมณ์อะไร เพราะทั้งคนพม่าคนไทยในปัจจุบันต่างคนต่างก็เกิดห่างจากยุคนั้นมาหลายร้อยปีแล้ว จะว่าไปแล้วกองทัพสยามเองก็ใช่ย่อย เคยบุกไปถล่มอาณาจักรขอมเสียจนนครวัดกลายเป็นเมืองร้าง หรือที่เวียงจันทร์ก็เคยถูกเผาเสียเรียบด้วยฝีมือทัพสยามอีกเหมือนกัน
ถ้าเดินมาทางขวามือ แล้วเข้าไปมุมด้านในสุด จะมีวิหารอีกหลังที่น่าชมอยู่ ที่ว่าน่าชมก็คือลวดลายบนผนัง ที่บ้างก็ว่าเป็นลายอย่างอินเดีย บางแนวก็ว่าเป็นลายแบบเปอร์เซีย แต่ถึงจะเป็นลายจากไหนก็สะท้อนให้เห็นความเป็นเมืองท่าสำคัญของอยุธยาในยุคนั้น จนมีผู้คนหลายชาติหลายภาษาเข้ามาติดต่อค้าขายและซึบซับวัฒนธรรมของกันและกัน และความเป็นเมืองท่าสำคัญนี่เองที่ทำให้อยุธยามีความรุ่งเรืองและมั่งคั่ง จนมีชาวตะวันตกที่เข้ามาค้าขายที่อยุธยาได้เคยบันทึกว่า ไม่เคยเห็นพระเจ้าแผ่นดินในประเทศแถบนี้จะมีความเป็นอยู่ที่หรูหราและมั่งคั่งไปกว่าพระเจ้าแผ่นดินแห่งอาณาจักรอยุธยานี่เลย และในยุคปัจจุบันที่อยุธยาได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งก็ด้วยฐานะแห่งความเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในอดีตนี่เอง
หน้าต่างบางแห่งก็จะเป็นทรงโค้ง ที่ก็ว่าน่าจะเป็นอิทธิพลของยุโรปหรือไม่ก็ทางเปอร์เซีย วิธีสร้างก็ใช้ก่อด้วยอิฐที่หันสันเข้าตามโค้ง เพื่อให้สามารถรองรับน้ำหนักจากผนังด้านบนได้
ถ้าได้เดินออกไปตรงนั้นก็คือส่วนของพระราชวังโบราณ
แต่ที่ยังเห็นเป็นองค์พระที่นั่งไม้อยู่นี้ ชื่อว่า "พระที่นั่งตรีมุข" ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 สำหรับใช้ประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกและบวงสรวงบุรพมหากษัตริย์ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองราชย์นานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.