| สองน่องท่องกรุงเก่า |
|
หน้า 2 จาก 5
เสร็จเรื่องจักรยานกันแล้ว ก็ขี่มาเริ่มทริปกันที่ วัดมหาธาตุ กันเป็นที่แรกเลย ส่วนทางที่จะขี่มาถึงที่วัดนี่ ถ้ายังไม่คุ้นทางก็ต้องอาศัยแผนที่กันหน่อย ซึ่งตามปกติร้านให้เช่าจักรยานเค้าจะมีแผนที่ถ่ายเอกสารแจกให้ฟรีอยู่แล้ว แล้วเจ้าของร้านเช่าจักรยานที่เจอก็ล้วนแต่อัธยาศัยน่ารักกันทั้งนั้น อ้อ ร้านเช่าจักรยานฝากเตือนมาว่าไม่ควรเอากระเป๋าใส่ของมีค่าวางไว้ที่ตระแกรงหน้ารถ
ข้อดีของการขี่จักรยานมาเที่ยวก็คือ จะมีที่จอดรถวีไอพีจัดไว้ให้ตรงหน้าทางเข้าเลย แต่ถึงจะวีไอ พียังไง ก่อนเข้าชมก็ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 10 บาท (ชาวต่างประเทศ 30 บาท)
เข้าประตูมาปุ๊บก็จะเจอกับพระวิหารหลังใหญ่ แต่หลังคาที่เป็นเครื่องไม้พังไปหมดแล้ว เหลือแต่ผนังบางส่วนที่มีการเจาะเป็นช่องลูกกรง อย่างที่เรียกกว่า ลูกกรงมะหวด ที่เป็นอย่างนี้เพราะเทคโนโลยีการสร้างสมัยก่อนยังไม่สามารถทำให้เปิดเป็นช่องหน้าต่างกว้างได้ จากน้ำหนักของเครื่องบนที่กดทับลงมา
ทางด้านซ้าย จะมีเศียรพระพุทธรูปที่ถูกล้อมไปด้วยต้นไม้ มุมนี้ถือเป็นมุมมหาชนแล้วก็เป็นโลโก้ของวัดมหาธาตุไปแล้ว
ใกล้ ๆ กันจะมีเจดีย์ที่น่าสนใจเพราะมีแบบนี้อยู่แห่งเดียวในอยุธยาเลย เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมซ้อนกันสี่ชั้น แต่ละชั้นมีลวดลายปูนปั้นเป็นรูปเทวดาชั้นต่าง ๆ
วัดนี้ถือว่าเป็นวัดสำคัญประจำพระนคร เพราะถือกันว่าในพระนครจะต้องมีพระมหาธาตุประดิษฐานไว้ แล้วก็จะเป็นที่อยู่ของพระราชาคณะ ฝ่ายคามวาสี หรือ ที่เรียกว่าเป็นพระบ้านที่กิจของท่านจะเน้นในเรื่องการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ศูนย์กลางของวัดคือ พระปรางค์ ที่น่าเสียดายว่าได้พังลงมาตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 6 แล้ว
แต่ยังเหลือลวดลายปูนปั้นไว้ให้ชมกันอยู่บ้าง
ความที่เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ก็เลยจะมีการซ่อมแซมบูรณะและก่อสร้างเพิ่มเติมมาเป็นระยะ เจดีย์ที่เราได้เห็นก็เลยจะมีหลากหลายรูปทรง น่ามาเดินดูกัน อย่างทางขวานี่จะเป็น เจดีย์ทรงปรางค์ ที่ไทยเราเอาแบบอย่างมาจากขอม ที่ก็สร้างปรางค์แบบนี้แต่เรียกว่า ปราสาท สำหรับจะใช้เป็นที่ประทับของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู แต่ไทยเราใช้สำหรับประดิษฐานพระบรมธาตุหรือพระพุทธรูปจึงเรียกเป็น ปรางค์ แทน
ส่วนทางซ้ายก็จะเป็น เจดีย์ทรงระฆัง ที่เอาแบบมาจากที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในสมัยก่อน ที่จะทำเป็นพูนดินสูงขึ้นมา แล้วปักฉัตรที่เป็นเครื่องหมายบอกยศไว้เหนือหลุมศพ ตัวองค์ระฆังก็คือพูนดิน ส่วนปล้องไฉนที่เป็นยอดขึ้นไปทำเป็นปล้อง ๆ ก็แทนฉัตร
ส่วนองค์นี้เป็น เจดีย์ทรงปราสาทยอด ด้านล่างจะเห็นเป็นห้องสี่เหลี่ยม ที่เรียกว่า "เรือนธาตุ" ส่วนด้านบนก็จะวางเจดีย์ทรงระฆังทับไว้อีกที
ไปต่อกันที่ วัดราชบูรณะ วัดอยู่เพียงคนละฟากถนนกับวัดมหาธาตุ สังเกตุว่าจะมีองค์ปรางค์ขนาดใหญ่เห็นได้ตั้งแต่อยู่ที่วัดมหาธาตุแล้ว หน้าวัดมีที่จอดรถวีไอพี (จักรยาน) เช่นเดิม แล้วก็เสียค่าเข้าชมคนละ 10 บาทอีกเหมือนกัน
ลวดลายปูนปั้นหน้าประตูทางเข้าพระวิหาร ที่บางส่วนผ่านการซ่อมแซมมาบ้าง
วิหารใหญ่ทางด้านหน้าวัด เหมือนกับที่อื่น ๆ ที่ส่วนของหลังคาที่เป็นเครื่องไม้จะพังไปหมดแล้ว
ก่อนจะไปชมตัวองค์ปรางค์ประธาน ลองเลี้ยวมาทางซ้ายมาชมเจดีย์องค์นี้กันก่อนเป็น เจดีย์ทรงปราสาทยอด อีกองค์เหมือนกับที่วัดมหาธาตุตะกี้
แต่ลวดลายปูนปั้นยังเหลือให้ชมกันเต็มอิ่มพอตัวทีเดียว
ลองออกข้อสอบหน่อย เจดีย์ทรงนี้เรียกว่า?
มาต่อกันที่องค์ปรางค์ประธาน ปรางค์ที่นี่จะแปลกกว่าที่อื่น ตรงที่มีมุขด้านหนึ่งยื่นออกมา ตรงด้านบนมุขที่ยื่นออกมายังมีเจดีย์ประดับอีกซะด้วย ตรงมุขนี้เราสามารถเข้าไปชมด้านในปรางค์ได้
ตัวตัวปรางค์มีครุฑประดับอยู่ด้วย เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงโลกสวรรค์
คุ้น ๆ กันไหม รูปครุฑที่ประดับอยู่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ผ่านไปไม่กี่ร้อยปีหุ่นสะโอดสะองหล่อขึ้นเป็นกองเชียว
ขึ้นไปชมบนปรางค์กันต่อ
ขึ้นมาภายในตัวปรางค์แล้ว สามารถลงไปชม กรุ อย่างที่คงเคยได้ยินชื่อ กรุวัดราชบูรณะกันมาแล้วได้ ตอนลงไปนี่ต้องลงไปให้สุดเลยน่ะ เพราะมองไปทีแรกจะคล้ายกับเป็นทางตัน
ล่างสุดจะเป็นห้องขนาดเล็ก พอยืนกันได้สัก 2 คน ภายในมีภาพจิตรกรรมในคูหาทั้ง 4 ด้าน ตรงนี้แหละที่เคยเก็บเครื่องทอง ที่แต่เดิมไม่ได้มีบันไดลงมาอย่างนี้ ตอนที่สร้างนี่เค้าปิดตายไปเลย
เงยไปข้างบนจะเห็นร่องรอยช่องที่เคยถูกพวกขโมยเจาะลงมาเอาเครื่องทองไป ดีที่ยังตามกลับมาได้บ้าง ที่เดี๋ยวนี้นำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาที่อยุธยานี่เอง เดี๋ยวจะพาไปดูกันด้วย
ระหว่างนี้ดูรูปที่แสดงไว้ในปรางค์นี้ไปก่อน
ส่วนห้องที่อยู่ระหว่างทางลงไปที่กรุ ก็น่าไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยังพอเหลือร่องรอยอยู่ จะมืดหน่อยแต่ถ้าสังเกตดี ๆ ลวดลายหลายส่วนจะเป็นลายอย่างจีน จนไปถึงมีตัวหนังสือภาษาจีนเขียนกำกับไว้ด้วย แสดงถึงความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับจีนในช่วงอยุธยาตอนต้น
อยู่ข้างล่างนานชักอึดอัดอากาศไม่ค่อยมี ขึ้นมานั่งรับลมข้างบนดีกว่า อันนี้มองไปด้านพระวิหารที่เราเข้ามาทีแรก
ถ้าลองเลี้ยวมาอีกด้าน จะเห็นพระอุโบสถอยู่อีกด้านของปรางค์ประธาน ในแนวเดียวกับพระวิหารด้านหน้า ตามแกนตะวันออกตะวันตก การวางผังวัดลักษณะนี้เป็นรูปแบบการสร้างวัดในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่จะมีปรางค์หรือเจดีย์เป็นประธานตรงกลาง แล้ววางพระวิหารอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออก ส่วนพระอุโบสถจะอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกในแนวเดียวกัน
ส่วนที่จะรู้ว่าอาคารหลังไหนเป็นพระอุโบสถ ก็สังเกตได้ว่าจะมีใบเสมาปักไว้รอบทั้ง 8 ทิศ เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงเขตพื้นที่อันบริสุทธิ์ ที่สามารถประกอบสังฆกรรมได้
ลงจากปรางค์มาดูลายปูนปั้นที่มณทปที่อยู่ด้านข้างกัน จากลายที่ยังเหลืออยู่พอสันนิษฐานได้ว่าจะเป็นรูปยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่บริเวณรอบเขาพระสุเมรุ นี่ก็สื่อว่าพระปรางค์ที่สร้างนี้ต้องการให้เปรียบเสมือนว่าเป็นเขาพระสุเมรุ แล้วทำไมต้องเป็น เขาพระสุเมรุ ล่ะ นี่บางคนอาจจะสงสัย ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะตามความเชื่อของคนฮินดูที่ไทยรับอิทธิพลผ่านขอมมา เชื่อว่าเขาพระสุเมรุนั้นเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งถือว่าเป็นความสำคัญอย่างมาก เพราะงั้นการสร้างปรางค์ที่เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุเอาไว้ในพระนคร ก็เป็นเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความเป็นศูนย์กลางของจักรวาลของพระนครแห่งนี้
|

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.