Home เที่ยวที่ไหนดี ไปเช้าเย็นกลับ สองน่องท่องกรุงเก่า

สองน่องท่องกรุงเก่า

 

เสร็จเรื่องจักรยานกันแล้ว ก็ขี่มาเริ่มทริปกันที่ วัดมหาธาตุ กันเป็นที่แรกเลย

ส่วนทางที่จะขี่มาถึงที่วัดนี่ ถ้ายังไม่คุ้นทางก็ต้องอาศัยแผนที่กันหน่อย ซึ่งตามปกติร้านให้เช่าจักรยานเค้าจะมีแผนที่ถ่ายเอกสารแจกให้ฟรีอยู่แล้ว แล้วเจ้าของร้านเช่าจักรยานที่เจอก็ล้วนแต่อัธยาศัยน่ารักกันทั้งนั้น

อ้อ ร้านเช่าจักรยานฝากเตือนมาว่าไม่ควรเอากระเป๋าใส่ของมีค่าวางไว้ที่ตระแกรงหน้ารถ

 


 


ข้อดีของการขี่จักรยานมาเที่ยวก็คือ จะมีที่จอดรถวีไอพีจัดไว้ให้ตรงหน้าทางเข้าเลย แต่ถึงจะวีไอ
พียังไง ก่อนเข้าชมก็ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 10 บาท (ชาวต่างประเทศ 30 บาท)

 


 

เข้าประตูมาปุ๊บก็จะเจอกับพระวิหารหลังใหญ่ แต่หลังคาที่เป็นเครื่องไม้พังไปหมดแล้ว เหลือแต่ผนังบางส่วนที่มีการเจาะเป็นช่องลูกกรง อย่างที่เรียกกว่า ลูกกรงมะหวด

ที่เป็นอย่างนี้เพราะเทคโนโลยีการสร้างสมัยก่อนยังไม่สามารถทำให้เปิดเป็นช่องหน้าต่างกว้างได้ จากน้ำหนักของเครื่องบนที่กดทับลงมา

 


 


ทางด้านซ้าย จะมีเศียรพระพุทธรูปที่ถูกล้อมไปด้วยต้นไม้ มุมนี้ถือเป็นมุมมหาชนแล้วก็เป็นโลโก้ของวัดมหาธาตุไปแล้ว

 


 


ใกล้ ๆ กันจะมีเจดีย์ที่น่าสนใจเพราะมีแบบนี้อยู่แห่งเดียวในอยุธยาเลย เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมซ้อนกันสี่ชั้น แต่ละชั้นมีลวดลายปูนปั้นเป็นรูปเทวดาชั้นต่าง ๆ

 


 


วัดนี้ถือว่าเป็นวัดสำคัญประจำพระนคร เพราะถือกันว่าในพระนครจะต้องมีพระมหาธาตุประดิษฐานไว้ แล้วก็จะเป็นที่อยู่ของพระราชาคณะ ฝ่ายคามวาสี หรือ ที่เรียกว่าเป็นพระบ้านที่กิจของท่านจะเน้นในเรื่องการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม

ศูนย์กลางของวัดคือ พระปรางค์ ที่น่าเสียดายว่าได้พังลงมาตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 6 แล้ว

 


 


แต่ยังเหลือลวดลายปูนปั้นไว้ให้ชมกันอยู่บ้าง

 


 


ความที่เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ก็เลยจะมีการซ่อมแซมบูรณะและก่อสร้างเพิ่มเติมมาเป็นระยะ เจดีย์ที่เราได้เห็นก็เลยจะมีหลากหลายรูปทรง น่ามาเดินดูกัน

อย่างทางขวานี่จะเป็น เจดีย์ทรงปรางค์ ที่ไทยเราเอาแบบอย่างมาจากขอม ที่ก็สร้างปรางค์แบบนี้แต่เรียกว่า ปราสาท สำหรับจะใช้เป็นที่ประทับของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู แต่ไทยเราใช้สำหรับประดิษฐานพระบรมธาตุหรือพระพุทธรูปจึงเรียกเป็น ปรางค์ แทน

ส่วนทางซ้ายก็จะเป็น เจดีย์ทรงระฆัง ที่เอาแบบมาจากที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในสมัยก่อน ที่จะทำเป็นพูนดินสูงขึ้นมา แล้วปักฉัตรที่เป็นเครื่องหมายบอกยศไว้เหนือหลุมศพ ตัวองค์ระฆังก็คือพูนดิน ส่วนปล้องไฉนที่เป็นยอดขึ้นไปทำเป็นปล้อง ๆ ก็แทนฉัตร

 


 


ส่วนองค์นี้เป็น เจดีย์ทรงปราสาทยอด ด้านล่างจะเห็นเป็นห้องสี่เหลี่ยม ที่เรียกว่า "เรือนธาตุ" ส่วนด้านบนก็จะวางเจดีย์ทรงระฆังทับไว้อีกที

 


 


ไปต่อกันที่ วัดราชบูรณะ

วัดอยู่เพียงคนละฟากถนนกับวัดมหาธาตุ สังเกตุว่าจะมีองค์ปรางค์ขนาดใหญ่เห็นได้ตั้งแต่อยู่ที่วัดมหาธาตุแล้ว หน้าวัดมีที่จอดรถวีไอพี (จักรยาน) เช่นเดิม แล้วก็เสียค่าเข้าชมคนละ 10 บาทอีกเหมือนกัน

 


 


ลวดลายปูนปั้นหน้าประตูทางเข้าพระวิหาร ที่บางส่วนผ่านการซ่อมแซมมาบ้าง

 


 


วิหารใหญ่ทางด้านหน้าวัด เหมือนกับที่อื่น ๆ ที่ส่วนของหลังคาที่เป็นเครื่องไม้จะพังไปหมดแล้ว

 


 


ก่อนจะไปชมตัวองค์ปรางค์ประธาน ลองเลี้ยวมาทางซ้ายมาชมเจดีย์องค์นี้กันก่อนเป็น เจดีย์ทรงปราสาทยอด อีกองค์เหมือนกับที่วัดมหาธาตุตะกี้

 


 


แต่ลวดลายปูนปั้นยังเหลือให้ชมกันเต็มอิ่มพอตัวทีเดียว

 


 


ลองออกข้อสอบหน่อย เจดีย์ทรงนี้เรียกว่า?

 


 


มาต่อกันที่องค์ปรางค์ประธาน

ปรางค์ที่นี่จะแปลกกว่าที่อื่น ตรงที่มีมุขด้านหนึ่งยื่นออกมา ตรงด้านบนมุขที่ยื่นออกมายังมีเจดีย์ประดับอีกซะด้วย ตรงมุขนี้เราสามารถเข้าไปชมด้านในปรางค์ได้

 


 


ตัวตัวปรางค์มีครุฑประดับอยู่ด้วย เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงโลกสวรรค์

 


 


คุ้น ๆ กันไหม รูปครุฑที่ประดับอยู่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ผ่านไปไม่กี่ร้อยปีหุ่นสะโอดสะองหล่อขึ้นเป็นกองเชียว

 


 


ขึ้นไปชมบนปรางค์กันต่อ

 


 


ขึ้นมาภายในตัวปรางค์แล้ว สามารถลงไปชม กรุ อย่างที่คงเคยได้ยินชื่อ กรุวัดราชบูรณะกันมาแล้วได้ ตอนลงไปนี่ต้องลงไปให้สุดเลยน่ะ เพราะมองไปทีแรกจะคล้ายกับเป็นทางตัน

 


 


ล่างสุดจะเป็นห้องขนาดเล็ก พอยืนกันได้สัก 2 คน ภายในมีภาพจิตรกรรมในคูหาทั้ง 4 ด้าน ตรงนี้แหละที่เคยเก็บเครื่องทอง ที่แต่เดิมไม่ได้มีบันไดลงมาอย่างนี้ ตอนที่สร้างนี่เค้าปิดตายไปเลย

 


 


เงยไปข้างบนจะเห็นร่องรอยช่องที่เคยถูกพวกขโมยเจาะลงมาเอาเครื่องทองไป ดีที่ยังตามกลับมาได้บ้าง ที่เดี๋ยวนี้นำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาที่อยุธยานี่เอง เดี๋ยวจะพาไปดูกันด้วย

 


 


ระหว่างนี้ดูรูปที่แสดงไว้ในปรางค์นี้ไปก่อน

 


 


ส่วนห้องที่อยู่ระหว่างทางลงไปที่กรุ ก็น่าไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยังพอเหลือร่องรอยอยู่ จะมืดหน่อยแต่ถ้าสังเกตดี ๆ ลวดลายหลายส่วนจะเป็นลายอย่างจีน จนไปถึงมีตัวหนังสือภาษาจีนเขียนกำกับไว้ด้วย

แสดงถึงความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับจีนในช่วงอยุธยาตอนต้น

 


 

 


อยู่ข้างล่างนานชักอึดอัดอากาศไม่ค่อยมี ขึ้นมานั่งรับลมข้างบนดีกว่า อันนี้มองไปด้านพระวิหารที่เราเข้ามาทีแรก

 


 


ถ้าลองเลี้ยวมาอีกด้าน จะเห็นพระอุโบสถอยู่อีกด้านของปรางค์ประธาน ในแนวเดียวกับพระวิหารด้านหน้า ตามแกนตะวันออกตะวันตก

การวางผังวัดลักษณะนี้เป็นรูปแบบการสร้างวัดในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่จะมีปรางค์หรือเจดีย์เป็นประธานตรงกลาง แล้ววางพระวิหารอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออก ส่วนพระอุโบสถจะอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกในแนวเดียวกัน

 


 


ส่วนที่จะรู้ว่าอาคารหลังไหนเป็นพระอุโบสถ ก็สังเกตได้ว่าจะมีใบเสมาปักไว้รอบทั้ง 8 ทิศ เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงเขตพื้นที่อันบริสุทธิ์ ที่สามารถประกอบสังฆกรรมได้

 


 


ลงจากปรางค์มาดูลายปูนปั้นที่มณทปที่อยู่ด้านข้างกัน จากลายที่ยังเหลืออยู่พอสันนิษฐานได้ว่าจะเป็นรูปยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่บริเวณรอบเขาพระสุเมรุ นี่ก็สื่อว่าพระปรางค์ที่สร้างนี้ต้องการให้เปรียบเสมือนว่าเป็นเขาพระสุเมรุ

แล้วทำไมต้องเป็น เขาพระสุเมรุ ล่ะ นี่บางคนอาจจะสงสัย

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะตามความเชื่อของคนฮินดูที่ไทยรับอิทธิพลผ่านขอมมา เชื่อว่าเขาพระสุเมรุนั้นเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งถือว่าเป็นความสำคัญอย่างมาก เพราะงั้นการสร้างปรางค์ที่เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุเอาไว้ในพระนคร ก็เป็นเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความเป็นศูนย์กลางของจักรวาลของพระนครแห่งนี้

 


 

เล่าเสริมไว้นิดสำหรับคนช่างหิวว่า เยื้องกันกับวัดราชบูรณะ (ถ้าหันหน้าออกจากวัดจะอยู่ฝั่งซ้ายมือ) จะมีร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่อีกร้านหนึ่ง ชื่อร้าน "ลุงเล็ก" (ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับ ร้าน "ป้าเล็ก" ที่เล่าไว้ก่อนหน้านี้)

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.